เมืองไทย 360 องศา
เหมือนกับรับรู้ชะตากรรมล่วงหน้าแล้วว่า ในศึก “ซักฟอก” ในสมัยประชุมหน้า เป้าหมายหลักของฝ่ายค้านที่จะ “โดนหนัก” เป็นเบอร์ต้นๆ ย่อมต้องมีชื่อของ นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมติดอยู่ในโผรายชื่อรอ “ถูกเชือด” อยู่แล้ว รวมถึงยังรู้ตัวอีกว่าตัวเองเป็น “รัฐมนตรีสายล่อฟ้า” อีกด้วย
ในการให้สัมภาษณ์ เมื่อวันที่ 17 สิงหาคมที่ผ่านมา นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ในฐานะเลขาธิการพรรคภูมิใจไทย (ภท.) กล่าวถึงกรณีฝ่ายค้านเตรียมยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจ ว่า ทุกกระทรวงต้องมีการเตรียมความพร้อม ซึ่งเรามีการรวบรวมประเด็นที่น่าสนใจของฝ่ายค้านและทุกอย่างที่เราสามารถรวบรวมได้ก็ทำไปเรื่อยๆ ระหว่างทำงาน ตนคิดว่า เรื่องเหล่านี้เป็นเรื่องปกติที่ต้องเกิดขึ้นอยู่แล้ว ฉะนั้นเราต้องมุ่งทำงานต่อไป
ถามว่า ตัวรัฐมนตรีไม่กังวลที่จะถูกอภิปรายใช่หรือไม่ นายไชยชนก กล่าวว่า ไม่กังวล เมื่อถามย้ำว่า ดูเหมือนว่า เป็นรัฐมนตรีสายล่อฟ้าอยู่เหมือนกัน นายไชยชนก กล่าวว่า ก็ต้องใช้ให้เป็นประโยชน์ การเป็นสายล่อฟ้า ก็มีทั้งข้อดีข้อเสีย ในข้อดีถ้าเรามีผลงานและสิ่งดีๆ จากหน่วยงานที่เรากำกับดูแล ก็จะเป็นที่สนใจเป็นพิเศษ ไม่ได้ถือว่าเป็นเรื่องแย่อะไร ถ้าเป็นสายล่อฟ้า
ส่วนจะกังวลหรือไม่ ถ้าการอภิปรายครั้งนี้ ตัวรัฐมนตรีจะถูกโยงในเรื่องของการเมือง เนื่องจากกรณี นายเนวิน ชิดชอบ ประธานสโมสรฟุตบอล บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด บิดา นายไชยชนก กล่าวว่าจะไม่โยงได้อย่างไร ตนเป็นเลขาธิการพรรคจัดตั้งรัฐบาล ก็ต้องเกี่ยวข้องและถูกโยงอยู่แล้ว
สำหรับนายไชยชนก ที่ผ่านมาถูกตั้งข้อสงสัยจากการดำเนินโครงการ TH-AI Passport มูลค่ากว่า 1.6 พันล้านบาท ที่ถูกฝ่ายค้านและสังคมตั้งข้อสงสัยในเรื่องการ “ล็อกสเปก” และไม่คุ้มค่าและความไม่โปร่งใสกับการลงทุนตามโครงการดังกล่าว
ที่ผ่านมามีการสรุป TH-AI Passport ว่าเป็นโครงการยกระดับทักษะด้านดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์เพื่อคนไทย โดยสนับสนุนให้คนไทยสามารถเข้าถึงเครื่องมือ AI และเรียนรู้การใช้งานอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อเพิ่มศักยภาพด้านการศึกษา การทำงาน และการแข่งขันในเศรษฐกิจดิจิทัล
แนวคิด และเป้าหมายสำคัญ คือการผลักดันให้ประชาชนจำนวนมากสามารถใช้ AI เป็นเครื่องมือในการเรียนรู้ การทำงาน และการสร้างนวัตกรรม ไม่ใช่จำกัดอยู่เฉพาะคนในวงการเทคโนโลยีเท่านั้น ขณะเดียวกันยังระบุว่า ปัจจุบันคนไทยมีอัตราการเข้าถึง เทคโนโลยี AI เพียง 10.7% ซึ่งยังต่ำกว่าหลายประเทศในอาเซียน เช่น สิงคโปร์ 60.9% และเวียดนาม 23.5%
โครงการ TH-AI Passport ของกระทรวงดีอี จะสามารถเพิ่มผู้ใช้งาน AI ได้ถึง 5 ล้านคน ผลักดันให้อัตราการเข้าถึง AI ของไทยเพิ่มขึ้นเป็นราว 23% สูงกว่าค่าเฉลี่ยโลกที่ 16.3% โดยใช้งบเฉลี่ยเพียง 324 บาทต่อคน ต่อปี หรือประมาณ 27 บาทต่อเดือนเท่านั้น โครงการมุ่งพัฒนาทักษะ AI ที่นำไปใช้ได้จริง ผ่านหลักสูตร Up Skill ที่ร่วมพัฒนากับบริษัทเทคโนโลยีระดับโลก เช่น Google, Microsoft และ OpenAI เพื่อให้ประชาชนสามารถนำ AI ไปต่อยอดอาชีพและสร้างรายได้ เป็นต้น
แม้ว่าที่ผ่านมาโครงการดังกล่าวสำหรับหลายคน และในสังคมจำนวนไม่น้อยยังไม่ค่อยคุ้นกับเรื่องแบบนี้ เทคโนโลยีแบบนี้ แต่หากพิจารณาความเห็นจากผู้เชี่ยวชาญด้านไอทีจำนวนไม่น้อยต่างมองมาในมุมเดียวกันว่า “ไม่ค่อยคุ้มค่า” ส่อไปในทาง “ไม่โปร่งใส” และที่สำคัญเป็นโครงการที่นำเสนอโดย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดีอีคนปัจจุบัน ที่ถูกมองว่ามีที่มา “ไม่ธรรมดา” เพราะนี่คือ “รัฐมนตรีลูกเทพ” ของจริง ทั้งแบ็กกราวด์ที่ก้าวเข้ามาเป็นรัฐมนตรีสำคัญในวัยหนุ่มด้วยวัยเพียงแค่ 36 ปี แต่สามารถดำรงตำแหน่งเลขาธิการพรรคภูมิใจไทย ถือว่าเป็น “เบอร์สอง” ในพรรคแกนนำรัฐบาลพรรคนี้ทีเดียว
แต่อย่างไรก็ดี ตำแหน่งดังกล่าวรับรู้กันว่าเป็นเพราะเขาเป็น “ลูกชายของครูใหญ่” ของพรรค คือ นายเนวิน ชิดชอบ ต่างหาก ซึ่งก็เหมือนกับ พี่ชาย หรือน้องชายของเขาที่ได้รับตำแหน่งสำคัญทั้งในรัฐบาลและในพรรคภูมิใจไทยมาก่อนหน้านี้ รวมไปถึงการอยู่เบื้องหลังตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนปัจจุบันคือ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นั่นแหละ
ดังนั้น เมื่อพิจารณาจาก “แบ็กกราวด์” ดังกล่าว ก็ไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจสำหรับตำแหน่งสำคัญดังกล่าว ขณะเดียวกันยังสามารถชี้ให้เห็นถึง “สถานะรมต.ลูกเทพ”ของจริง และยังเชื่อว่า หากมีการอภิปรายไม่ไว้วางใจ นายไชยชนก ชิดชอบ ในสภาผู้แทนราษฎรเมื่อใดก็ตาม ก็จะมีปรากฏการณ์ที่เรียกว่า “องครักษ์พิทักษ์ลูกเทพ” อย่างหนาแน่นแน่นอน และด้วยสถานะแบบนี้ มันก็ช่วยไม่ได้ที่จะต้องกลายเป็น “สายล่อฟ้า” ซึ่งเจ้าตัวเหมือนจะยอมรับ และเตรียมใจไว้ล่วงหน้าแล้ว
สำหรับรัฐมนตรีที่เป็นระดับ “เป้าหมาย” อีกคนหนึ่ง ก็ต้องเป็น นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ทั้งในฐานะหัวหน้ารัฐบาล และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ที่มีเรื่องอื้อฉาวมากมาย ก็ต้องถูกหมายหัวเอาไว้ล่วงหน้าอยู่แล้ว
โดยนายอนุทิน กล่าวว่า รัฐมนตรีทุกคนมีความพร้อมในการชี้แจงตอบข้อสงสัยหรือสิ่งที่ฝ่ายค้านรู้สึกว่าไม่ไว้วางใจ รัฐมนตรีหลายท่านที่ถูกพาดพิงก็ต้องพร้อมที่จะตอบให้เกิดความชัดเจนต่อประชาชน เราไม่ได้ตอบคนในสภาฯเราตอบประชาชนทั้งประเทศ เพราะฉะนั้นรัฐมนตรีทุกคนต้องมีความพร้อม และปฏิเสธว่าไม่ได้เกี่ยวข้องกับเรื่อง “ฮั้วส.ว.” และย้ำว่าหากเรื่องใดที่ไม่เกี่ยวข้องก็จะไม่ตอบ
ดังนั้น แม้ยังมีอีกสักพักหนึ่งก่อนที่ศึกซักฟอกจะเริ่มขึ้น แต่นาทีนี้พอคาดการณ์กันได้ไม่ยากว่า รายชื่อรัฐมนตรีที่ถูกฝ่ายค้าน “ขึ้นบัญชีหมายหัว” เอาไว้ล่วงหน้าที่จะต้องโดนซักฟอกในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้าว่าจะต้องมีชื่อของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และ นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม หรือ “รัฐมนตรีลูกเทพ” ของแท้ จะแตะต้องได้ยากหรือเปล่าต้องรอดูกัน !!


