เวทีสัมมนาสุขภาพระดับชาติ เปิดภาพใหญ่ภัยสุขภาพคนไทยจาก “ปัจจัยเชิงพาณิชย์” เปิดข้อมูลผลมอนิเตอร์ออนไลน์ 1 ปี พบโพสต์สินค้าเสี่ยงทั้งบุหรี่ไฟฟ้า พอต แอลกอฮอล์ และอาหารเค็ม
กว่า 7,600 โพสต์ ขณะที่ ขณะสถานการณ์คนไทยกินเค็ม,สูบ, เมา ยังน่าห่วง ชี้การแก้ปัญหาต้องไม่โยนภาระให้ประชาชนปรับพฤติกรรมเพียงลำพัง แต่รัฐต้องเอาจริง ชูนโยบายชาติ แก้ปัญหาเชิงระบบ ต้นน้ำ จัดทำฐานข้อมูลชาติ-จังหวัด บูรณาการอำนาจ ดึงภาคสังคม-ประชาชนมีส่วนร่วม เมื่อเร็วๆนี้ ศูนย์วิจัยและจัดการความรู้เพื่อการควบคุมยาสูบ (ศจย.) ร่วมกับสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และภาคีเครือข่าย จัดการประชุมวิชาการสุขภาพแห่งชาติ ครั้งที่ 24 ขึ้น ภายใต้แนวคิดหลัก "หวาน เค็ม เมา ควัน : กับดักสินค้าทำลายสุขภาพเรื้อรัง" (Commercial Determinants of Health: CDoH) โดยในเวทีสัมมนา หัวข้อ Data-Driven Surveillance: รู้จริงเรื่องปัจจัยเสี่ยงสุขภาพสู่ความจริงในสังคม อาจารย์กนิษฐา ไทยกล้า นักสถิติเชี่ยวชาญ สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์สุขภาพ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ได้เปิดข้อมูลภาพรวมการเฝ้าระวังความเสี่ยงออนไลน์ โดยสะท้อนว่า ช่องทางออนไลน์ผ่านแพลตฟอร์มโซเซียลมิเดียต่างๆ นับเป็นช่องทางทางการตลาดสำคัญทำให้ผู้คนโดยเฉพาะเยาวชน ลดอุปสรรคในการเข้าถึง พอตสารเสพติด บุหรี่ไฟฟ้า และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์
ทั้งนี้ จากการเก็บข้อมูลโพสต์สาธารณะระหว่าง ก.ค.2568-มิ.ย.2569 จำนวน 7,605 โพสต์ พบว่า โพสต์บุหรี่ไฟฟ้า มีสัดส่วนสูงสุด 3,826 โพสต์ คิดเป็น 50.3% รองลงมาคือเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ 2,864 โพสต์ คิดเป็น 37.7% และโพสต์พอตสารเสพติด 915 โพสต์ คิดเป็น 12% โดยเป็นที่น่าสังเกตว่า แม้จะเป็นการโพสต์สาธารณะในแพลตฟอร์มที่ต่างกัน แต่กลับใช้ “โครงสร้างการตลาดฉบับก้ำกึ่งใต้ดิน” เช่นดียวกัน โดยมักใช้สัญลักษณ์อิโมจิ คำสแลงที่เข้าใจเฉพาะกลุ่ม แฮชแท็ก และใช้คำจิตวิทยาเร่งการตัดสินใจซื้อ, ซื้อซ้ำ อาทิ ห้ามพลาด ด่วนฯ เป็นต้น โดยเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ จะเน้นกลยุทธ์ ขายประสบการณ์ทางสังคม บรรยากาศร้านอาหาร และไลฟ์สไตล์ เชื่อมโลกออนไลน์กับออฟไลน์, บุหรี่ไฟฟ้า เน้นใช้กลยุทธ์ กระจายตัวรวดเร็วสั่งแล้วได้รับภายใน 24 ชั่วโมง เข้าถึงวัยรุ่นผ่านการสร้างชุมชนบนโลกออนไลน์ และพอตสารเสพติด จะใช้กลยุทธ์ เฉพาะกลุ่ม อาศัยความไม่เปิดเผยตัวตน (Anonymity) ของแพลตฟอร์มเป็นเกราะกำบัง ซึ่งหลังเกิดการตัดสินใจซื้อแล้ว ยังมีบริษัทขนส่งเอกชน ไปส่งสินค้าให้ถึงสถานที่ หรือนัดรับ มีระบบเก็บเงินปลายทาง และระบบผ่อนชำระ
“ภัยคุกคามที่แท้จริง ไม่ใช่แค่การลักลอบขายสินค้า แต่คือความพยายามที่จะทำให้สินค้าเสี่ยงกลายเป็นเรื่องปกติ ผ่านตลาดออนไลน์ ที่กำลังเปลี่ยนพื้นที่สาธารณะให้เป็นประตูสู่ตลาดมืดในการเข้าถึงสิ่งเสพติด ที่ต้องเฝ้าระวัง เร่งแก้ไขปัญหาอย่างเป็นระบบ”
ผศ.ดร.นพ.วิชช์ เกษมทรัพย์ ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยและจัดการความรู้เพื่อการควบคุมยาสูบ (ศจย.) คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวถึงสถานการณ์การสูบบุหรี่ไฟฟ้าในระดับชาติว่า แม้จะมีกฎหมายห้ามค่อนข้างเข้มข้นเรื่องการนำเข้า ขายจำหน่าย แต่ปัญหายังอยู่ที่การบังคับใช้กฎหมาย ทำให้เยาวชนยังมีการสูบบุหรี่ไฟฟ้าเพิ่มขึ้น เมื่อเทียบกับวัยกลางคนที่มีปริมาณทรงตัว ขณะที่วัยอื่นๆพบว่ามีปริมาณการสูบลดลง ซึ่งถือเป็นแนวโน้มที่ดี
อย่างไรก็ตาม การแก้ไขปัญหาอย่างเป็นระบบเห็นว่า ต้องยกระดับข้อมูลการแจ้งเบาะแส โดยดึงมาประชาชนเข้ามามีส่วนร่วม เป็นลักษณะ Traffy Fondue หรือแพลตฟอร์มระบบที่ให้ประชาชนร่วมแจ้งเบาะแสการจำหน่าย การนำเข้าบุหรี่ไฟฟ้า ผ่านช่องทางออนไลน์ โดยเบาะแสจะถูกส่งไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อบูรณาการแก้ปัญหาทันท่วงที มีการรวบรวมข้อมูลไว้ที่เดียว (Single Window Database) และกระจายการทำงาน ไปพร้อมกับบูรณาการอำนาจ ขับเคลื่อนผ่านเทคโนโลยีอัจฉริยะ จะทำให้การติดตาม ปราบปราม และบังคับใช้กฎหมายทำได้ดีขึ้น
ส่วนความสำเร็จของการดำเนินการปราบปรามบุหรี่ไฟฟ้า รวมถึงสิ่งเสพติดต่างๆ ยังอยู่ที่การจริงจังของนโยบายระดับประเทศ ที่ต้องทำเรื่องนี้เป็น Political Commitment และมองเรื่องเหล่านี้เป็นความผิดปกติที่ต้องแก้ไข จึงจะเป็นการพลิกโฉมการปราบปรามบุหรี่ไฟฟ้าได้อย่างแท้จริง
“โรค NCDs ความดันสูง เบาหวาน, การสูบบุหรี่ไฟฟ้า, เมา ถ้ายังมองเป็นเรื่องปกติ จะไม่มีคนผิด จับมือใครดมไม่ได้ แต่ถ้ามองเป็นความผิดปกติ ต้องกำหนดเป็นนโยบายระดับประเทศ มีการสั่งการจากคนระดับรัฐมนตรีจึงจะแก้ได้ ไม่เช่นนั้น ต่อให้ทำ Traffy Fondue ไปดีแค่ไหน ทำ Data Lake ทำ Dashboard ออกมาสวยแค่ไหน แต่ไม่ใครมาตรวจ มองว่าเป็นเรื่องสำคัญความสำเร็จก็ไม่อาจเกิดขึ้น”
ขณะที่ ดร.สพญ.สรัญญา สุจริตพงศ์ อาจารย์สถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่าสถานการณ์บริโภคโซเดียม (เค็ม) ของคนไทย ยังอยู่ในภาวะน่าเป็นห่วง จากการเก็บข้อมูล 20 จังหวัดในทุกภาคของประเทศ ช่วงปี 2565-2567 จำนวน 18,293 กลุ่มตัวอย่างทุกกลุ่มอายุ พบว่า ในกลุ่มเด็กและเยาวชนเป็นกลุ่มที่น่าเป็นห่วงสูง ผู้มีรายได้ปานกลางมีแนวโน้มบริโภคโซเดียมสูง ส่วนในคนต่างจังหวัดมีแนวโน้มบริโภคโซเดียมสูงกว่าคนกรุงเทพฯ และจากการวิเคราะห์ยอดขายผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมโซเดียมในไทย ประกอบด้วย อาหารกึ่งสำเร็จรูป ของทานเล่นรสเค็ม อาหารหมักดอง ขนมอบ เครื่องดื่มเกลือแร่ และเครื่องปรุงรสเค็ม ในระยะ 10 ปี (2558-2567) พบว่าแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นโดยเฉพาะอาหารกึ่งสำเร็จรูป และของทานเล่นรสเค็ม มียอดจำหน่ายที่สูงกว่าประเภทอื่นๆ ขณะที่เกณฑ์การบริโภคโซเดียมต่อคน ไม่เกิน 2,000 มิลลิกรัมต่อวัน หรือเทียบเท่าเกลือไม่เกิน 1 ช้อนชา และการบริโภคโซเดียมต่อมื้อ ไม่เกิน 700 มิลลิกรัม
นอกจากนี้เห็นว่า หัวใจของการแก้ไขปัญหานี้ คือการแก้ไขปัญหาที่ “ปัจจัยเชิงระบบ” เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมให้เอื้อต่อการบริโภคโซเดียมต่ำ มากกว่าการมุ่งเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมรายบุคคลเท่านั้น โดยเฉพาะการบังคับใช้กฎหมายลดปริมาณโซเดียมในอุตสาหกรรมอาหาร การกำหนดเพดานสูงสุดของปริมาณโซเดียมในการผลิตอาหาร การใช้มาตรการภาษี และใช้กลไกราคาเพื่อให้ผู้คนเขาถึงอาหารที่มีโซเดียมต่ำโดยง่าย
“ราคาอาหารที่มีโซเดียมต่ำต้องไม่สูงเกินไป ฉลากสินค้าต้องแจ้งเตือนผู้บริโภคแบบเข้าใจง่าย เช่น ถ้ากินขนมห่อนี้ จะได้รับโซเดียมเกินปริมาณที่กำหนดหรือไม่ สุดท้ายคือการบรรจุเรื่องนี้เป็นมาตรการหลักในการป้องกันโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) ระดับประเทศ แม้ผลกระทบการบริโภคโซเดียมเกินปริมาณจะไม่ใช่เรื่องฉุกเฉิน แต่จะนำไปสู่โรคร้ายแรงในอนาคต ได้แก่ โรคหัวใจ ความดันโลหิตสูง โรคไต ซึ่งค่าใช้จายในการรักษาสูง”
นางสาวชฎาบุญ เจียรธนกฤติ นักวิชาการศูนย์วิจัยปัญหาสุรา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ระบุว่า จากการมอนิเตอร์ข้อมูลข่าวอุบัติเหตุและความรุนแรงจากการบริโภคแอลกอฮอล์ (เมา) ในช่วงเดือนม.ค.-มิ.ย.2569 พบว่า เกิดความสูญเสียที่มองเห็นได้จากฐานข่าว 172 เหตุการณ์ ใน 49 จังหวัด แบ่งเป็นอุบัติเหตุทางถนน 94 เหตุการณ์ ความรุนแรง 78 เหตุการณ์ และมีผู้เสียชีวิตขั้นต่ำ 51 ราย และได้รับบาดเจ็บขั้นต่ำ 140 ราย ซึ่งเห็นว่าการจะลดความสูญเสียจากการมึนเมา จำเป็นต้องแก้ไขปัญหาที่ “ต้นน้ำ” เพื่อป้องกันเหตุไม่ให้เกิดซ้ำ โดยกำหนดนโยบายระดับประเทศและระดับจังหวัด เช่น การกำหนดความรับผิดชอบของร้านจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในการดูแลผู้มึนเมา ซึ่งอาจเกี่ยวข้องกับการบังคับใช้กฎหมาย เพื่อให้สถานที่จำหน่ายฯร่วมรับผิดชอบทางแพ่ง, มาตรการดูแลผู้ดื่มแอลกอฮอล์ให้เดินทางกลับบ้าน และควรตั้งคำถามเพื่อนำไปสู่การแก้ไขปัญหา เช่น ราคาโปรโมชั่นหรือการตลาดอาจเอื้อต่อการดื่มหนักหรือไม่, พื้นที่ที่มีจุดขายหนาแน่นหรือเข้าถึงง่ายเพียงใด และสามารถป้องกันได้ด้วยนโยบายหรือการออกแบบสิ่งแวดล้อมแบบใด เป็นต้น
ดร.จินตนา จันทร์โคตรแก้ว นักวิจัย มูลนิธิเพื่อการพัฒนานโยบายสุขภาพระหว่างประเทศ กล่าวว่า จุดคานงัดในการแก้ปัญหาการมึนเมา อยู่ที่ “ระดับจังหวัด” ซึ่งมีผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นผู้ขับเคลื่อนสูงสุด ต้องทำงานเชิงรุก รวมถึงร่วมมือกับองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) รวมถึงภาคประชาสังคมมาร่วมแก้ไขปัญหา หากมีการดำเนินการอย่างจริงจัง เชื่อว่าจะลดปัญหาลงได้ ทั้งลดความสูญเสีย ทำให้ประชาชนมีสุขภาพดีขึ้น
ทั้งนี้สิ่งที่ควรจะมีคือการจัดทำ “ระบบข้อมูลสถานการณ์การดื่มและผละกระทบระดับตำบล อำเภอ จังหวัด” เป็น Intelligence Unit เพื่อประมวลข้อมูลจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาไว้ในจุดเดียว ทำเป็น Data Lake (ฐานข้อมูลขนาดใหญ่) และแสดงผลเป็น Dashboard เป็นรายปี เพื่อรายงานไปยังผู้กำหนดนโยบาย เพื่อนำไปสู่การแก้ไขปัญหาขับเคลื่อนนโยบายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์บนฐานข้อมูลที่ถูกต้องแม่นยำ


