xs
xsm
sm
md
lg

กยท.ผนึกพันธมิตร “กรีดยางความถี่ต่ำ” ต่อยอดนวัตกรรม เพิ่มขีดแข่งขันตลาดโลก

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



กยท.จับมือพันธมิตรไทย-ฝรั่งเศส-ญี่ปุ่น วิจัย “ระบบกรีดยางความถี่ต่ำ” ลดรอบกรีด-ลดพึ่งพาแรงงาน แต่ยังรักษาปริมาณน้ำยาง พร้อมศึกษาคุณสมบัติยางและปัจจัยการยอมรับของเกษตรกร หวังต่อยอดนวัตกรรมเพิ่มมูลค่ายางไทย แข่งขันตลาดโลก

นายโกศล บุญคง รักษาการแทนผู้ว่าการ การยางแห่งประเทศไทย (กยท.) เปิดเผยว่า กยท.ให้ความสำคัญกับงานวิจัยในฐานะจุดเริ่มต้นของการพัฒนาวิทยาการและนวัตกรรมใหม่ เพื่อสร้างความเข้มแข็งและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ รวมถึงนำองค์ความรู้มาใช้แก้ปัญหา กำหนดนโยบายและวางแผนงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ปัจจุบัน กยท.จัดสรรงบประมาณสนับสนุนงานวิจัยเกี่ยวกับยางพาราตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ ถึงปลายน้ำ ปีละกว่า 60 ล้านบาท เปิดรับข้อเสนอโครงการวิจัยทุกปี พร้อมร่วมมือกับภาครัฐ เอกชน และสถาบันการศึกษาทั้งในและต่างประเทศ โดยมุ่งสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม ควบคู่กับยกระดับคุณภาพชีวิตเกษตรกรและผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย

ล่าสุด เมื่อวันที่ 7 ส.ค.ที่ผ่านมา กยท.ลงนามหนังสือความร่วมมือโครงการ “การวิเคราะห์โครงสร้างและคุณสมบัติของยางจากระบบกรีดยางความถี่ต่ำ และปัจจัยทางสังคมและเศรษฐกิจที่มีอิทธิพลต่อการยอมรับของเกษตรกร” ร่วมกับพันธมิตรจาก 3 ประเทศ ได้แก่ มหาวิทยาลัยขอนแก่น สถาบันค้นคว้าและพัฒนาผลิตผลทางการเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตร (KAPI) มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ จากประเทศไทย, CIRAD จากประเทศฝรั่งเศส และบริษัท ซูมิโตโม รับเบอร์ อินดัสตรีส์ จำกัด จากประเทศญี่ปุ่น

โครงการมีเป้าหมายศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างระบบกรีดยางความถี่ต่ำกับโครงสร้างและสมบัติของยางธรรมชาติ รวมถึงปัจจัยทางเศรษฐกิจและสังคมที่มีผลต่อการตัดสินใจของเกษตรกร เพื่อนำงานวิจัยไปใช้ประโยชน์จริงและสนับสนุนการผลิตยางธรรมชาติอย่างยั่งยืน

นายโกศล กล่าวว่า การศึกษาจะแบ่งเป็น 2 ส่วน ส่วนแรกศึกษาปัจจัยทางเศรษฐกิจและสังคมที่ส่งผลต่อการยอมรับระบบกรีดยางความถี่ต่ำ หรือ Low-Frequency Tapping System (LFTS) ซึ่งเป็นการลดจำนวนครั้งในการกรีด จากระบบปกติที่อาจกรีดทุกวันหรือทุก 2 วัน เป็นทุก 3 วัน 4 วัน หรือ 6 วัน ร่วมกับการใช้สารกระตุ้นน้ำยาง เช่น เอทีฟอน เพื่อให้ต้นยางยังคงให้น้ำยางในปริมาณที่เหมาะสม

ระบบดังกล่าวอาจช่วยปรับวิถีชีวิตเกษตรกร จากเดิมที่ต้องตื่นกรีดยางช่วงเวลา 01.00-02.00 น. มาเป็นการกรีดช่วงกลางวันและเว้นระยะการกรีดมากขึ้น ทำให้มีเวลาพักผ่อน ลดความเสี่ยงจากสัตว์มีพิษ เช่น งูและตะขาบ รวมถึงลดต้นทุนการจ้างแรงงานกรีดยางที่มีแนวโน้มหายากขึ้น ขณะที่ผลผลิตยางยังอยู่ในระดับเหมาะสม

ส่วนที่สอง จะศึกษาโครงสร้าง คุณสมบัติทางชีวเคมีและกายภาพของยางธรรมชาติจากระบบกรีดความถี่ต่ำ เพื่อนำไปพัฒนาองค์ความรู้และเพิ่มมูลค่ายางธรรมชาติ โดยซูมิโตโม รับเบอร์ฯ จะนำความเชี่ยวชาญด้านยางล้อ ทั้งความยืดหยุ่นและความทนทาน มาร่วมศึกษากับสถาบันการศึกษา ขณะที่ KAPI มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ จะนำความเชี่ยวชาญด้านชีวเคมีและเทคโนโลยียางธรรมชาติมาวิเคราะห์โครงสร้างและคุณสมบัติของยาง ตลอดจนวางแผนเก็บตัวอย่างและวิเคราะห์ผลทางวิทยาศาสตร์  นอกจากนี้ จะเก็บข้อมูลน้ำ ดิน และคุณภาพสิ่งแวดล้อมเมื่อใช้ระบบกรีดยางความถี่ต่ำ เพื่อนำข้อมูลไปพัฒนาต่อยอดให้เกิดประโยชน์สูงสุด

สำหรับ กยท.จะเป็นหน่วยงานหลักสนับสนุนการดำเนินงานภาคสนาม ทั้งจัดเตรียมพื้นที่วิจัย คัดเลือกเกษตรกร สนับสนุนบุคลากร ถ่ายทอดองค์ความรู้ ทดสอบคุณสมบัติยาง และเตรียมแปลงทดลองที่ศูนย์วิจัยยางฉะเชิงเทรา เพื่อให้ผลวิจัยสามารถต่อยอดสู่การใช้งานจริงในภาคการผลิต

นายโกศล กล่าวว่า ความร่วมมือครั้งนี้เป็นการบูรณาการจุดแข็งของภาครัฐ สถาบันการศึกษา หน่วยงานวิจัยระดับนานาชาติ และภาคอุตสาหกรรม เพื่อผลักดันงานวิจัยสู่การใช้ประโยชน์จริง ทั้งการพัฒนาผลิตภัณฑ์ยางมูลค่าสูง ลดการพึ่งพาแรงงาน พัฒนาแนวทางจัดการสวนและการปลูกพืชร่วมยาง ตลอดจนสร้างการยอมรับเทคโนโลยีใหม่ในกลุ่มเกษตรกร โดยมุ่งเพิ่มรายได้ ยกระดับคุณภาพชีวิต และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมยางพาราไทยในตลาดโลกอย่างยั่งยืน