กมธ.ต่างประเทศ วุฒิสภา เตรียมทำสมุดปกขาว “ไทย–จีนในระเบียบโลกใหม่” เสนอรัฐบาล เร่งแก้คอขวดเส้นทาง R3A ผลักดันขนส่งทางน้ำผ่านท่าเรือกวนเหล่ย ลดต้นทุนสินค้า ยกระดับ SME ท้องถิ่นด้วยระบบ Cold Chain–มาตรฐานแบรนด์
นายชวภณ วัธนเวคิน รองประธานคณะกรรมาธิการการต่างประเทศ วุฒิสภา คนที่หนึ่ง ในฐานะหัวหน้าคณะ เปิดเผยว่า ระหว่างวันที่ 20–22 สิงหาคม 2569 คณะฯ ได้ศึกษาดูงานที่ศาลากลางจังหวัดเชียงราย ด่านศุลกากรเชียงของ มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง และโครงการพัฒนาดอยตุงฯ เพื่อรวบรวมข้อมูลจัดทำสมุดปกขาวเรื่อง “ไทย–จีนในระเบียบโลกใหม่: ความร่วมมือเพื่อความสมดุลทางการค้าและการพัฒนาที่ยั่งยืน” เสนอต่อวุฒิสภาและรัฐบาล
จากการศึกษาพบว่า การขนส่งสินค้าระหว่างไทยกับจีนพึ่งพาทางเรือประมาณ 80% และทางบก 20% โดยเส้นทาง R3A ผ่านด่านเชียงของเป็นประตูสำคัญสำหรับสินค้าเกษตรและผลไม้สด ขณะที่สินค้าที่ผ่านด่านมีต้นทางจากจีนถึง 80% และจาก สปป.ลาว 20%
แม้การค้าผ่านด่านสำคัญ 3 แห่งของเชียงรายในช่วงครึ่งแรกของปีงบประมาณ 2569 มีมูลค่าราว 65,000 ล้านบาท และไทยเกินดุลกว่า 45,000 ล้านบาท แต่สินค้ากว่า 70% เป็นสินค้าผ่านแดนจากส่วนกลาง ส่งผลให้รายได้ตกถึงท้องถิ่นไม่เต็มที่ อีกทั้งสินค้านำเข้าจากจีนกว่า 95% ได้รับยกเว้นอากรตามกรอบ FTA ทำให้ผู้ประกอบการท้องถิ่นเผชิญการแข่งขันสูง คณะฯ จึงเสนอให้สนับสนุน SME ไทยด้านระบบห่วงโซ่ความเย็น นวัตกรรม และมาตรฐานแบรนด์ เพื่อเพิ่มมูลค่าสินค้า
ส่วนเส้นทาง R3A ยังเผชิญปัญหาถนนฝั่ง สปป.ลาว ชำรุด และมีค่าเปลี่ยนหัวลากแฝงประมาณ 60,000 บาทต่อตู้ ทำให้ต้นทุนขนส่งอยู่ที่ 260,000–300,000 บาทต่อตู้ คณะฯ จึงเตรียมเสนอให้รัฐบาลผลักดันการขนส่งทางน้ำจากท่าเรือเชียงแสนไปยังท่าเรือกวนเหล่ยของจีน ระยะทาง 265 กิโลเมตร ซึ่งมีต้นทุนต่ำกว่าที่ประมาณ 240,000–275,000 บาทต่อตู้ หลังจีนอนุมัติให้กวนเหล่ยเป็นด่านจำเพาะนำเข้าผลไม้สดเพิ่มเติม
ขณะเดียวกัน โครงการศูนย์เปลี่ยนถ่ายรูปแบบการขนส่งสินค้าเชียงของ มูลค่า 1,996 ล้านบาท ซึ่งก่อสร้างระยะที่ 2 คืบหน้ากว่า 92.80% ยังติดปัญหาการคัดเลือกเอกชนร่วมลงทุน จึงต้องเร่งทบทวนผลการศึกษาเพื่อปลดล็อกการใช้งาน
คณะฯ ยังเสนอให้ยกระดับมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวงเป็นศูนย์เตือนภัยด้านการค้าและกฎระเบียบของจีน จัดทำข้อเสนอเชิงนโยบายฉบับสั้นเพื่อผลักดันงบประมาณและทดลอง “แซนด์บ็อกซ์ชายแดน” พร้อมนำดอยตุงโมเดล ภายใต้หลัก 3S ได้แก่ Survival, Sufficiency และ Sustainability มาใช้พัฒนาเศรษฐกิจฐานราก
ข้อสรุปทั้งหมดจะบรรจุในสมุดปกขาว เพื่อใช้เป็นกรอบการเจรจาทางการทูต การจัดสรรงบประมาณ และการปรับปรุงกฎระเบียบการค้าชายแดนของไทยต่อไป


