เมื่อรัฐบาลโดยเฉพาะนายกรัฐมนตรี กำลังถูกโจมตีด้วยประเด็นทางการเมือง เช่น บริหารราชการล้มเหลว จับตรงไหนก็เจอแต่เรื่องทุจริต มีความขัดแย้งทางการเมือง ความนิยมดิ่งวูบ ประชาชนมีความไม่ไว้วางใจ หรือมีแรงกดดันจากฝ่ายตรงข้าม
การตอบโต้ทางการเมือง มีอยู่สองวิธีหลักๆ คือ ตอบโต้ด้วยผลงาน หรือไม่ก็ตอบโต้ด้วยภาพลักษณ์
แต่บังเอิญรัฐบาลนี้ ไม่มีผลงานอะไรที่จับต้องได้ หรือให้ประชาชนชื่นใจได้เลย จึงต้องใช้วิธีตอบโต้ด้วยภาพลักษณ์ เพราะทำได้ง่าย ทำได้เร็ว และเสียงในหัวของนายกฯ ก็บอกอยู่เสมอว่า “การเมืองคือการสร้างภาพ”
ต้องมีภาพผู้นำที่ช่วยคน...ผู้นำที่เป็นคนติดดิน...ผู้นำที่เสียสละ... ผู้นำที่ไม่ใช้อภิสิทธิ์...ภาพประชาชนรักผู้นำ...มีคนที่เคยได้รับความช่วยเหลือออกมายืนยันด้วยตัวเอง...
เราจึงได้เห็นภาพ เมื่อวันเสาร์ที่ 15 สิงหาคม ที่ผ่านมา นายกฯ ไปเปิดงานที่หัวลำโพง แล้วบังเอิญพบเจ้าหน้าที่ไปรษณีย์ ซึ่งเป็นผู้รับการปลูกถ่ายหัวใจ เจ้าตัวเข้ามาคุกเข่ามอบพวงมาลัย พร้อมเล่าว่า ครั้งหนึ่งนายกฯเคยนำเครื่องบินส่วนตัวไปรับหัวใจให้ แม้วันนั้นมีพายุแรง
ภาพที่เกิดขึ้น จึงครบสูตรมาก!!
ภาพประชาชนคนธรรมดา ซึ่งเป็นผู้ป่วยที่รอดชีวิตมามอบพวงมาลัย ภาพนายกฯโอบกอดกล่าวขอบคุณ แทนการบอกเรื่องราวของการเสียสละ ใช้เครื่องบินส่วนตัวบินฝ่าพายุลมแรง เพื่อช่วยชีวิตประชาชน
ในทางการเมือง ถือว่านี่เป็น “ภาพเชิงสัญลักษณ์” ที่เรียกคะแนนได้อย่างมาก!
เพราะมันเกิดขึ้นในช่วงที่รัฐบาลกำลังต้องการสื่อสารกับประชาชน ว่า “อนุทิน” ไม่ได้มีแต่เรื่องการเมือง แต่เป็นคนที่อุทิศตัว ทำงานเพื่อประชาชน!
ไม่ว่าจะเป็นการ“จัดฉาก”หรือไม่ แต่ภาพเหตุการณ์นี้ ถูกนำมาใช้ประโยชน์ทางการเมืองเป็นที่เรียบร้อย
วันต่อมา มีภาพ“อนุทิน” ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจ เรียกตรวจรถ หาสิ่งผิดกฎหมาย ซึ่งนายกฯ บอกว่า ตั้งใจใช้วันหยุดลงพื้นที่ เพื่อตรวจเยี่ยม และติดตามการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ตามจังหวัดต่างๆ หลังจากสั่งการเข้มงวดเรื่องห้ามพกอาวุธปืน ในวันนั้น นายกฯกำลังเดินทางไป จ.บุรีรัมย์ โดยไม่ได้แจ้งกำหนดการให้ทราบล่วงหน้า จึงไปเจอด่านตรวจ ที่ อ.บ้านด่าน จ.บุรีรัมย์
เจ้าหน้าที่ตำรวจขอตรวจค้นรถนายกฯ ทั้งด้านหน้าและด้านหลัง จากนั้นนายกฯ ถามว่า “เจออะไรไหม” ตำรวจตอบ “ไม่เจอครับ” นายกฯ ได้ถามย้ำถึงด่านทั่วไปในพื้นที่ ก็ได้รับคำตอบว่า “เจอแต่ยาครับ”
ฉากนี้ “อนุทิน” ต้องการสะท้อนภาพว่า ลงพื้นที่โFยไม่แจ้งล่วงหน้า เพื่อให้เห็นภาพที่แท้จริง ไม่มีการเตรียมเจ้าหน้าที่มารอรับ
ที่สำคัญคือ เมื่อรถนายกฯ มาถึงด่าน เจ้าหน้าที่ไม่ได้ปล่อยผ่านเมื่อเห็นว่าเป็นรถนายกฯ แต่ขอตรวจค้นตามขั้นตอน
นายกฯ ได้ภาพว่า ไม่มีอภิสิทธิ์ใดๆ ทุกคนอยู่ภายใต้กติกาเดียวกันทั้งประเทศ!
ขนาดรถนายกฯ ยังตรวจ แล้วรถประชาชน จะไม่ตรวจได้อย่างไร?!
ส่วนที่ตำรวจตั้งด่านตรวจ บอกว่า “เจอแต่ยา” นี่เป็นประเด็นที่น่าสนใจอีกเรื่อง
มองในมุมบวก อาจเห็นว่ามีการตั้งด่านเพื่อปราบปรามยาเสพติดอย่างจริงจัง ... ขณะเดียวกันก็มองมุมกลับได้ว่า รัฐบาลล้มเหลวกับการปราบยาเสพติด การตั้งด่านตรวจถึงเจอแต่ยา เพราะยาเยอะ!
อย่างไรก็ตาม การเขียนบทให้ อนุทิน ลงไปตรวจราชการแบบไม่แจ้งล่วงหน้า ไม่มีรถนำขบวน จนถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจเรียกตรวจนั้นสื่อว่า “อนุทิน” ไม่ได้แค่ไปตรวจด่าน แต่เอาตัวเองเข้าไปอยู่ในด่าน สื่อว่ารัฐบาลเอาจริงกับการปราบปรามอาวุธปี และยาเสพติด
แต่ประชาชนเห็นภาพนี้แล้วก็พูดเป็นเสียงเดียวกันว่า คนเขียนบท นี่เขียนไม่เนียนเอาเสียเลย ...ในความเป็นจริง แม้เจ้าหน้าที่จะไม่รู้ว่ารถที่วิ่งเข้ามาในด่านนั้น เป็นรถนายกฯ แต่เมื่อเปิดประตูมาเจอนายกฯ นั่งอยู่ ตำรวจที่ไหนจะกล้าตรวจค้น หาอาวุธปืน หาสิ่งผิดกฎหมายอย่างจริงจัง
ภาพที่ต้องการสื่อว่า เรามีนายกฯ ผู้เสียสละ นายกฯผู้ไม่มีอภิสิทธิ์ใดๆ อยู่ใต้กฎหมายเหมือนกับประชาชนทั่วไป มันเลยกลับกลายเป็น “ภาพลบ” เสียหายป่นปี้ ว่าดีแต่จัดฉาก ประชาชนไม่ได้กินแกลบ จะได้คล้อยตามกับบทละครน้ำเน่านี้


