xs
xsm
sm
md
lg

สสส. ดึง เครือข่ายสร้าง "นิเวศสุขภาวะ" แก้ปัญหา ยาเสพติดเหล้า-บุหรี่-การพนัน เน้นชุมชนเป็นฐาน สร้างการมีส่วนร่วม พร้อมดันนโยบายระดับชาติ

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



เครือข่ายองค์กรงดเหล้า (สคล.) มูลนิธิศูนย์วิชาการสารเสพติด มูลนิธิชีววิถี มูลนิธิอาสาสมัครเพื่อสังคม (มอส.) มูลนิธิหญิงชายก้าวไกล มูลนิธิเด็ก เยาวชนและครอบครัว ขบวนการสร้างเสริมสุขภาพเยาวชน สนับสนุนโดยสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) จัดเวทีวิชาการสาธารณะ "รวมพลังชุมชน เครือข่ายนิเวศสุขภาวะ เพื่อรับมือกับความเสี่ยงทางสังคม" โดยมีทันตแพทย์หญิง ดร.จิดาภา สุนทรธนากุล ที่ปรึกษานายทรงศักดิ์ ทองศรี รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานกรรมการกองทุน สสส. เป็นประธานเปิดเวทีวิชาการสาธารณะ

​​ทันตแพทย์หญิง ดร.จิดาภา กล่าวว่า ต้องยอมรับว่าประเทศไทยกำลังเผชิญกับความผันผวนทางเศรษฐกิจ ค่าครองชีพ และหนี้สินครัวเรือน ซึ่งส่งผลให้ความเหลื่อมล้ำสูงขึ้น และกลายเป็นความเสี่ยงต่อสุขภาวะของเด็ก เยาวชน กลุ่มเปราะบาง การแก้ปัญหาสารเสพติดและปัจจัยเสี่ยงทั้งเหล้า บุหรี่ บุหรี่ไฟฟ้า ยาเสพติด และการพนัน จึงเป็นความท้าทายที่ทุกหน่วยงานจะต้องร่วมมือกัน เน้นการกระจายการทำงานลงสู่ชุมชน สร้างนิเวศสุขภาวะที่เข้มแข็งจากฐานราก ทั้งป้องกันปัจจัยเสี่ยง สร้างสิ่งแวดล้อมที่ปลอดภัย การสร้างสภาพแวดล้อมทางสังคมที่เอื้อต่อการเรียนรู้ และการสร้างนโยบายที่คุ้มครองประชาชนจากปัจจัยเสี่ยงและภัยคุกคาม ส่งต่อไปยังนโยบายระดับชาติ เพื่อให้เกิดการยกระดับคุณภาพชีวิตและการสร้างสังคมที่ปลอดภัยสำหรับทุกคนอย่างแท้จริงจึงเป็นเรื่องสำคัญ

​​ด้าน นพ.พงศ์เทพ วงศ์วัชรไพบูลย์ ผู้จัดการกองทุน สสส. กล่าวว่า ปัจจุบันคนไทยดื่มแอลกอฮอล์สูงถึง 20.9 ล้านคน คิดเป็น 35.2% และเชื่อมโยงกับอุบัติเหตุทางถนน 33.06% ส่วนปัญหาบุหรี่นั้น พบเด็ก เยาวชนกลายเป็นนักสูบหน้าใหม่มากกว่า 210,000 คน เล่นพนันออนไลน์เกือบ 3 ล้านคน และยังพบเด็กนอกระบบการศึกษาส่วนใหญ่มีประวัติใช้ยาเสพติดมากกว่าหนึ่งชนิด ขณะที่ข่าวความรุนแรงในครอบครัวและความรุนแรงทางเพศสูงขึ้น 40% โดยมีเหล้าและยาเสพติดเป็นตัวกระตุ้นหลัก สะท้อนว่าปัญหาเหล่านี้มีความเชื่อมโยงกับครอบครัว การศึกษา เศรษฐกิจ สภาพแวดล้อม และโลกออนไลน์ จึงต้องอาศัยการทำงานร่วมกันอย่างเป็นระบบและต่อเนื่อง

นพ.พงศ์เทพ กล่าวต่อว่า ทางแก้ปัญหาจึงต้องเร่งสร้างนิเวศสุขภาวะโดยใช้ยุทธศาสตร์การสู้เชิงโครงสร้างผ่าน 3 มิติหลัก คือ 1. สร้างสิ่งแวดล้อม โดยใช้กติกาชุมชนสกัดกั้นการเข้าถึงปัจจัยเสี่ยง จัดงานบุญประเพณีและปิดช่องทางขายที่ผิดกฎหมายในระดับฐานราก 2.สร้างเกราะป้องกันทางสังคมด้วยแนวคิดชุมชนเป็นฐาน (Community-Based Intervention) ดึงครอบครัวและชุมชนมาร่วมกันสอดส่อง เฝ้าระวัง และฟื้นฟู ไม่ให้ปัจจัยเสี่ยงเข้าถึงลูกหลาน พร้อมขยาย ผลพื้นที่ต้นแบบ ไปยังชุมชนอื่น อย่างยั่งยืน และ 3.ยกระดับกติกาชุมชนสู่นโยบายสาธารณะ แปลงบทเรียนและนวัตกรรมสังคมจากภูมิปัญญาของชุมชน ให้กลายเป็นข้อตกลงร่วมกัน มาตรการทางกฎหมาย และนโยบายระดับชาติ ทั้งนี้ ปัจจุบัน เครือข่ายมีฐานปฏิบัติการดำเนินงานในระดับพื้นที่ที่กระจายอยู่ทั่วประเทศมากกว่า 872 พื้นที่ นี่คือภาพสะท้อนถึงความสำเร็จของรูปแบบชุมชนที่ลุกขึ้นมาสร้างนิเวศสุขภาวะที่จับต้องได้

ด้าน นางสาวสุภาวดี เพชรรัตน์ มูลนิธิอาสาสมัครเพื่อสังคม ในฐานะผู้แทนเครือข่ายร่วมจัดงาน กล่าวว่า ปัจจัยเสี่ยงทางสุขภาพทั้ง สารเสพติด เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ บุหรี่ บุหรี่ไฟฟ้า การพนัน เป็นปัญหาที่เชื่อมโยงกับครอบครัว เศรษฐกิจ สังคม สภาพแวดล้อม และความเหลื่อมล้ำทางโครงสร้างของสังคม การแก้ปัญหาจึงต้องมองทั้งต้นเหตุและความเชื่อมโยง พร้อมสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการการแก้ไขปัญหา หรือการสร้างนิเวศสุขภาวะ คือแก้ไขปัญหาโดยใช้ชุมชนเป็นฐาน ให้คนในพื้นที่ร่วมกันมองปัญหา วิเคราะห์สาเหตุ และออกแบบทางออกที่เหมาะสมกับบริบทของตนเอง สร้างพื้นที่และทางเลือกที่เอื้อต่อสุขภาวะสำหรับคนทุกกลุ่ม อย่างไรก็ตามการแก้ปัญหาเหล่านี้ให้สำเร็จจำเป็นจะต้องมี นโยบายทั้งในระดับชุมชน และระดับประเทศที่เอื้อต่อการแก้ไขปัญหาด้วย

ขณะที่ นายอัสรี พิกุลจร เยาวชนนักวิ่งเพื่อสุขภาพและฟื้นฟูตัวเอง จ.ปัตตานี กล่าวว่า ตนเริ่มสูบบุหรี่ ลองยาเสพติดหลายชนิดตั้งแต่ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 จนเข้าเรียนมหาวิทยาลัยก็ติดเพื่อน ขาดเรียนบ่อยจนต้องเลิกเรียนกลางคัน เข้าสู่ระบบการทำงานแต่ก็ยังเจอเพื่อนและกลับเข้าสู่วงจรยาเสพติดอีกและ มีการเสพหนักขึ้น รวมถึงการเริ่มเสพยาบ้า ทำให้ที่บ้านต้องส่งไปบำบัดที่โรงเรียนปอเนาะแห่งหนึ่งในจังหวัดกระบี่ แต่พอบำบัดออกมาก็กลับเข้าสู่วงจรการเสพเหมือนเดิม มีปัญหาสุขภาพ ป่วยเป็นโรคไตเสื่อมและต้องถอนฟันหลายซี่ซึ่งเป็นผลมาจากการใช้สารเสพติด ประกอบกับบิดาของตนเสียชีวิตจากโรคหัวใจตีบซึ่งมีสาเหตุมาจากการสูบบุหรี่ จึงตั้งใจเลิกอย่างจริงจัง โดยมีครอบครัวคอยดูแลพาออกจากสภาพแวดล้อมเดิมๆ จากนั้นใช้เวลา 3 เดือน ในการบำบัด กินอาหารดีออกกำลังกาย ทำให้สุขภาพดีขึ้น การทำงานของไตดีขึ้น

“ปัจจุบันเข้าสู่วงการนักวิ่งได้เหรียญรางวัล และได้ก่อตั้งทีมชื่อว่า “มาวิ่งกันปะนาเระ” รวมคนก้าวพ้นปัญหายาเสพติด มาทำกิจกรรมและรณรงค์ร่วมกับสสส. ในการป้องกันไม่ให้มีเหยื่อของยาเสพติดอีก ทั้งนี้การเข้ามาของ สสส.ผ่านทางมูลนิธิอาสาสมัครเพื่อสังคมได้เข้ามาเติมเต็มชีวิตผม ได้ให้โอกาสและเสริมพลังให้ผมกล้าที่จะลุกขึ้นมาถ่ายทอดเรื่องราวของตัวเอง เพื่อเป็นอุทาหรณ์เตือนใจคนรุ่นหลัง ทุกวันนี้ผมมั่นใจว่าผมหลุดพ้นจากวงจรเลวร้ายเหล่านั้นมาแล้วและผมตั้งใจที่จะทำงานช่วยเหลือเด็กและเยาวชนให้เป็นผู้หลุดพ้นแบบผมต่อไป จนกว่าผมจะหมดแรง” นายอัสรี กล่าว