เงียบหายไปพักหนึ่งสำหรับความเคลื่อนไหวเรื่องการปรับคณะรัฐมนตรี หลังจากก่อนหน้านี้ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เคยระบุก่อนหน้านี้ว่าจะมีการปรับคณะรัฐมนตรี โดยจะพิจารณาในช่วงเวลาเหมาะสมคือ ประมาณ 1 ปี
อย่างไรก็ดี ในช่วงเวลาตอนนั้นที่ นายกรัฐมนตรีกล่าวถึงเรื่องนี้ (ปรับคณะรัฐมนตรี) ยังไม่ชัดเจนร้อยเปอร์เซ็นต์ ทั้งเรื่องเงื่อนไขหากต้องปรับ ว่าเป็นเพราะผลงานไม่ดี หรือว่า เมื่อถึงเวลาระยะหนึ่งแล้วก็ต้องปรับคณะรัฐมนตรี เพื่อให้มีการหมุนเวียนกันหรือเปล่า เพียงแต่กล่าวประมาณว่าต้องมีการประเมินผลงานและความเหมาะสม
เมื่อพิจารณาจากน้ำหนักคำพูดคราวนั้นของ นายอนุทิน ดูเหมือนมีเจตนาลดกระแสข่าวการปรับคณะรัฐมนตรี จากเสียงวิจารณ์ในเรื่องผลงานของ “รัฐมนตรีลูกเทพ” หลายคนที่เข้ามาดำรงตำแหน่งยังมีผลงานไม่เข้าตา บางคนถูกวิจารณ์ทำนองว่าเป็นได้แค่ “เด็กฝึกงาน” เท่านั้น
แม้ว่าจากคำพูดของ นายกรัฐมนตรีดังกล่าวที่บอกว่าจะมีการปรับคณะรัฐมนตรีเมื่ออายุรัฐบาลครบ 1 ปี ซึ่งถือว่าเป็นช่วงเวลาที่เหมาะสม และหากพิจารณาจากเป้าสายตาของสังคม มีรัฐมนตรีหลายคนที่ถือว่า “ไม่มีผลงาน” รวมไปถึงบางคนที่ยังไม่ค่อยได้ยินชื่อ หรือเป็นที่รู้จัก ซึ่งในจำนวนนั้นอาจจะไม่ใช่มีเฉพาะบรรดาลูกเทพเท่านั้น ยังมีรัฐมนตรีอีกหลายคนที่หากให้ประเมินกันในเวลานี้ถือว่า “สอบไม่ผ่าน”
ขณะเดียวกัน เมื่อมองกันในความเป็นจริงแล้ว การปรับคณะรัฐมนตรีใช่ว่าจะสามารถดำเนินการได้ด้วยความราบรื่น โดยเฉพาะหากคิดจะปรับรัฐมนตรี “ลูกเทพ” เหล่านั้นออกไป เพราะต้องไม่ลืมว่า “แบ็กกราวด์” ของพวกเขาก็คือ “บ้านใหญ่” ที่ค้ำจุนรัฐบาลและพรรคภูมิใจไทยในเวลานี้ และที่ผ่านมาการที่ลูกเทพเหล่านี้ได้ “พาสชั้น” เข้ามานั่งเก้าอี้สำคัญในรัฐบาลนั่นก็ย่อมหมายถึงระบบ “โควตา” และการ “ต่างตอบแทน” ต่างหาก เรื่องฝีมือหรือผลงานนั้น อาจเป็นเรื่องรองลงไป
อย่างไรก็ดี หากพิจารณากันด้วยความเป็นธรรม สำหรับรัฐมนตรี “ลูกเทพ” บางคนหลังจากที่มีการ “ขันนอต” จากนายกรัฐมนตรี บางคนก็เริ่มทำผลงานได้ดีขึ้น และชัดเจนขึ้นกว่าแต่ก่อน หากให้เอ่ยชื่อถึงก็น่าจะเป็น นายพลพีร์ สุวรรณฉวี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นต้น ที่ระยะหลังเริ่มมีผลงานโดดเด่นขึ้นมาพอสมควร แต่ก็ต้องจับตากันต่อไป
วกกลับมาที่เงื่อนไขการปรับคณะรัฐมนตรี ที่ล่าสุดออกมาจากปากชัดเจนจาก นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) และเป็นเลขาธิการพรรคภูมิใจไทย ที่เพิ่งออกมาพูดเรื่องนี้ย้ำว่า อยู่ที่ผลงานของรัฐมนตรีแต่ละคน หากไม่มีผลงานก็ต้องปรับออก และอาจไม่จำเป็นต้องรอให้ถึงเวลา 1 ปีก็ได้ โดยคนที่จะพิจารณาตัดสินใจก็คือนายกรัฐมนตรี
“ที่บอกไว้ว่า 1 ปีก่อนหน้านี้ คิดว่าเป็นเวลาที่ทุกคนได้สร้างผลงาน แต่ความเป็นจริงไม่ใช่ว่า 1 ปีต้องปรับหรือไม่ปรับ ซึ่งจริง ๆ แล้วผมรวมถึงรัฐมนตรีทุกคน ถูกประเมินอยู่แล้ว ทุกคนมีอำนาจ หน้าที่รับผิดชอบกับประชาชน ประเทศไทยเองมีหลายโอกาสหลายวิกฤตที่ต้องรับมือ หากใครก็ตามที่ปฏิบัติหน้าที่ หรือสร้างผลงานไม่ได้มันก็ต้องเปลี่ยน เพราะเป็นเรื่องที่รอไม่ได้ แต่การตัดสินใจอยู่ที่นายกรัฐมนตรี” เขากล่าวและย้ำว่า ทุกคนทำอย่างเต็มที่ และถูกประเมินไว้อยู่แล้ว
เมื่อถามย้ำว่าเกณฑ์การปรับคณะรัฐมนตรีต้องเป็นเรื่องผลงานใช่ไหม นายไชยชนก ย้ำว่าต้องเป็นเรื่องงานอยู่แล้ว ต้องให้เรื่องงานเป็นหลักไม่มีเรื่องอื่นอยู่แล้ว
ขณะเดียวกัน เขายังมั่นใจว่า รัฐบาลมีเสถียรภาพมากๆ แม้ประสบการณ์การเมืองจะน้อย แต่เท่าที่สังเกตมาเป็นรัฐบาลที่มีเสถียรภาพมากที่สุดรัฐบาลหนึ่งที่เคยได้สัมผัสมา พร้อมระบุว่า กระแสข่าวก็เป็นเรื่องปกติ ยิ่งเป็นช่วงใกล้เวลาการอภิปรายไม่ไว้วางใจ ก็เป็นเรื่องธรรมดา แต่หากถามถึงภายในยืนยันว่าไม่ได้สะทกสะท้านหรือสั่นคลอนใดๆ โดยยังมั่นใจว่ารัฐบาลมีผลงานพอสมควร ทำให้ฝ่ายตรงข้ามต้องหยิบเอาเรื่องเก่ามาดิสเครดิต
ดังนั้น หากพิจารณาจากหลักการข้างต้นที่ เลขาธิการพรรคภูมิใจไทยคนนี้ ระบุเอาไว้จะทำให้มองเห็นภาพในอนาคตได้ว่า รัฐมนตรีที่ถูก “ปรับออก” นั่นก็หมายความว่า “ไร้ผลงาน” หรือ “ไม่เข้าตา” ถึงถูกเขี่ยพ้นเก้าอี้นั่นเอง จะไม่มีเหตุผลเรื่องความเหมาะสมอื่นๆ เหมือนกับที่มักที่การอ้างถึงตลอดเวลา
อย่างไรก็ดี อย่างที่บอกนั่นแหละว่า “มันไม่ง่าย” ขนาดนั้นสำหรับการจะปรับใครออก เพราะรัฐมนตรีแต่ละคนล้วนมี “แบ็กกราวด์” เข้มแข็งในพรรคทั้งสิ้น อาจจะมีเพียงรัฐมนตรีคนนอกแค่สามคนเท่านั้น ที่นายกรัฐมนตรีเชิญเข้ามา คือ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกฯและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างระเทศ และ นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกฯ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เท่านั้น ที่ไม่มีฐานสนับสนุนในพรรค
ดังนั้น หากพิจารณากันในท่ามกลางบรรยากาศการเมืองที่ยังเนือยๆ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะยังไม่เปิดสมัยประชุมสภา ยังไม่ใกล้วาระ “ซักฟอก” รัฐบาล แรงกดดันในเรื่องการปรับคณะรัฐมนตรีนาทีนี้ ยังถือว่าต้องรอไปก่อน อย่างน้อยก็ต้องรออีกพักใหญ่ แต่เมื่อฟังจากปากของ นายไชยชนก ชิดชอบ ที่เป็นเลขาธิการพรรคภูมิใจไทย ที่ระบุชัดว่า หากรัฐมนตรีคนใดไม่มีผลงานก็ต้องถูกปรับออก นั่นก็หมายความว่า ต้องรอจับตาดูว่าถึงตอนนั้นมีใครบ้างที่ถูก “เขี่ย” ออกไป แต่อีกมุมหนึ่งรับรองว่ามันไม่ง่ายขนาดนั้น อีกทั้งยังมีความเสี่ยงที่จะทำให้รัฐบาลพังพาบได้เหมือนกัน !!


