xs
xsm
sm
md
lg

จากมือปราบ สู่มือปราศรัย? “เรวัช” เปิดประตูการเมือง!

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



วงการการเมืองอาจกำลังจะได้เห็น “นักการเมืองหน้าใหม่” ที่ไม่คิดจะลงสมัคร ส.ส. และไม่คิดรับตำแหน่งรัฐมนตรี

แต่ถ้าจะเรียกว่าเป็น “นักการเมือง” ก็คงต้องเรียกว่า เป็นนักการเมืองสายพิเศษ

เพราะ “พล.ต.ท.เรวัช กลิ่นเกษร” อดีตผู้บัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด กำลังเปิดประตูเข้าสู่สนามการเมืองด้วยบทบาท “ผู้ช่วยหาเสียง”

ไม่ลงสมัคร ไม่รับตำแหน่ง ไม่รับเงินเดือน ...ถ้าพรรคที่เลือกได้เป็นรัฐบาล ก็ไม่ขอเก้าอี้อะไรทั้งนั้น!

ขอเพียงได้ขึ้นเวทีปราศรัย ได้ช่วยหาเสียง ได้พูดเรื่องที่ตัวเองเชื่อ

ฟังดูเหมือนไม่ได้เล่นการเมือง แต่ในทางการเมืองแล้ว…นี่ก็คือการเล่นการเมืองรูปแบบหนึ่ง

จาก “มือปราบขุนดง” สู่ “อินฟลูเอนเซอร์สายความมั่นคง”...

“พล.ต.ท.เรวัช”ไม่ใช่อดีตนายตำรวจธรรมดาๆ ชื่อของเขาผูกอยู่กับงานปราบปรามยาเสพติด และคดีสำคัญหลายคดี จนมีภาพจำในฐานะ “มือปราบ” ที่พูดตรง กล้าชน และมีบุคลิกเฉพาะตัว


เส้นทางชีวิตของเขาก็น่าสนใจไม่น้อย เริ่มต้นจากสายฝ่ายปกครอง ก่อนเบนเข้าสู่เส้นทางตำรวจ และผ่านงานสืบสวน–ปราบปรามหลายพื้นที่ ก่อนขึ้นมาถึงตำแหน่ง ผู้บัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด

ประวัติที่เผยแพร่ ระบุว่าเขาเป็นชาวอ.ท่าตะโก จ.นครสวรรค์ จบกฎหมายจากรามคำแหง และศึกษาต่อด้านอาชญาวิทยา ที่มหาวิทยาลัยมหิดล ก่อนเติบโตในสายงานตำรวจ จนขึ้นเป็น ผบช.ปส.

แต่สิ่งที่ทำให้ “เรวัช” มีแต้มต่อเหนืออดีตข้าราชการอีกหลายคน คือ หลังเกษียณเขาไม่ได้หายไปจากสังคม
ตรงกันข้าม เขากลายเป็นบุคคลที่มีฐานผู้ติดตามบนโลกออนไลน์จำนวนมาก

พูดง่ายๆ ในภาษาการเมืองยุคนี้ คือ มีฐานแฟนคลับ และมีช่องทางสื่อสารของตัวเอง

ดังนั้นหากวันหนึ่ง “ท่านเรวัช” หรือ “อาเรวัช” ขึ้นเวทีหาเสียงทั่วประเทศ เขาก็ไม่ได้เริ่มต้นจากศูนย์ แต่มีแบรนด์ “อดีตมือปราบ” แปะหน้าผากไปด้วย

ย้อนกลับไปเพียงประมาณหนึ่งเดือนก่อนหน้านี้ (21 ก.ค.69) มีภาพ “พล.ต.ท.เรวัช” เดินทางไปที่พรรคภูมิใจไทย และได้พบกับ “อนุทิน ชาญวีรกูล” รวมถึงคนในพรรค

เขาไม่ได้ไปสมัครสมาชิกพรรค ไม่ได้ไปขอตำแหน่ง แต่ไปพูดคุยเรื่องการแก้ปัญหายาเสพติด พร้อมแสดงความพร้อมที่จะช่วยงานโดยไม่รับตำแหน่ง หรือเงินเดือน

ตรงนี้แหละ ที่การเมืองเริ่มมี “กลิ่น” เพราะเมื่อวันที่ 21 ก.ค. ยังพูดว่า ไม่รับตำแหน่ง ไม่สมัครสมาชิกพรรค


แต่มาถึงวันที่ 19 ส.ค. กลับบอกว่า เลือกตั้งครั้งหน้า อาจเปิดตัวเป็นผู้ช่วยหาเสียงให้พรรคใดพรรคหนึ่ง ... ยังไม่บอกว่าพรรคไหน แต่มีเงื่อนไขชัดเจนว่า พรรคที่จะไปช่วยต้องมีศักยภาพมากพอที่จะเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล

พูดแบบภาษาการเมืองง่ายๆ คือ...“ถ้าจะให้ผมลงแรง ผมก็ต้องเลือกข้างที่มีโอกาสได้เป็นรัฐบาล”

นี่ไม่ใช่การประกาศตัวแบบนักการเมืองหน้าใหม่ทั่วไป แต่มันคือการต่อรองเชิงการเมือง ในแบบของคนที่รู้ว่าตัวเอง “มีของ...มีมูลค่าทางการเมือง” อยู่ระดับหนึ่ง

การปรากฏตัวที่พรรคภูมิใจไทยครั้งนั้น ทำให้เกิดเสียงซุบซิบ ว่า หรือการมาพบผู้ใหญ่ทางการเมือง จะเกี่ยวข้องกับการ ช่วยผลักดันตำแหน่งให้ลูกชาย ซึ่งเป็นตำรวจระดับ “รองผู้บังคับการ” และอยู่ในตำแหน่งมาหลายปี ได้เป็น “ผู้บังคับการ” เสียที
แต่ “พล.ต.ท.เรวัช” ออกมาปฏิเสธว่า ไม่ได้ไปวิ่งเต้นตำแหน่งให้ลูกชาย เพราะเรื่องการขึ้นตำแหน่ง เป็นเรื่องของจังหวะและอาวุโส ไม่จำเป็นต้องดิ้นรนแย่งตำแหน่งกัน ... ขณะที่ลูกชายก็ออกมาอธิบาย และปฏิเสธกระแสเรื่องดังกล่าวเช่นกัน
หากมองหาเหตุผลที่ทำให้คนอย่าง “เรวัช” ซึ่งเคยยืนยันมาตลอดว่า ไม่เล่นการเมือง เริ่มเปลี่ยนความคิด เรื่อง “เล่าต๋า แสนลี่” น่าจะเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญ

เพราะ “เรวัช” เป็นหนึ่งในคนที่มีบทบาทในปฏิบัติการจับกุม “เล่าต๋า” ในอดีต และเคยเล่าถึงภารกิจดังกล่าวด้วยความภาคภูมิใจ
เมื่อเกิดกรณี “เล่าต๋า” ซึ่งถูกพิพากษาจำคุกตลอดชีวิต แต่ได้รับการปล่อยตัว หลังรับโทษจริงประมาณ 8 ปี 3 เดือน เรื่องนี้จึงกระทบความรู้สึกของอดีตนายตำรวจมือปราบ ผู้ทำคดีโดยตรง

“เรวัช” มองว่า หากคนที่เป็นผู้ค้ายาเสพติดรายสำคัญระดับประเทศ สามารถออกจากเรือนจำได้ในระยะเวลาที่สั้นกว่าที่สังคมคาดหวัง ระบบยุติธรรม และระบบราชทัณฑ์ ก็ควรต้องกลับมาทบทวนกติกากันใหม่

โดยเฉพาะแนวคิดว่า คดียาเสพติดร้ายแรงบางประเภท ไม่ควรได้รับสิทธิประโยชน์ ด้านการลดโทษ หรืออภัยโทษ เหมือนกับคดีทั่วไป

จุดนี้จึงอาจเป็น “ภารกิจทางการเมือง” ของ “เรวัช” ก็ได้

เพราะถ้าเข้าไปอยู่บนเวทีการเมืองจริง สิ่งที่เขาต้องการอาจไม่ใช่เก้าอี้ ... แต่คือ อำนาจในการเปลี่ยนกติกา

สำหรับพรรคการเมืองที่ “เรวัช” พูดถึงว่ามี 5 พรรค 5 สี “น้ำเงิน-แดง-ส้ม-เขียว-ฟ้า” เขาไม่บอกว่าจะเลือกสีไหน แต่จะเลือกเพียงพรรคที่ “ไปถึงรัฐบาล” ไม่งั้นเสียเวลาเปล่า!

นั่นเท่ากับบอกว่า กำลังมองหาพรรคที่มีอำนาจเพียงพอจะผลักดันนโยบายที่ตัวเองเชื่อ ซึ่งคงหนีไม่พ้นเรื่องยาเสพติด
พูดอีกแบบหนึ่งคือ ไม่ได้อยากเป็นรัฐมนตรี แต่อยากให้รัฐมนตรีฟังสิ่งที่เขาพูด ที่เขาแนะนำ... ไม่ได้อยากนั่งในสภา แต่อยากขึ้นเวที แล้วส่งเสียงเข้าไปถึงรัฐบาล


ขอเป็น “ผู้มีอิทธิพลทางความคิด” มากกว่านักการเมืองอาชีพ ... และนี่คือจุดที่พรรคการเมืองที่จะรับเขาไว้ ต้องคิดหนัก

ถ้ามีพรรคใดเชิญ“เรวัช” ขึ้นเวทีหาเสียง เท่ากับพรรคนั้นได้“แบรนด์มือปราบ” ไปอยู่ข้างตัวเอง

ข้อดี คือได้คะแนนจากคนที่ชอบแนวทางเด็ดขาดเรื่องยาเสพติด ความมั่นคง และอาชญากรรม

แต่ข้อเสียก็มี ...เพราะ “เรวัช” เป็นคนพูดตรง และไม่ได้เป็นคนที่จะพูดตามสคริปต์การเมืองง่ายๆ

ถ้าพรรคพูดอย่างหนึ่ง แต่ “เรวัช”คิดอีกอย่างหนึ่ง ก็มีโอกาสเกิด “เสียงที่สอง”บนเวทีของพรรคตัวเองได้
การมี “เรวัช” จึงเป็นทั้งจุดขาย และจุดเสี่ยง!

จาก “ไม่เล่นการเมือง” ถึง “ถ้าเชิญก็ไป” … ความน่าสนใจเรื่องนี้จึงไม่ได้อยู่ที่ “พล.ต.ท.เรวัช” จะลงสมัคร ส.ส.หรือไม่
เพราะเขาบอกชัดว่า ไม่สมัคร

แต่อยู่ที่ว่า อดีตมือปราบที่เคยประกาศไม่ยุ่งการเมือง กำลังเปลี่ยนบทบาทจาก “ผู้วิจารณ์การเมือง” มาเป็น “ผู้มีส่วนร่วมทางการเมือง” แล้วหรือไม่

ถ้าดูไทม์ไลน์ตั้งแต่การไปปรากฏตัวที่ภูมิใจไทยในเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา การออกมาพูดเรื่องปัญหายาเสพติด และหลักเกณฑ์ราชทัณฑ์ ไปจนถึงการประกาศวันนี้ ว่าพร้อมเป็นผู้ช่วยหาเสียงในเลือกตั้งครั้งหน้า มันก็พอจะเห็น “สัญญาณ” ได้

แต่ยังเร็วเกินไปที่จะบอกว่า “เรวัช” เลือกพรรคไหนแล้ว ...เพราะเจ้าตัวยังบอกว่า “ถ้าเขาไม่เชิญ ก็ไม่ไปอาสา”

งานนี้จึงต้องจับตาว่า…พรรคไหนจะเป็นคนยื่นไมค์ให้ “ท่านเรวัช” ขึ้นเวทีเป็นคนแรก

เพราะเมื่อถึงวันนั้น เรื่องจะไม่ใช่แค่ “อดีต ผบช.ปส.ช่วยหาเสียง” แต่อาจได้ “วาระทางการเมือง” เรื่องยาเสพติด ติดมือไปพร้อมกันด้วย!