xs
xsm
sm
md
lg

“อนุทิน” ลั่นทุกคนห้ามพกปืน ไม่เฉพาะ สส.ภูมิใจไทย เหตุใบอนุญาตพกพาหมดอายุ นักการเมืองต้องเป็นแบบอย่าง

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



“อนุทิน” ลั่นไม่ได้ห้ามเฉพาะ สส.ภูมิใจไทย พกพาปืน ชี้ ขณะนี้ทุกคนพกปืนไม่ได้ เหตุใบอนุญาตพกพาหมดอายุ เตือนนักการเมืองต้องทำตัวเป็นแบบอย่าง หวั่นกระทำผิดกฎหมายกระทบอนาคตทางการเมือง พร้อมย้ำ “อย่าใกล้อาวุธปืนจะดีที่สุด”

วันนี้ (12 ส.ค.) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีมีการสั่งการหรือกดดัน สส.พรรคภูมิใจไทย ไม่ให้พกพาอาวุธปืน ว่า เป็นไปตามนั้น แต่ไม่ใช่การสั่งการเฉพาะ สส. เพราะขณะนี้ใครก็ไม่สามารถพกพาอาวุธปืนได้ เพราะไม่มีไปพกอีกแล้วในประเทศไทย เนื่องจากใบอนุญาตพกพาอาวุธปืนในประเทศไทยทุกใบขณะนี้หมดอายุแล้ว ฉะนั้น ไม่สามารถพกพาอาวุธปืนได้แล้ว

เมื่อถามถึงกรณีที่พบว่า สส.พรรคภูมิใจไทย หลายคนสะสมอาวุธปืนจำนวนมาก นายอนุทิน กล่าวว่า เรื่องดังกล่าวเป็นเรื่องส่วนตัวของเขา และมีการชี้แจงบัญชีทรัพย์สินไว้แล้ว ได้ย้ำไปโดยเฉพาะผู้ที่มีตำแหน่งทางการเมือง ไม่ใช่เฉพาะ สส. ไม่ว่าจะเป็นใครก็ตามที่คิดจะมาลงสมัครรับเลือกตั้ง มีตำแหน่งทางการเมืองอะไรก็ตาม หากเข้าไปมีเรื่องเกี่ยวกับอาวุธปืน เมื่อถูกตรวจค้นพบขึ้นมา ก็ผิดกฎหมาย ก็อาจต้องถูกตีความในเรื่องของจริยธรรม ทีนี้ยุ่ง ส่งผลกระทบต่ออนาคตทางการเมือง เนื่องจากอาจมีประเด็นด้านจริยธรรม และอาจถูกห้ามลงสมัครรับเลือกตั้งหรือดำรงตำแหน่งทางการเมืองหรือเปล่า ดังนั้น ทางที่ดีที่สุดและเราเป็นบุคคลสาธารณะ ควรทำตัวเป็นแบบอย่าง ในเมื่อกฎหมายบอกห้ามพกปืน บุคคลที่เป็นผู้แทนของปวงชนชาวไทยหรือเป็นบุคคลสาธารณะ บุคคลที่ประชาชนเลือกมา ก็ต้องทำตัวเป็นตัวอย่าง เท่านั้นเองไม่มีอะไร


มื่อถามว่า มติ ครม.ยกเลิก ใบ ป.3 คือ ใครก็ตามจะไม่สามารถซื้ออาวุธปืนได้อีกแล้วหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า จนกว่าจะมีคำสั่งเปลี่ยนแปลง เราจะต้องจัดระเบียบปืนในเมืองไทย ตอนนี้มีประมาณ 10 ล้านกระบอก โอ้โห! ไม่ไหว ขณะที่ประเทศไทยมีประชากรกว่า 70 ล้านคนเอง

พร้อมกันนี้ นายกฯ ยังกล่าวกับสื่อด้วยว่า มาแทบตาย มาถามแค่นี้ ขณะที่สื่อตอบกลับว่าเรื่องปืนตอนนี้มีดรามากันเยอะ

เมื่อถามถึงกรณีที่นายกรัฐมนตรีเคยให้สัมภาษณ์ ว่า ไม่ให้ใช้อาวุธปืนยิงคนร้าย ตรงนี้จะทำให้เกิดการเข้าใจผิดหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ไม่มีเข้าใจผิดหรอกครับ หลักสำคัญคือ ผมพยายามให้ทุกคนเห็นว่าอาวุธปืนเนี่ย มันไม่มีประโยชน์กับใคร ถ้ามันถูกใช้เมื่อไหร่ ไม่ว่าจะเหตุสุดวิสัยหรือเหตุควรแก่เหตุอะไรก็แล้ว แต่ผมใข้คำว่าควรแก่เหตุแล้วนะ แต่ต้องไปพิสูจน์ที่ศาลไม่ใช่ พิสูจน์ด้วยตัวเอง ไม่ได้พิสูจน์โดยตำรวจ เพราะว่าถ้าเกิดมีเหตุเช่นนี้ขึ้น เกิดมีการยิงไม่ว่ายิงอะไร ยิงคนที่จะมาประสงค์ร้ายอะไรก็แล้วแต่ ยังไงก็ต้องถูกตั้งข้อหาก่อนแล้วไปหลุดในศาล ผมอาจจะสื่อสารสั้นไปนิดนึง แต่จุดประสงค์ เจตนารมณ์ คือ ไม่อยากให้ พวกเราเนี่ย อยู่ใกล้อาวุธปืน เพราะว่ามันไม่เคยทำสิ่งที่ดีให้กับทั้งคนที่ถูกอาวุธปืนหรือคนที่ใช้อาวุธปืนเลย คนที่ถูกอาวุธปืนก็บาดเจ็บเสียชีวิต คนที่ใช้อาวุธปืนก็ต้องไปขึ้นโรงขึ้นศาล ถามว่าแล้วมันกว่าจะหลุด กว่าจะมีคำพิพากษา อ่อเข้าใจควรแก่เหตุแล้วเนี่ย คุณต้องเสียเวลาไปขึ้นศาล ไปประกันตัว ไปทำอะไรต่างๆ มากมาย

“ผมก็ได้แต่พูดเตือนสติกันเท่านั้น ไม่ใช่ว่าใครจะต้องเชื่อหรือไม่เชื่อ เพราะมีกฎหมายอยู่แล้ว กฎหมายไม่ได้ไปไหน ไม่ได้ถูกเปลี่ยนแปลง อย่าได้ปืนดีที่สุด” นายกฯ กล่าว