หากจะกล่าวว่า "เกษตรกรคือกระดูกสันหลังของชาติ" คำกล่าวนี้คงไม่เกินจริงนัก แต่ในยุคที่โลกหมุนด้วยความเร็วของเทคโนโลยีและดิสรัปชัน (Disruption) กระดูกสันหลังของชาติจะมัวก้มหน้าก้มตาผลิตสินค้าเพียงอย่างเดียวโดยไม่มองทิศทางตลาดโลกไม่ได้อีกต่อไป คำถามสำคัญคือ เราจะยกระดับคุณภาพชีวิตและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันให้พี่น้องเกษตรกรได้อย่างไร?
วันนี้คนกรุงเทพฯ มีโอกาสได้เห็นความเคลื่อนไหวที่น่าจับตามองอย่างยิ่งจาก "กองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร" โดยเฉพาะการขับเคลื่อนของ สำนักกิจการสาขาภูมิภาคที่ 2 (ภาคกลาง)และสำนักงานกองทุนฟื้นฟูฯสาขาจังหวัด 26 จังหวัด ที่กำลังสร้างปรากฏการณ์ใหม่ในการพลิกโฉมวิถีเกษตรกรรมไทยให้ก้าวสู่ยุคการค้าไร้รอยต่ออย่างแท้จริง
ขุมกำลังที่ยิ่งใหญ่: ฐานรากเศรษฐกิจภาคกลางและปริมณฑล
ก่อนอื่นต้องทำความเข้าใจถึงสเกลการทำงานของสำนักกิจการสาขาภูมิภาคที่ 2 (ภาคกลาง) ก่อนครับ พื้นที่ความรับผิดชอบของที่นี่ครอบคลุมถึง 26 จังหวัด ซึ่งรวมถึงกรุงเทพมหานครและปริมณฑลด้วย หากดูตัวเลขสถิติแล้วต้องบอกว่านี่คือกองทัพเศรษฐกิจฐานรากที่ทรงพลังมาก เพราะมีองค์กรเกษตรกรที่ขึ้นทะเบียนเป็นสมาชิกถึง 8,648 องค์กร และมีสมาชิกระดับบุคคลรวมกันมากถึง 873,670 ราย
ตัวเลขเกือบหนึ่งล้านชีวิตนี้ สะท้อนให้เห็นว่าหากมีนโยบายหรือเครื่องมือที่สามารถเข้าไป "ปลดล็อก" ศักยภาพของพวกเขาได้ องค์กรเกษตรกรท้องถิ่นภาคกลางจะกลายเป็นเครื่องยนต์เครื่องใหญ่ที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศได้มหาศาล และนั่นคือสิ่งที่กองทุนฟื้นฟูฯ ภาคกลาง กำลังลงมือทำ
“สมาร์ทแพลตฟอร์ม" เชื่อมการค้า ยกระดับสู่ตลาดโลก
ไฮไลต์สำคัญที่ต้องหยิบยกเรื่องนี้มาเขียน คือแผนการเดินหน้า "พัฒนาระบบฐานข้อมูลด้านการตลาดผลิตผลขององค์กรเกษตรกร(Farmers Marketing Databased of Product Platform)"อย่างเต็มรูปแบบ นี่ไม่ใช่แค่การทำบัญชีรายชื่อแบบเดิม ๆ แต่เป็นการสร้าง Ecosystem หรือระบบนิเวศการค้าสมัยใหม่ เพื่อขยายฐานการซื้อขายสินค้าของเกษตรกร จากที่เคยขายกันแค่ในชุมชนหรือระดับท้องถิ่น (Local) ให้ทะยานสู่ตลาดระดับประเทศ (National) และวางเป้าหมายไกลถึงการส่งออกต่างประเทศ (Export)
ความน่าสนใจของระบบนี้คือการบูรณาการที่ "ครบวงจร" และ "เข้าถึงง่าย" โดยมีหัวใจสำคัญ 3 ประการ ได้แก่: เชื่อมโยง Offline และ Online: เกษตรกรจะไม่ถูกทิ้งไว้ข้างหลัง ไม่ว่าจะถนัดการขายหน้าแผงหรือขายผ่านหน้าจอ ระบบจะช่วยเชื่อมต่อโลกสองใบนี้เข้าด้วยกัน ทำให้สินค้ากระจายสู่ผู้บริโภคได้กว้างที่สุด
การเชื่อมต่อสต๊อกสินค้าในไร่นาหรือในฟาร์มของเกษตรกรและระบบโลจิสติกส์: หมดปัญหา "สินค้าล้นตลาด" หรือ "ของขาดมือ"เพราะฐานข้อมูลจะบอกได้ว่าผลผลิตอยู่ที่ไหน จำนวนเท่าไหร่ และจะขนส่งผ่านระบบโลจิสติกส์ที่คุ้มค่าที่สุดได้อย่างไร ถือเป็นการบริหารจัดการแบบ Supply Chain ระดับมืออาชีพ
ผสานเทคโนโลยีการเงิน (Fin-Tech): นี่คือจุดเปลี่ยนที่แท้จริง ระบบการซื้อขายจะถูกเชื่อมต่อเข้ากับแอปพลิเคชันของธนาคารซึ่งกำลังอยู่ระหว่างเจรจาความร่วมมือกับสถาบันการเงินที่สนใจเข้าร่วมโครงการนี้ ทำให้การทำธุรกรรม ซื้อ-ขาย-จ่าย-โอน เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ รวดเร็ว โปร่งใส และปลอดภัย ตอบโจทย์พฤติกรรมผู้บริโภคยุคไร้เงินสด (Cashless Society)
บุกรัฐสภา โชว์ศักยภาพ "ของดีภาคกลาง"
แน่นอนว่า แผนงานที่ดีต้องตามมาด้วยการลงมือทำที่เห็นผลเป็นรูปธรรม เพื่อเป็นการคิกออฟและพิสูจน์ศักยภาพของเกษตรกร สำนักกิจการสาขาภูมิภาคที่ 2 (ภาคกลาง) ได้เฟ้นหาสินค้าคุณภาพระดับพรีเมียม โดยคัดเลือกจากองค์กรที่ขึ้นทะเบียนใน 26 จังหวัด จังหวัดละ 10องค์กร ที่มีศักยภาพและความพร้อมสูงสุด และคัดให้เหลือ ไม่เกิน 5 องค์กรสุดยอดผลิตภัณฑ์จากหยาดเหงื่อและนวัตกรรมของเกษตรกรเหล่านี้ ได้ถูกนำมาจัดแสดงและจำหน่าย ณ อาคารรัฐสภา บริเวณริมสระมรกต ระหว่างวันที่ 10-14 สิงหาคม 2569 ซึ่งกำลังจัดขึ้นอยู่ในขณะนี้!
ดร.วิญญู สะตะ ผู้อำนวยการสำนักกิจการสาขาภูมิภาคที่ 2(ภาคกลาง) กล่าวว่า “การเลือกพื้นที่ "รัฐสภา" ซึ่งเป็นศูนย์กลางของฝ่ายนิติบัญญัติในการจัดงาน ถือเป็นกุศโลบายที่ยอดเยี่ยม เพราะไม่เพียงแต่เป็นการเปิดตลาดใหม่ๆ ให้กับเกษตรกร แต่ยังเป็นการ "โชว์ของ" ให้ผู้หลักผู้ใหญ่ ผู้กำหนดนโยบาย และข้าราชการระดับสูง ได้เห็นกับตาว่า สินค้าเกษตรไทยยุคใหม่นั้น "ไม่ธรรมดา" ทั้งในแง่ของคุณภาพ แพ็กเกจจิ้ง และเรื่องราวเบื้องหลัง (Storytelling) เป็นอย่างไรบ้าง สมควรให้การสนับสนุนงบประมาณเพิ่มขึ้นหรือไม่”
บทสรุป: ก้าวต่อไปที่ต้องสนับสนุน
สิ่งที่ สำนักกิจการสาขาภูมิภาคที่ 2 (ภาคกลาง) ภายใต้กองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกรกำลังทำอยู่นี้ คือการตีโจทย์การเกษตรยุคใหม่ได้อย่างแตกฉาน พวกเขาไม่ได้ให้แค่ "ปลา" (เงินทุน) แต่กำลังสอนวิธี "สร้างเครื่องมือจับปลาที่ทันสมัยที่สุด" (เทคโนโลยีและฐานข้อมูล) ให้กับเกษตรกร
วิกฤตเศรษฐกิจและพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป อาจเป็นความท้าทาย แต่ด้วยระบบฐานข้อมูลการตลาด โลจิสติกส์ และ Fin-Tech ที่กำลังจะเกิดขึ้น เชื่อมั่นว่า 873,670 รายชื่อสมาชิกกองทุนฟื้นฟูฯ ในภาคกลาง จะก้าวขึ้นมาเป็น "Smart Farmer" ที่มีอำนาจต่อรองในตลาดได้อย่างเต็มภาคภูมิ
สำหรับใครที่อยากสัมผัสถึงความเปลี่ยนแปลงและร่วมสนับสนุนสินค้าคุณภาพจากฝีมือเกษตรกรไทยตัวจริง อย่าลืมแวะไปที่อาคารรัฐสภา (ริมสระมรกต) ภายในวันที่ 14 สิงหาคมนี้นะครับ ไปดูให้เห็นกับตาว่า "ของดีจากท้องถิ่นไทย" เมื่อได้รับการเจียระไนและติดปีกดิจิทัลแล้ว... งดงามและทรงคุณค่าเพียงใด


