เมืองไทย 360 องศา
แทบไม่น่าเชื่อเหมือนกันว่าคนอย่าง นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ที่นาทีนี้ถือว่า ผ่านประสบการณ์ทางการเมืองมายาวนานพอสมควรแล้ว จะมาพลาดท่าง่ายๆ ด้วย “คำพูด” เพียงไม่กี่คำ จนอาจเรียกว่า “ปากพาจน” ก็ได้ เพราะหลายเรื่อง หลายกรณีที่เกิดขึ้นจนทำให้เกิดเสียงวิจารณ์ ทำให้เสียคะแนนเสียงทางการเมืองอย่างต่อเนื่อง จนระยะหลังอาจจะเป็นเพราะ “ปาก” ของเขาก็ได้ที่ทำให้เร่งให้เกิด “ความเสื่อมศรัทธา” ได้เร็วขึ้น
หากย้อนกลับในช่วงรัฐบาล “อนุทิน1” ในตอนนั้นแม้เป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อย แต่เมื่อเปรียบเทียบกันแล้วกับในยุคปัจจุบันที่ พรรคภูมิใจไทยครองเสียงข้างมาก ได้เป็นรัฐบาลที่มีเสียงมั่นคง สามารถนั่งเก้าอี้นายกรัฐมนตรีในยุค “อนุทิน 2” แต่กลับกลายเป็นว่า “ความเสื่อม” กลับมาเยือนอย่างรวดเร็ว ต่างจากครั้งก่อนที่เขาได้รับความนิยมพุ่งสูง ซึ่งพิสูจน์ได้จากผลการเลือกตั้งที่ทำให้พรรค “สีน้ำเงิน” ชนะการเลือกตั้งทั่วประเทศแบบถล่มทลาย เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ จากพรรคต่างจังหวัด เติบโตในแถบอีสานใต้ กลับขยายฐานสนับสนุนต่อเนื่องไปทั่วทุกภาค ดังที่เห็นกันอยู่แล้ว
ที่ผ่านมา นายอนุทิน มักจะหลุด “รั่ว” ออกมาให้เห็นบ่อยๆ แต่ที่กลายเป็น “ดรามา” กันกระจายล่าสุดก็เห็นจะเป็นกรณีออกนโยบายการเข้มงวดกวดขันการใช้อาวุธปืน โดยเฉพาะในหมู่ประชาชน รวมไปถึงเจ้าหน้าที่ข้าราชการที่ไม่เกี่ยวข้องกับการบังคับใช้กฎหมาย หากมีการพกพาอาวุธปืนถือว่ามีความผิดหมด โดยนโยบายดังกล่าวมีการเน้นย้ำอีกทีหลังจากเกิดเหตุเด็กนักเรียนแห่งหนึ่งก่อเหตุสลดกราดยิงทั้งปู่ ย่า และเพื่อร่วมชั้นเรียนเสียชีวิตและบาดเจ็บจนเป็นข่าวสะเทือนใจไปทั่ว
และถัดมายังมีกรณี นายฉลอง เรี่ยวแรง อดีต ส.ส.นนทบุรี ก่อเหตุยิงนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดนนทบุรี เสียชีวิต เรียกว่าเป็นการก่อเหตุแบบอุกฉกรรจ์
แต่ในคำพูดของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล ทั้งในฐานะนายกรัฐมนตรี และในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ที่ออกนโยบายเข้มงวดเรื่องอาวุธปืน โดยห้ามการพกพาแบบร้อยเปอร์เซ็นต์ พร้อมกับสั่งการให้เจ้าหน้าที่ตำรวจและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมีการตั้งด่านตรวจตราบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัด ย่อมน่าจะเป็นเรื่องดี เพื่อสร้างความอุ่นใจให้กับสุจริตชน และชาวบ้านทั่วไป
แต่ด้วยคำพูดเพียงไม่กี่คำกลับทำให้ทุกอย่าง “กลับตาลปัตร” พลิกเป็นตรงกันข้าม กับคำพูดบางช่วงบางตอนที่มีความหมายประมาณว่า “ยิงโจรในบ้านก็ผิด” อะไรประมาณนั้น ก็ได้ผลเรียก “ก้อนอิฐ” ขว้างเข้าใส่กลับมาแบบเต็มๆ
“ป้องกันตัวในบ้านจริงๆ ก็ไม่ได้ คุณลองยิงโจรในบ้านสิ คุณก็ผิดอยู่ดี กฎหมายไม่ได้คุ้มครองตรงนั้น ความจริงแล้ว ที่ผ่านมาเป็นยังไงไม่รู้ แต่ผมคิดว่ามันไม่ใช่ของที่ดี ใครมีอยู่ใกล้ตัวก็คิดว่าตัวเองมีกําลังเหนือคนอื่นเขา ถ้าเกิดมีเหตุที่ต้องกดดัน หรือมีเหตุบัดดาลโทสะขึ้นมา ก็จะทําสิ่งที่ไม่คาดคิด และสุดท้ายใครเดือดร้อน ตัวเองก็เดือดร้อนอีก แล้วก็ไปทําให้คนอื่นเขาเดือดร้อนด้วย” นั่นคือคำพูดของ นายกรัฐมนตรี ตอบคำถามที่ว่า สามารถใช้อาวุธป้องกันตัวเฉพาะเมื่ออยู่ในบ้านใช่หรือไม่
ซึ่งหากพิจารณากันด้วยความเป็นธรรมแล้ว สิ่งที่นายกรัฐมนตรีกล่าวนั้นก็ไม่ใช่เป็นคำพูดที่ผิด เพราะการยิงโจร หรือผู้บุกรุก หากเสียชีวิต เจ้าของบ้านก็ย่อมถูกตั้งข้อหา “ฆ่าคนตาย” และต้องพิสูจน์ในศาล ว่า “ควรแก่เหตุ” หรือไม่ แต่กรณีคำพูดของ นายอนุทิน เป็นการพูดแบบที่ไม่เข้าใจอารมณ์ของสังคม ทั้งที่น่าจะมีผลออกมาในทางบวก แต่กลายเป็นตรงกันข้ามหน้าตาเฉย จนในเวลาต่อมาเจ้าตัวถึงต้องออกมาบอกว่าเป็นการสื่อสารไม่ครบถ้วน
หรือจะเป็นกรณีที่ต่อเนื่องกัน จากนโยบายการเข้มงวดเรื่องอาวุธปืนและยาเสพติด จนมีการสั่งการให้เจ้าหน้าที่ตำรวจตั้งด่านตรวจกันอย่างเข้มงวด โดยเรื่องราวเกิดขึ้นระหว่างที่ นายกรัฐมนตรีเดินทางไปแบบส่วนตัวที่จังหวัดบุรีรัมย์ เมื่อวันก่อน ตามข่าวบอกว่า รถของนายกรัฐมนตรีก็ถูกตำรวจที่ตั้งด่านในบริเวณนั้นเรียกตรวจค้นด้วย
มีรายงานว่า เมื่อวันที่ 16 สิงหาคมที่ผ่านมา นายอนุทิน ใช้เวลาช่วงวันหยุดลงพื้นที่ตรวจราชการเป็นการส่วนตัว เพื่อตรวจเยี่ยมและติดตามการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ตามจังหวัดต่าง ๆ โดยในวันเดียวกัน นายกรัฐมนตรีได้เดินทางลงพื้นที่จังหวัดบุรีรัมย์ โดยไม่ได้แจ้งกำหนดการให้ทราบล่วงหน้า
ต่อมาเวลา 11.00 น. รถยนต์ของนายกรัฐมนตรี ได้แวะตรวจเยี่ยมจุดตรวจร่วมบริเวณด้านหน้า สภ.บ้านด่าน อ.บ้านด่าน จ.บุรีรัมย์ ซึ่งเป็นจุดตรวจร่วมระหว่างฝ่ายปกครองและตำรวจ ตามนโยบายของรัฐบาลและนายกรัฐมนตรี ที่กำชับให้มีการตั้งจุดตรวจในระดับอำเภอ เพื่อป้องกันและปราบปรามการกระทำผิด โดยเฉพาะการตรวจค้นอาวุธปืนและยาเสพติดระหว่างการตรวจเยี่ยม เจ้าหน้าที่ตำรวจและฝ่ายปกครองที่ประจำจุดตรวจได้ขออนุญาตตรวจค้นรถยนต์ของนายกรัฐมนตรี โดยตรวจทั้งบริเวณด้านหน้ารถและด้านหลังรถตามขั้นตอนการปฏิบัติงาน
ภายหลังการตรวจค้น นายอนุทินได้สอบถามเจ้าหน้าที่ว่า “เจออะไรไหม” เจ้าหน้าที่ตำรวจตอบว่า “ไม่เจอครับ” จากนั้นนายกรัฐมนตรีได้ถามต่อว่า “หมายถึงที่ตั้งด่านทั่วๆ ไปแถวนี้” เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงตอบกลับว่า “เจอแต่ยาครับ”
อย่างไรก็ดี ภาพที่ปรากฏออกมากลับถูกหลายคนมองว่า นี่คือ “การละคร” และยังเป็นละครที่ “ไม่เนียน” อีกต่างหาก โดยมีคนตั้งข้อสังเกตว่า เป็นไปไม่ได้ที่นายกรัฐมนตรีจะไม่มีคนติดตาม และลักษณะการนั่งรถ ก็มีพิรุธ เพราะส่วนใหญ่จะนั่งเบาะหลัง และไม่มีทางที่จะมีเจ้าหน้าที่จะหาญกล้าขอตรวจค้นรถของนายกรัฐมนตรีเด็ดขาด
ถึงอย่างไรก็ว่ากันไป แต่ก็เป็นการชี้ให้เห็นว่า นี่อาจเป็นช่วง “ขาลง” ของนายอนุทิน ชาญวีรกูล ที่ในช่วงนี้ไม่ว่าจะทำจะพูดอะไรมักจะถูกวิจารณ์ในทางลบ ผิดหมด เหมือนกับ “ปากพาจน” เพราะหากย้อนไปในอีกช่วงหนึ่งก่อนหน้านี้เขาถือว่าได้รับความนิยม “ยอดฮิต” มาก ไม่ว่าจะทำอะไรล้วนผลออกมาในทางบวก แต่วันนี้ออกมาตรงข้าม จนมีคำเตือนออกมาว่า “ให้พูดน้อยลง” เพื่อลดความผิดพลาด หรือ ทำให้ความเสื่อมช้าลงหน่อยหรือเปล่า !!


