xs
xsm
sm
md
lg

จาก “ยายเนื่อม–อัลไพน์” ถึง “ตาเฮียง–วัดป่าอดุลยาราม” เมื่อที่ดินถวายวัดกลายเป็นข้อพิพาท คำถามเดียวกัน คือ “อุทิศแล้วหรือยัง?!”

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



ข้อพิพาทที่ดินวัดป่าอดุลยาราม จ.ขอนแก่น ยืดเยื้อมานานกว่า 20 ปี และกำลังกลับมาเป็นประเด็นร้อน หลัง “ป้าดา” และพวก นำท่อปูนไปปิดกั้นทางเข้า–ออกวัด กำลังทำให้สังคมหันกลับไปนึกถึงมหากาพย์ที่ดิน “ยายเนื่อม ชำนาญชาติศักดา–สนามกอล์ฟอัลไพน์” อีกครั้ง

แม้ทั้งสองกรณีจะเกิดขึ้นคนละยุค คนละพื้นที่ และมีข้อเท็จจริงแตกต่างกัน แต่มีคำถามทางกฎหมาย ที่คล้ายกันคือ
เมื่อเจ้าของที่ดินแสดงเจตนาจะถวาย หรืออุทิศที่ดินให้วัดแล้ว แต่ชื่อในโฉนดยังเป็นของเจ้าของเดิม ที่ดินนั้นถือเป็นของวัดแล้วหรือยัง? 

คำถามนี้เคยเกิดขึ้นในกรณี “ยายเนื่อม” และกลายเป็นบทเรียนสำคัญของกฎหมายเกี่ยวกับ “ที่ธรณีสงฆ์” และวันนี้คำถามเดียวกัน กำลังกลับมาอยู่กลางข้อพิพาท “ตาเฮียง–วัดป่าอดุลยาราม” 
 
 “ยายเนื่อม”จากพินัยกรรมถวายวัด สู่“อัลไพน์”

ย้อนกลับไปเมื่อปี 2512 นางเนื่อม ชำนาญชาติศักดา หรือ “ยายเนื่อม” ทำพินัยกรรมยกที่ดิน ประมาณ 924 ไร่ ใน จ.ปทุมธานี ให้แก่วัดธรรมิการามวรวิหาร จ.ประจวบคีรีขันธ์


หลัง ยายเนื่อมเสียชีวิต ที่ดินกลับไม่ได้ถูกจดทะเบียนเป็นชื่อวัด แต่มีการดำเนินการผ่านผู้จัดการมรดก ก่อนจะโอนให้มูลนิธิมหามกุฏราชวิทยาลัย และต่อมาขายต่อให้ บริษัทเอกชน จนกลายเป็นที่ดินสนามกอล์ฟ และโครงการอสังหาริมทรัพย์ “อัลไพน์” ในทุกวันนี้
ประเด็นสำคัญจึงอยู่ที่ว่า เมื่อยายเนื่อม ทำพินัยกรรมยกที่ดินให้วัดแล้ว แต่ชื่อในโฉนดยังไม่ได้เปลี่ยน ที่ดินยังเป็นของมรดก หรือกลายเป็นที่ธรณีสงฆ์ไปแล้ว?

คำตอบที่เกิดขึ้นภายหลัง มีน้ำหนักอย่างมาก โดยที่ประชุมใหญ่คณะกรรมการกฤษฎีกาเห็นว่า เมื่อยายเนื่อมถึงแก่กรรม ที่ดินตามพินัยกรรมที่ยกให้วัด ย่อมตกเป็นที่ธรณีสงฆ์ทันที แม้ยังไม่ได้เปลี่ยนชื่อในโฉนดก็ตาม และต่อมา คำพิพากษาในคดีอาญาที่เกี่ยวข้องกับการเพิกถอนคำสั่งกรมที่ดิน ก็รับฟังแนวทางดังกล่าวนี้ โดยชี้ว่า การโอนที่ดินต่อจากนั้น ไม่ชอบด้วยกฎหมาย!
นี่จึงเป็นเหตุผลว่า ทำไมกรณี “ยายเนื่อม–อัลไพน์” จึงกลายเป็นกรณีศึกษาสำคัญ ของคำว่า “ที่ธรณีสงฆ์”

กรณี“ตาเฮียง” ต่างจาก “ยายเนื่อม” อย่างไร?

กรณีวัดป่าอดุลยาราม จ.ขอนแก่น ใกล้กับมหาวิทยาลัยขอนแก่น มีที่ดินพิพาท ประมาณ 21 ไร่ ซึ่งเดิมเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินของ “นายเฮียง พิมพ์ศรี”


ฝ่ายวัดและคนในชุมชนยืนยันว่า “ตาเฮียง” มีเจตนาอุทิศที่ดินให้สร้างวัด ตั้งแต่ประมาณปี 2533 และพื้นที่ถูกใช้ประโยชน์ทางศาสนามาอย่างต่อเนื่อง ก่อนพัฒนาจากพื้นที่ป่าช้าและที่พักสงฆ์ ไปสู่สำนักสงฆ์ และเป็นวัดในที่สุด

แต่ฝ่ายทายาทกลับยืนยันตรงกันข้ามว่า นายเฮียง มีเจตนาจะสร้างวัดจริง แต่ไม่ได้ยกกรรมสิทธิ์ที่ดินให้วัด

นางบัวเรียน ลูกสาวของ นายเฮียง ระบุถึงที่มาที่ไปของเรื่องว่า ในวันที่มีงานผ้าป่า นายเฮียง ได้นำโฉนดมาแสดงให้ชาวบ้านดู เพื่อแสดงเจตนาว่าจะสร้างวัด แต่ไม่ได้หมายความว่า ได้มอบที่ดินให้วัด ขณะที่ชื่อในโฉนด ยังคงเป็นของนายเฮียง
นี่คือ จุดแตกต่างสำคัญที่สุด ระหว่างกรณีของยายเนื่อม กับ ตาเฮียง

“ยายเนื่อม” มี พินัยกรรมเป็นหลักฐานโดยตรง ระบุการยกกรรมสิทธิ์ให้วัด

“ตาเฮียง” ข้อพิพาทอยู่ที่ว่า สิ่งที่นายเฮียง ทำในปี 2533 เป็นเพียงการแสดงเจตนาจะสร้างวัด หรือ เป็นการอุทิศที่ดินให้วัดจนเสร็จสมบูรณ์แล้ว

ในแง่ หลักกฎหมายและหลักคิด ไม่ใช่หมายความว่า คดีตาเฮียง จะต้องมีผลเหมือนคดียายเนื่อมโดยอัตโนมัติ

“ชื่อในโฉนด” อาจไม่ใช่คำตอบทั้งหมด

บทเรียนสำคัญจากคดีอัลไพน์ กรณียายเนื่อม ศาลเคยพิจารณาว่า การที่ชื่อในโฉนดยังไม่ได้เปลี่ยนเป็นชื่อวัด ไม่ได้แปลว่า ที่ดินยังเป็นของเจ้าของเดิมเสมอไป หากมีหลักฐานชัดเจนว่า เจ้าของได้อุทิศที่ดินให้วัดแล้ว และวัดได้เข้าครอบครองรับประโยชน์จากที่ดินนั้น

ดังนั้น หากนำหลักคิดดังกล่าวมาเป็น “แว่นขยาย” ส่องกรณี “ตาเฮียง” คำถามสำคัญจึงไม่ใช่เพียง “ชื่อในโฉนดเป็นของใคร?”
แต่ต้องถามต่อว่า “นายเฮียงได้แสดงเจตนาอุทิศที่ดินให้วัดอย่างสมบูรณ์แล้วหรือไม่?” ...มีการส่งมอบที่ดินให้วัดหรือไม่?... วัดเข้าครอบครองและใช้ประโยชน์ในที่ดินโดยอาศัยเจตนาการถวายของนายเฮียงหรือไม่ ?

และมีเอกสาร หรือพยานหลักฐานอะไร ยืนยันเจตนาของนายเฮียง?

คำตอบของคำถามเหล่านี้ต่างหาก ที่จะเป็นหัวใจในการไขคดีพิพาทนี้

จาก“ยายเนื่อม” ถึง“ตาเฮียง” จุดที่เหมือนกันและที่ไม่เหมือนกัน

อันดับแรก เจตนา... “ยายเนื่อม” ได้ทำพินัยกรรม ยกให้วัดแล้ว ส่วนของ “ตาเฮียง” ฝ่ายวัดระบุว่า อุทิศให้สร้างวัด แต่ทายาทโต้แย้งว่า มีเพียงเจตนาจะสร้าง

หลักฐานสำคัญ ...กรณี ยายเนื่อมมีพินัยกรรม ส่วนกรณี ตาเฮียง มีภาพถ่าย โฉนด เอกสารเกี่ยวกับการสร้างวัด พยานบุคคล และพยานแวดล้อม

ชื่อในโฉนด...ของยายเนื่อมยังไม่ได้เปลี่ยนเป็นชื่อวัด ส่วนของตาเฮียง ยังมีข้อพิพาทเรื่องชื่อ และสิทธิในโฉนด

การใช้ประโยชน์ ...ของยายเนื่อม วัดรับเอาที่ดินและประโยชน์ตามพินัยกรรม ส่วนของ ตาเฮียง พื้นที่ถูกใช้เป็นศาสนสถานนานหลายสิบปี ตามข้อกล่าวอ้างของฝ่ายวัด และชุมชน

ข้อพิพาท... ของยายเนื่อม ถูกโอนต่อจนกลายเป็น “อัลไพน์” ส่วนของ ตาเฮียง ทายาทอ้างสิทธิในที่ดิน และขอคืน
สถานะในปัจจุบัน...กรณีของยายเนื่อม มีคำวินิจฉัยและมีคำพิพากษาสำคัญแล้ว ส่วนของ ตาเฮียง ข้อพิพาทยังอยู่ในกระบวนการศาล

จุดที่ทำให้ คดีตาเฮียง น่าจับตาเป็นพิเศษ


“คดีตาเฮียง” ไม่ได้เพิ่งเกิดขึ้นวันนี้ แต่ฝ่ายทายาทระบุว่า ข้อพิพาทเรื่องสิทธิในที่ดินต่อสู้กันมานานกว่า 20 ปี และปัจจุบัน เรื่องยังอยู่ในชั้นศาลฎีกา ขณะที่ฝ่ายวัด ยืนยันว่าตนมีเอกสารและหลักฐาน ยืนยันสถานะของวัด และสิทธิในที่ดิน
ดังนั้นเหตุการณ์นำท่อปูนมาปิดทางเข้า–ออกวัด ที่เกิดขึ้นในขณะนี้ จึงเป็นเหตุการณ์ปลายทางของข้อพิพาท ที่ดำเนินมาหลายสิบปี มากกว่าจะเป็นจุดเริ่มต้นของคดี

ตำรวจขอนแก่น ได้ออกหมายเรียก “ป้าดา” และผู้เกี่ยวข้องเพื่อสอบสวน กรณีปิดทางเข้า–ออก ขณะที่ตำรวจยังอยู่ระหว่างรวบรวมหลักฐาน และยังไม่ได้แจ้งข้อกล่าวหาใครตามข้อมูลที่เผยแพร่ล่าสุด

สิ่งที่ “ยายเนื่อม” สอน “ตาเฮียง”

กรณียายเนื่อม มีบทเรียนหนึ่งที่สำคัญมาก

การถวายที่ดินให้วัด ไม่ได้วัดกันด้วยชื่อในโฉนดเพียงอย่างเดียว แต่ต้องดู “เจตนา” และ “พฤติการณ์การอุทิศ” ประกอบกัน
แต่ในทางกลับกัน กรณีตาเฮียง ก็มีคำถามกลับไปยังฝ่ายวัดเช่นเดียวกันว่า…มีหลักฐานระดับไหน ที่พิสูจน์ได้ว่า นายเฮียง “อุทิศที่ดิน”ให้วัดแล้ว ไม่ใช่เพียง“ตั้งใจจะสร้างวัด”?

นี่คือเส้นแบ่งบางๆ แต่สำคัญอย่างยิ่ง!

เพราะถ้าเป็นเพียง “ตั้งใจจะให้” แต่การอุทิศยังไม่สำเร็จ ปัญหาสิทธิในที่ดินก็ยังสามารถตกทอดเป็นมรดกได้
แต่ถ้าพิสูจน์ได้ว่า “อุทิศให้แล้ว และวัดรับเอาที่ดินไปใช้ประโยชน์แล้ว” กรณีนี้ จะมีหลักกฎหมายเรื่อง “ที่ธรณีสงฆ์” เข้ามาเกี่ยวข้อง อย่างมีนัยสำคัญ

และนี่คือเหตุผลที่ “ศาลฎีกา” คือคำตอบสุดท้าย!

กรณียายเนื่อม มีพินัยกรรมเป็นหลักฐานชัดเจน และในเวลาต่อมามีทั้งความเห็นของคณะกรรมการกฤษฎีกา และคำพิพากษา ที่วินิจฉัยประเด็นการตกเป็นที่ธรณีสงฆ์แล้ว


ส่วนกรณีตาเฮียง สิ่งที่ต้องรอคือ การวินิจฉัยว่าหลักฐานทั้งหมดเพียงพอที่จะพิสูจน์ “การอุทิศที่ดินให้วัด” หรือไม่
จึงยังไม่สามารถพูดได้อย่างเต็มปากว่า กรณี “ตาเฮียงเหมือนยายเนื่อม และที่ดินเป็นของวัดแล้วแน่นอน”

ขณะเดียวกัน ก็ยังไม่สามารถพูดได้ว่า “ชื่อในโฉนดยังเป็นนายเฮียง ดังนั้นทายาทต้องได้ที่ดินคืนแน่นอน”

เพราะบทเรียนจากคดีอัลไพน์ ชี้ให้เห็นแล้วว่า “ชื่อในโฉนด” ไม่ใช่ปัจจัยเดียว ที่ใช้ตัดสินว่า ที่ดินเป็นของใคร

บทสรุป

“ยายเนื่อม–อัลไพน์” คือกรณีที่ศาลยืนยันภายหลังว่าเจตนาถวายที่ดินให้วัดสำเร็จแล้ว แม้ชื่อในโฉนดจะยังไม่เปลี่ยน

ส่วน“ตาเฮียง–วัดป่าอดุลยาราม” คือการต่อสู้เพื่อพิสูจน์ว่า เจตนาของเจ้าของที่ดิน เมื่อกว่า 30 ปีก่อนนั้น ไปถึงขั้น “อุทิศให้วัดสำเร็จ” แล้วหรือยัง

นี่เป็นบททดสอบว่า “เจตนาถวายที่ดินให้วัด” มีน้ำหนักทางกฎหมายแค่ไหน เมื่อเวลาผ่านไปหลายสิบปี และมูลค่าที่ดินเพิ่มขึ้นมหาศาล

คำตอบสุดท้าย ยังต้องอยู่ที่พยานหลักฐาน และคำวินิจฉัยของศาล