“อภิสิทธิ์” อัด รบ.แก้เศรษฐกิจไม่ตรงจุด ห่วงระบบราชการถูกดึงเป็นฐานอำนาจการเมือง จี้เคลียร์ “ฮั้ว สว.- โกงสอบท้องถิ่น” เตือนสังคมกำลังตั้งคำถามถึง “การทุจริตแบบถูกระเบียบ” ย้ำ ประชาธิปไตยต้องมีฝ่ายค้าน ลั่นไม่มีกำแพงอำนาจใดปกปิดความผิดได้ตลอดไป
วันนี้ (20 ส.ค.) นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรี และ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงสถานการณ์เศรษฐกิจไทยว่า กำลังเผชิญภาวะเติบโตช้าเรื้อรัง ขณะที่การแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างของรัฐบาลยังขาดความชัดเจน โดยเฉพาะแนวทางใช้เงินกู้ 2 แสนล้านบาท จากกรอบทั้งหมด 4 แสนล้านบาท เพื่อการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน ซึ่งมุ่งนำเข้าเทคโนโลยีจากต่างประเทศ ทั้งโซลาร์เซลล์และยานยนต์ไฟฟ้า มากกว่าการส่งเสริมอุตสาหกรรมภายในประเทศ เช่น ไบโอดีเซล ที่สามารถช่วยประคองฐานการผลิตยานยนต์และอุตสาหกรรมชิ้นส่วนเดิมของไทย
นายอภิสิทธิ์ ยังตั้งข้อสังเกตถึงการลงทุนขนาดใหญ่ ทั้ง Data Center และโครงการแลนด์บริดจ์ (Landbridge) ว่า รัฐบาลไม่ควรมองเพียงว่า “โครงการคือความเจริญ” หรือตื่นเต้นกับตัวเลขเม็ดเงินลงทุน แต่ต้องพิจารณาต้นทุนด้านทรัพยากรของประเทศ รวมถึงสร้างความเชื่อมโยงให้ผู้ประกอบการไทยได้รับประโยชน์อย่างแท้จริง
ส่วนการโยกย้ายข้าราชการระดับสูง นายอภิสิทธิ์ แสดงความกังวลว่า ระบบราชการกำลังถูกทำให้กลายเป็นฐานอำนาจทางการเมือง จนอาจกระทบความเป็นมืออาชีพและความสามารถในการให้ข้อเสนอแนะอย่างตรงไปตรงมา ขณะที่กรณี “โกงสอบท้องถิ่น” ยิ่งสะท้อนปัญหาระบบคุณธรรม กระทบขวัญกำลังใจของผู้ปฏิบัติงานที่สุจริต และอาจกลายเป็นอุปสรรคต่อการเข้าเป็นสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) ซึ่งให้ความสำคัญกับความโปร่งใส
สำหรับข้อครหา “ฮั้ว สว.” นายอภิสิทธิ์ ไม่เห็นด้วยกับเหตุผลที่ว่า เรื่องดังกล่าวเกิดขึ้นก่อนรัฐบาลชุดปัจจุบันจึงไม่เกี่ยวข้อง โดยเปรียบเทียบว่า หากรับลูกน้องเข้ามาทำงานแล้วภายหลังพบว่าเคยปล้นหรือขโมยของนายจ้างมาก่อน ก็ย่อมต้องตั้งคำถามว่าจะยังไว้วางใจได้หรือไม่
นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า การที่รัฐบาลหลีกเลี่ยงการตอบคำถามในสภาและยืนยันเพียงว่าทุกอย่างดำเนินการถูกต้องตามกฎเกณฑ์ กำลังทำให้สังคมตั้งคำถามว่า ประเทศไทยกำลังเผชิญกับระบบ “การทุจริตแบบถูกระเบียบ” หรือไม่ พร้อมโต้แนวคิดที่มองว่าการตรวจสอบรัฐบาลเป็นเรื่องของผู้แพ้เลือกตั้ง โดยย้ำว่า ความแตกต่างสำคัญระหว่างประชาธิปไตยกับเผด็จการ คือประชาธิปไตย “ต้องมีฝ่ายค้าน”
อดีตนายกรัฐมนตรี ระบุด้วยว่า แม้การอภิปรายไม่ไว้วางใจอาจไม่สามารถล้มรัฐบาลด้วยเสียงโหวตในสภา แต่ข้อเท็จจริงที่ถูกเปิดเผยสามารถสร้างแรงกดดันจากสังคมได้ หากมีการใช้กลไกอำนาจรัฐเพื่อปกป้องหรือปกปิดความผิด ท้ายที่สุดย่อมไม่สามารถต้านทานความไม่ชอบธรรมได้
“ผมยังไม่เคยเห็นในประวัติศาสตร์นะ ว่าจะมีกำแพงไหนแข็งแรงขนาดนั้น” นายอภิสิทธิ์ กล่าว


