“อธึกกิต แสวงสุข” สื่อมวลชนอาวุโส เหน็บกระแสประณามผู้ชายฝ่ายเดียว ปมล่วงละเมิดทางเพศ ยังกับผู้หญิงเป็นนางฟ้าผู้ไร้เดียงสาจนตกเป็นหยื่อ ชี้ต้องดูเป็นรายกรณี เตือนอย่ารีบตัดสินจากคำบอกเล่าเพียงด้านเดียว ชูบทบาท “สมยศ” ต่อสู้กับอำนาจ ไม่มีใครทำได้เท่า แม้มีด้านมืดอยู่ในตัว
นายอธึกกิต แสวงสุข เจ้าของนามแฝง “ใบตองแห้ง” สื่อมวลชนอาวุโสและคอลัมนิสต์ประชาไท โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก Atukkit Sawangsuk แสดงความคิดเห็นต่อประเด็นเสรีภาพทางเพศ การกล่าวหาพฤติกรรมล่วงละเมิด และกระแส Me Too โดยระบุว่าโพสต์ดังกล่าวเป็นการโพสต์ใหม่หลังจากข้อความเดิมเกิดความผิดพลาดและหายไป พร้อมยืนยันว่าไม่ได้กลัวทัวร์ลง เพราะอายุ 69 ปีแล้ว ไม่ได้ขอใครกิน ไม่ต้องการยอดวิวยอดไลก์
นายอธึกกิตระบุว่าตนเองเป็น “มนุษย์โบราณในยุคเปิดกว้างเสรีทางเพศ” โดยกล่าวถึงชีวิตคู่ของตนที่แต่งงานมา 33 ปี และยืนยันว่ารักและเคารพภรรยาเพียงผู้เดียว ไม่เคยมีความสัมพันธ์กับผู้อื่นหรือมีพฤติกรรมในลักษณะเกี้ยวพาราสีเพื่อนหรือน้องในที่ทำงาน
อย่างไรก็ตาม เขาแสดงความเห็นเกี่ยวกับการมองเรือนร่างและการแสดงออกทางเพศ โดยมองว่าเป็นธรรมชาติของมนุษย์ ตราบใดที่ไม่ได้เข้าไปล่วงละเมิดหรือกระทำต่อบุคคลอื่นโดยไม่ได้รับความยินยอม
นายอธึกกิตยังกล่าวถึงวัฒนธรรมของคนรุ่นใหม่ โดยเฉพาะกลุ่มนักกิจกรรม ซึ่งมีความเปิดกว้างเรื่องความสัมพันธ์ทางเพศมากขึ้น และมองว่าการมีความสัมพันธ์ การคบหา การเลิกรา หรือความสัมพันธ์ชั่วครั้งคราว เป็นเรื่องของสิทธิและเสรีภาพส่วนบุคคล ไม่ควรนำศีลธรรมแบบอนุรักษนิยมไปตัดสิน
อย่างไรก็ตาม ประเด็นที่เขาตั้งคำถามคือ เมื่อเกิดข้อพิพาทหรือปัญหาในความสัมพันธ์ทางเพศ เหตุใดบางกรณีสังคมจึงมุ่งตำหนิฝ่ายชายเพียงฝ่ายเดียว โดยเห็นว่าควรพิจารณาข้อเท็จจริงและบริบทของแต่ละกรณีอย่างรอบด้าน ไม่ควรสรุปความผิดจากคำกล่าวหาหรือเรื่องเล่าเพียงด้านเดียว
“บนพื้นฐานเสรีภาพอย่างนี้ พอมีปัญหากัน ทำไมถึงโทษผู้ชายมันผิดมันร้ายมันเลวฝ่ายเดียว ผู้หญิงเป็นยังกะนางฟ้าเบญจกัลยาณียุคกึ่งพุทธกาลผู้ตกเป็น “เหยื่อ” ให้ผู้ชายมาค้างที่ห้อง เล้าโลม ไม่เต็มใจ เสร็จไป 2 ครั้งยินยอมพร้อมใจกำลังจะเข้าด้ายเข้าเข็ม บอกให้ใส่ถุงยาง ไม่ยอมใส่ เพิ่งคบกัน ไปเที่ยวผับด้วยกันสองคน เมา เข้าโรงแรม เช้ามาบอกว่าผู้ชายเอาเปรียบ ไปที่คอนโดฝ่ายชาย รู้ชัดๆ ว่าจะเกิดอะไร รู้มาจากบ้านแล้วด้วยซ้ำ เคาะประตูห้อง ก็เปิดรับ เมาทั้งคู่ เราไม่รู้หรอกว่าในห้องเกิดอะไร เรื่องเล่าราโชมอน ตื่นเช้ามาผู้หญิงไม่พอใจ ผู้ชายแม่-กลายเป็นนักข่มขืนชั่วเลว แล้วพอโวยวายขึ้นมา ก็อ้างว่าอย่าเบลมเหยื่อ”
นายอธึกกิตชี้อีกว่า คำว่า “อย่าเบลมเหยื่อ” ไม่ควรถูกนำมาใช้จนกลายเป็นข้อจำกัดในการตรวจสอบข้อเท็จจริง โดยมองว่าการเคลื่อนไหวในลักษณะ Me Too ควรเปิดพื้นที่ให้มีการพิจารณารายละเอียดของแต่ละเหตุการณ์ และไม่ควรนำคำว่า “ข่มขืน” หรือ “การใช้อำนาจ” ไปใช้เหมารวมกับทุกกรณีที่เกิดความสัมพันธ์ทางเพศแล้วฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเกิดความไม่พอใจภายหลัง
เขายังตั้งข้อสังเกตว่า ความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลมีรายละเอียดที่ซับซ้อน โดยเฉพาะการแยกแยะระหว่างการยินยอมพร้อมใจ การคุกคาม การชักจูงหรือ grooming การใช้อำนาจ และการข่มขืน ซึ่งจำเป็นต้องพิจารณาข้อเท็จจริงเป็นรายกรณี
นายอธึกกิตกล่าวด้วยว่า ในบางกรณี แม้พฤติกรรมของบุคคลจะไม่เข้าข่ายความผิดอาญาอย่างที่สังคมเข้าใจ แต่ก็อาจเป็นปัญหาด้านจริยธรรมและความเหมาะสม โดยเฉพาะบุคคลที่มีสถานะเป็นผู้นำทางการเมืองหรือผู้นำการเคลื่อนไหวทางสังคม
เขายกกรณีของนายสมยศ พฤกษาเกษมสุข และนายสมบัติ บุญงามอนงค์ มาเปรียบเทียบ โดยมองว่าควรพิจารณาลักษณะและพฤติกรรมของแต่ละบุคคลแยกออกจากกัน รวมถึงต้องตรวจสอบว่าพฤติกรรมดังกล่าวเกิดขึ้นซ้ำกับบุคคลอื่นหรือเป็นความสัมพันธ์เฉพาะระหว่างคนสองคน
“สมยศมีประวัติมาหลายครั้ง แสดงออกกับหลายคน” นายอธึกกิจระบุ พร้อมมองว่าแม้บางพฤติกรรมอาจไม่ตรงกับความหมายของคำว่า “ข่มขืน” ตามที่สังคมทั่วไปเข้าใจ แต่ก็อาจเป็นปัญหาด้านจริยธรรมที่บุคคลซึ่งเป็นผู้นำการต่อสู้ทางการเมืองควรต้องรับผิดชอบ
ส่วนกรณีของนายสมบัติ เขาตั้งคำถามว่ามีพฤติกรรมในลักษณะเดียวกันกับบุคคลอื่นหรือเพื่อนร่วมงานหรือไม่ โดยระบุว่าไม่ควรรีบตัดสินหรือ “ตีตรา” บุคคลใดจากข้อกล่าวหาเพียงกรณีเดียว ก่อนที่จะมีการพิจารณาข้อเท็จจริงอย่างรอบด้าน
“อย่าให้ปีศาจ Me Too ไล่ล่าทำลายคนด้วยความสะใจ” นายอธึกกิจระบุในตอนหนึ่งของโพสต์
ช่วงท้าย นายอธึกกิจกล่าวถึงนายสมยศว่า แม้จะมีรอยด่างหรือด้านมืดในชีวิตส่วนตัว แต่ประวัติศาสตร์การต่อสู้กับอำนาจและการต่อสู้ทางการเมืองของนายสมยศยังคงเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นจริง และไม่ควรถูกลบเลือนไปทั้งหมด
“ป.ล.ไม่ว่าสมยศจะมีรอยด่างอย่างไร ประวัติศาสตร์การต่อสู้รัฐประหาร ต่อสู้กับอำนาจ ติดคุก 112 สู้คดีถึงที่สุดไม่ยอมรับสารภาพเพื่อลดโทษ ก็ยังจารึกอยู่ เขาไม่ได้ทำอย่างนั้นเพื่อจะเอามาหาเหยื่อทางเพศ แต่มันมีด้านมืดที่อยู่ในตัวเขาคู่กับด้านที่เป็นนักต่อสู้
“มิตรสหายบางท่านกล่าวไว้น่าคิดว่า ที่ว่าขบวนปล่อยให้-ยอมให้เขามีอำนาจ อันที่จริง เขามีอำนาจมีเครดิตในขบวน จากการต่อสู้กับอำนาจ ซึ่งคนอื่นทำไม่ได้เท่าเขา” ใบต้องแห้งระบุ


