สถานการณ์น้ำป่าไหลหลากในจังหวัดน่าน โดยเฉพาะพื้นที่อำเภอปัว กำลังกลายเป็นอีกหนึ่งบททดสอบสำคัญของรัฐบาลนายอนุทิน ชาญวีรกูล ไม่ใช่เพียงในมิติของการบริหารจัดการภัยพิบัติ แต่ยังรวมถึง “ภาวะผู้นำทางการเมือง” ในยามที่นายกรัฐมนตรี ไม่ได้อยู่ในประเทศ
ฝนที่ตกหนักต่อเนื่อง ทำให้มวลน้ำป่าไหลเข้าท่วมบ้านเรือนประชาชนอย่างรวดเร็ว บางจุดน้ำสูงเกือบมิดชั้นหนึ่ง ถนนสาย 101 ปัว–เชียงกลาง ไม่สามารถสัญจรได้ ขณะที่เส้นทางปัว–บ่อเกลือ สาย 1256 ก็ได้รับความเสียหายจากกระแสน้ำจนถูกตัดขาด
สถานการณ์จึงไม่ใช่เพียง “น้ำท่วมบ้าน” แต่กำลังกลายเป็นภาวะวิกฤตที่เกี่ยวพันทั้งชีวิต และทรัพย์สินของประชาชน การอพยพกลุ่มเปราะบาง การเข้าถึงอาหาร และยา ตลอดจนการเปิดเส้นทางเพื่อให้เจ้าหน้าที่และความช่วยเหลือเข้าไปถึงพื้นที่
ท่ามกลางสถานการณ์ดังกล่าว นายอนุทิน ซึ่งอยู่ระหว่างปฏิบัติภารกิจที่ออสเตรเลีย ได้สั่งการให้หน่วยงานรัฐเร่งช่วยเหลือประชาชน และมอบหมายให้ “ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์” รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอว. ในฐานะผู้กำกับดูแลพื้นที่ภาคเหนือ ลงพื้นที่ติดตามและบูรณาการการช่วยเหลือ
ในเชิงการบริหาร นี่ถือเป็นกลไกที่สามารถทำได้ เพราะเมื่อจังหวัดประกาศพื้นที่ภัยพิบัติแล้ว การช่วยเหลือสามารถเดินหน้าไปตามระเบียบ โดยไม่จำเป็นต้องรอการอนุมัติจากส่วนกลางในทุกขั้นตอน
แต่ในทางการเมือง ภาพที่เกิดขึ้นมีอีกมิติหนึ่ง!
เพราะในขณะที่ประชาชนกำลังเผชิญน้ำป่า ดินโคลน ที่เพิ่มระดับอย่างรวดเร็ว นายกรัฐมนตรีกลับอยู่ต่างประเทศ
คำถามจึงไม่ได้อยู่เพียงว่า “นายกฯ สั่งการหรือไม่” เพราะคำตอบคือ สั่งการแล้ว หากแต่อยู่ที่ว่า คำสั่งจากระยะไกลจะถูกแปลงเป็นการปฏิบัติที่รวดเร็ว และมีประสิทธิภาพเพียงใด
นี่คือจุดที่กรณีน่าน แตกต่างจากสถานการณ์ภัยพิบัติทั่วไป และทำให้ “บทเรียนหาดใหญ่” ถูกหยิบกลับมาเปรียบเทียบอีกครั้ง
ในเหตุการณ์น้ำท่วมหาดใหญ่ที่ผ่านมา รัฐบาลเคยใช้วิธีมอบหมายบุคคลอื่นเข้าไปบัญชาการ และประสานงานในพื้นที่ ขณะที่นายกรัฐมนตรีไม่ได้เป็นผู้ลงไปควบคุมสถานการณ์ด้วยตัวเองตั้งแต่ต้น และต่อมาภาพของนายกรัฐมนตรี กับภารกิจช่วยเหลือประชาชน ก็กลายเป็นส่วนหนึ่งของการรับรู้ทางการเมือง
สิ่งที่รัฐบาลควรระวัง จึงไม่ใช่เพียงการถูกวิจารณ์ว่า “นายกฯ ไม่อยู่ในพื้นที่”
แต่คือการถูกตั้งคำถามว่า เมื่อเกิดวิกฤตจริง รัฐบาลสามารถทำให้ประชาชนรู้สึกได้หรือไม่ว่า มีคนมาช่วยเหลือ มารับผิดชอบสถานการณ์อยู่จริง
เพราะสำหรับคนที่กำลังติดอยู่ในบ้าน น้ำกำลังเข้าบ้าน ถนนถูกตัดขาด หรือกำลังรอความช่วยเหลือ สิ่งสำคัญที่สุดไม่ใช่คำสั่งจากนายกรัฐมนตรี แต่คือ รถกู้ภัยต้องเข้าถึง อาหารต้องถึง ยาต้องถึง ศูนย์พักพิงต้องพร้อม และกลุ่มเปราะบางต้องได้รับการช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน ก่อนที่จะเกิดความสูญเสีย
การที่ “นายยศชนัน” เปลี่ยนภารกิจอย่างเร่งด่วน จากจังหวัดสุราษฎร์ธานี และเดินทางตรงไปยังจังหวัดน่าน จึงมีความหมายทางการเมืองมากกว่าการ “ลงพื้นที่ตรวจน้ำท่วม”
เพราะภารกิจนี้กำลังทำหน้าที่เป็น “ตัวแทนภาวะผู้นำ” ของรัฐบาลในพื้นที่
“นายกฯอนุทิน” จำเป็นต้องทำให้ประชาชนเห็นว่า แม้ตัวนายกรัฐมนตรีจะอยู่ต่างประเทศ แต่รัฐบาลไม่ได้อยู่ห่างจากประชาชน … นี่คือโจทย์ที่ยากกว่าการออกคำสั่งเสียอีก!
เพราะการมอบหมายให้รองนายกรัฐมนตรีลงพื้นที่ จะมีความหมายก็ต่อเมื่อบุคคลที่ถูกส่งไปสามารถ “ตัดสินใจ” ได้จริง สามารถระดมกำลังจากทุกหน่วยงาน สามารถแก้ปัญหาเฉพาะหน้า และสามารถรายงานกลับมายังนายกรัฐมนตรี ได้อย่างรวดเร็ว
ไม่เช่นนั้น การลงพื้นที่ก็อาจกลายเป็นเพียง “ผู้ถือคำสั่งนายกฯลงไปอ่านคำสั่งในพื้นที่” โดยที่ปัญหาจริง ยังรอการตัดสินใจจากส่วนกลาง
อีกประเด็นที่น่าจับตาคือ นายกรัฐมนตรีเป็นผู้หยิบ “บทเรียนหาดใหญ่” ขึ้นมาพูดด้วยตัวเอง โดยย้ำเรื่องอาหารสำหรับผู้ประสบภัย ว่าไม่ควรเกิดภาพข้าวเต็มกล่อง แต่มีปีกไก่อยู่ 2 ชิ้นเล็กๆ
คำพูดนี้สะท้อนว่า รัฐบาลเองก็รับรู้ว่า การจัดการภัยพิบัติไม่ได้วัดกันเพียงจำนวนรถ หรือจำนวนถุงยังชีพที่ส่งไป
แต่วัดกันที่ คุณภาพของการช่วยเหลือ และความรู้สึกของผู้ประสบภัยด้วย
อย่างไรก็ตาม บทเรียนจากหาดใหญ่ที่สำคัญกว่าปริมาณอาหาร อาจอยู่ที่ “จังหวะของการบริหารจัดการ”
รัฐบาลต้องทำให้การช่วยเหลือเกิดขึ้นก่อนที่สถานการณ์จะรุนแรง ไม่ใช่รอให้ภาพความเดือดร้อนปรากฏเต็มพื้นที่แล้วจึงเร่งระดมกำลัง
สำหรับวิกฤตที่ จ.น่าน ครั้งนี้ เวลาจึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง!
เพราะกรมอุตุนิยมวิทยาเตือนว่า ช่วงวันที่ 18–21 สิงหาคม ยังมีโอกาสเกิดฝนตกหนักถึงหนักมากในภาคเหนือ ขณะที่พื้นที่ภูเขา พื้นที่ลาดเชิงเขา และบริเวณทางน้ำไหลผ่านยังมีความเสี่ยงทั้งน้ำป่าไหลหลาก และดินถล่ม
ดังนั้น สิ่งที่รัฐบาลต้องพิสูจน์ต่อจากนี้ไม่ใช่เพียงว่า “ช่วยน่านได้หรือไม่”
แต่ต้องพิสูจน์ว่า รัฐบาลสามารถบริหารสถานการณ์ ก่อนเกิดความสูญเสียเพิ่มเติมได้หรือไม่?!
ตั้งแต่การแจ้งเตือน การอพยพ การดูแลเด็กเล็ก ผู้สูงอายุ ผู้ป่วย การจัดหาอาหารและยา ไปจนถึงการเปิดเส้นทางที่ถูกตัดขาด
และที่สำคัญที่สุดคือ ต้องไม่ปล่อยให้ “ภาพหลังน้ำท่วม” กลายเป็นสิ่งที่รัฐบาลให้ความสำคัญมาก กว่าการ “บริหารระหว่างน้ำกำลังท่วม”
เพราะในทางการเมือง ภาพนายกรัฐมนตรี ถือถุงยังชีพหรือยืนแจกอาหาร อาจสร้างความรู้สึกว่าเข้าถึงประชาชนได้
แต่ในทางการบริหารสถานการณ์ฉุกเฉิน หรือภัยพิบัติ สิ่งที่ประชาชนต้องการมากกว่าภาพเหล่านั้น คือ ระบบที่ทำงานได้แม้นายกรัฐมนตรีไม่ได้อยู่ตรงนั้น
นั่นจึงเป็นบททดสอบที่แท้จริงของ “นายกฯอนุทิน”
หากรัฐบาลสามารถทำให้กลไกรัฐทำงานได้เต็มประสิทธิภาพ จากคำสั่งของนายกรัฐมนตรีที่อยู่ต่างประเทศ “น่าน” ก็จะกลายเป็นตัวอย่าง ของการบริหารวิกฤตแบบ “สั่งการจากส่วนกลาง แต่ตอบสนองถึงพื้นที่”
แต่หากเกิดความล่าช้า ความช่วยเหลือเข้าไม่ถึง หรือเกิดภาพเจ้าหน้าที่ทำงานไม่ทันกับสถานการณ์ การที่นายกรัฐมนตรีอยู่ต่างประเทศ ก็อาจถูกนำมาใช้เป็นคำอธิบายทางการเมืองทันที
เพราะท้ายที่สุดแล้ว ประชาชนไม่ได้วัดผลงานรัฐบาล จากระยะทางระหว่างกรุงเทพฯ กับน่าน หรือ ระยะทางระหว่างไทยกับออสเตรเลีย
ประชาชนวัดจากคำถามง่ายๆ เพียงว่า
“ตอนที่น้ำกำลังเข้าบ้าน มีใครมาช่วยเราหรือยัง?”
และนี่คือเหตุผลที่ น่านในวันนี้ อาจเป็นมากกว่าวิกฤตน้ำท่วม!
แต่มันกำลังเป็น “สนามสอบภาวะผู้นำ” ของรัฐบาลอนุทิน ว่าจะสามารถเรียนรู้จากบทเรียนหาดใหญ่ และทำให้ประชาชนเห็นว่า การอยู่ต่างประเทศของนายกรัฐมนตรี ไม่ได้หมายความว่า “รัฐบาลจะอยู่ไกลจากประชาชน” ได้หรือไม่


