กรณีศาลจังหวัดบุรีรัมย์ นัดไต่สวนมูลฟ้อง วันที่ 17 สิงหาคม 2569 เวลา 09.30 น. ในคดีที่ นายเนวิน ชิดชอบ ฟ้อง พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส ในข้อหาหมิ่นประมาท และแจ้งความเท็จ หลังพล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ ได้แจ้งความเกี่ยวกับการบุกรุกที่ดินของการรถไฟฯ บริเวณเขากระโดง
จุดสำคัญของวันที่ 17 สิงหาคมนี้ คือ “การไต่สวนมูลฟ้อง” ไม่ใช่การพิสูจน์ว่า นายเนวิน บุกรุกที่ดินของการรถไฟฯหรือไม่
หน้าที่ของศาลในขั้นนี้คือ ดูว่าข้อกล่าวหาของโจทก์ มีมูลเพียงพอที่จะส่งคดีเข้าสู่กระบวนการพิจารณา หรือไม่ หากศาลเห็นว่า คดีไม่มีมูลก็ยกฟ้องในชั้นนี้ได้ แต่ถ้าเห็นว่ามีมูลคดีก็เดินหน้าสู่การพิจารณาต่อไป
ดังนั้น ถ้าศาลรับคดีไว้พิจารณาไม่ได้แปลว่า พ.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ แพ้เรื่องเขากระโดง และถ้าศาลยกฟ้องในชั้นไต่สวน ก็ไม่ได้แปลว่า ศาลวินิจฉัยว่า นายเนวิน บุกรุกที่ดินของการรถไฟฯ เช่นกัน
แต่สิ่งที่ทำให้คดีนี้ ได้รับความสนใจ และ “ไม่ธรรมดา” คือ เรื่องที่อยู่ข้างหลัง
ข้อพิพาทเขากระโดงมีเอกสาร และคำพิพากษาออกมาแล้วหลายคดีจริง
ศาลฎีกาเคยมีคำพิพากษา ที่ 8027/2561 ซึ่งเกี่ยวกับพื้นที่เขากระโดง และมีการอ้างถึงพื้นที่ ประมาณ 5,083 ไร่ ว่าเป็นกรรมสิทธิ์ของการรถไฟแห่งประเทศไทย ขณะเดียวกัน ยังมีคำพิพากษาศาลฎีกา ที่ 842–876/2560 และ คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 ในปี 2563 ที่เกี่ยวข้องกับพื้นที่ดังกล่าวด้วย
ขณะเดียวกัน ประเด็นที่ดิน 995 แปลง ก็ยังเป็นข้อพิพาททางกฎหมายและทางปกครอง ที่ซับซ้อน ไม่ใช่เรื่องที่พูดง่าย ๆว่า “ศาลฎีกาสั่งให้ถอน 995 แปลงทั้งหมดแล้ว” เพราะกรมที่ดิน มีคำชี้แจงและมีข้อโต้แย้งเรื่องการนำคำพิพากษา มาใช้กับเอกสารสิทธิ์ แต่ละแปลงด้วย
เกมของ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ น่าสนใจตรงไหน?
พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ กำลังใช้ คดีที่นายเนวินฟ้องหมิ่นประมาท เป็นเวทีเปิดประเด็นเขากระโดง
เพราะแทนที่จะเลือกไกล่เกลี่ย หรือจบเรื่อง แต่ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ ประกาศชัดว่า ไม่ต้องการไกล่เกลี่ย และเตรียมขอเอกสารหลักฐานมาสู้คดี และได้ลงพื้นที่จริงกับทนาย เพื่อเก็บข้อมูลเพิ่มเติมแล้ว
นี่คือการเปลี่ยนสนามจาก ...“เสรีพิศุทธ์พูดหมิ่นเนวินหรือไม่?” ไปสู่คำถามที่ใหญ่กว่า คือ “สิ่งที่เสรีพิศุทธ์พูด มีฐานข้อเท็จจริง และเอกสารราชการรองรับมากน้อยแค่ไหน?”
และตรงจุดนี้เอง ที่ทำให้คดีมีมิติทางการเมืองสูง
ถ้าเป็น “ศาลยกฟ้อง” พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ ย่อมได้แต้มทางการเมืองไปโดยอัตโนมัติ
ถ้าศาลเห็นว่า การดำเนินการของ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ มีเหตุ และมีพยานหลักฐานเพียงพอ จนคดีฟ้องหมิ่นประมาทนี้ ไม่มีมูล ผลทางการเมืองก็จะค่อนข้างแรง
เพราะ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ สามารถพูดได้ว่า “ศาลไม่เห็นว่าการดำเนินการของผม เป็นเรื่องที่ไม่มีมูล”
อย่างไรก็ตาม นี่ไม่ได้หมายความว่าศาลรับรองว่า นายเนวิน บุกรุกที่ดินของการรถไฟ เพียงแต่หมายถึง คดีหมิ่นประมาท ที่นายเนวินฟ้อง ไม่ผ่านด่านมูลฟ้อง
และถ้าศาลบอกว่า คดีที่นายเนวิน ฟ้องนั้น“มีมูล” ก็ไม่ได้หมายความว่า พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ แพ้แล้ว แต่เป็นเกมที่ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ รออยู่
เมื่อศาลเห็นว่าคดีมีมูล และรับเข้าสู่การพิจารณา ทาง พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ ก็สามารถต่อสู้ด้วยประเด็น ความจริง ความสุจริต และประโยชน์สาธารณะ ตามข้อเท็จจริง และข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องต่อไปได้
และสิ่งที่จะถูกลากเข้ามาในสนามพิจารณาก็อาจเป็น เอกสารของ รฟท. แผนที่แนวเขต เอกสารสิทธิ์ คำพิพากษาเดิม และเอกสารจากหน่วยงานรัฐต่างๆ
ซึ่งเป็นเหตุผลว่า ทำไม พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ ถึงได้ลงพื้นที่เขากระโดง และเตรียมหลักฐานไว้ล่วงหน้า
อย่างไรก็ตาม ในวันที่ 17 ส.ค.นี้ อาจมีการ “ขอเลื่อนคดี” ซึ่งประเด็นนี้ ก็ไม่ใช่เรื่องเล็ก โดยต้องดูว่า ใครเป็นฝ่ายขอเลื่อน และขอด้วยเหตุผลอะไร
เพราะคดีนี้ มีมูลค่าทางการเมืองสูงมาก ยิ่งเลื่อนประเด็นเขากระโดงก็ยิ่งอยู่ในข่าว และ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ ก็สามารถใช้ช่วงเวลานั้น รวบรวมเอกสาร และขยายประเด็นต่อได้
พูดง่ายๆ คือ สำหรับคดีทั่วไป การเลื่อนอาจเป็นเรื่องของกระบวนการ
แต่สำหรับคดีนี้ “เวลา” ก็เป็นส่วนหนึ่งของเกมการเมือง เพราะการปะทะกันระหว่าง “เนวิน–เสรีพิศุทธ์” จะไม่จบอยู่แค่คนสองคน
เพราะเมื่อเรื่องเขากระโดง ถูกนำเข้าสู่กระบวนการศาลมากขึ้น คำถามจะค่อยๆขยับจาก “เสรีพิศุทธ์ หมิ่นเนวิน หรือไม่?” ไปเป็น “รัฐจะจัดการกับที่ดินเขากระโดงอย่างไร?”
และคำถามสุดท้ายจะย้อนกลับไปที่ กรมที่ดิน – การรถไฟฯ – กระทรวงคมนาคม – กระทรวงมหาดไทย รวมถึงฝ่ายการเมือง ที่กำกับดูแลหน่วยงานเหล่านี้
ถ้าประเด็น 995 แปลงถูกลากกลับเข้าสู่สังคมอย่างต่อเนื่อง คำถามจะไม่ได้หยุดที่เนวิน แต่จะไปถึง กรมที่ดิน รฟท. และผู้มีอำนาจทางการเมืองที่เกี่ยวข้องกับการแก้ปัญหาเขากระโดง
ดังนั้นวันที่ 17 สิงหาคม นี้ จึงไม่ใช่วันตัดสินว่า “เขากระโดงเป็นของใคร” แต่เป็นวันสำคัญ ที่จะบอกว่าการปะทะระหว่าง “เนวิน กับ เสรีพิศุทธ์” จะถูกจำกัดอยู่ในคดีหมิ่นประมาท หรือจะเปิดประตูให้ “มหากาพย์เขากระโดง” เข้ามาอยู่กลางห้องพิจารณาคดีอย่างเต็มตัว
นี่เป็นการชนกันของ “อำนาจทางการเมืองบุรีรัมย์” กับ “นักการเมืองที่ต้องการเปิดแฟ้มเขากระโดง” ไม่ใช่แค่คดีหมิ่นประมาทธรรมดา!


