xs
xsm
sm
md
lg

กมธ.ตำรวจ ลุยศูนย์คัดแยกพัสดุ สกัดยาเสพติด-ปืน ด้านเอกชนรับไม่มีเครื่องเอกซเรย์ แต่ใช้มาตรการเข้มจับผิดพฤติกรรมสงสัย

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



กมธ.ตำรวจ สภาผู้แทนฯ บุกศูนย์คัดแยกพัสดุสกัดยาเสพติดและปืน เอกชนยอมรับไม่มีเครื่องเอ็กซเรย์ในประเทศ แต่ใช้มาตรการเข้มจับพิรุธคนส่ง ทั้งหลบกล้อง ใส่หมวกกันน็อก และใช้คนอื่นฝากส่งแทน

เมื่อวันที่ 11 สิงหาคม คณะกรรมาธิการ (กมธ.) การตำรวจ สภาผู้แทนราษฎร นำโดยจ่าอากาศเอก อภิชาติ แก้วโกศล สส.เพชรบุรี พรรคภูมิใจไทย ในฐานะรองประธาน กมธ. พร้อมด้วยกรมการปกครอง จังหวัดสมุทรปราการ ตำรวจภูธรจังหวัดสมุทรปราการ สำนักงานพาณิชย์จังหวัดสมุทรปราการ กรมการขนส่งทางบก กรมศุลกากร และสถานีตำรวจภูธรบางแก้ว ลงพื้นที่ศึกษาดูงาน ณ ศูนย์คัดแยกสินค้า บริษัท เคเอ็กซ์ เอ็กซ์เพรส (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) อำเภอบางพลี จังหวัดสมุทรปราการ ภายใต้หัวข้อการบูรณาการความร่วมมือระหว่างภาครัฐกับผู้ให้บริการขนส่งพัสดุเอกชน เพื่อป้องกันการลักลอบขนส่งของสิ่งผิดกฎหมาย

โดยจ่าอากาศเอก อภิชาติ กล่าวว่า การดูงานในวันนี้ เพื่อดูปัญหาเกี่ยวกับยาเสพติดและการลักลอบขนส่งของผิดกฎหมาย เป็นนโยบายของรัฐบาลที่ต้องช่วยกัน เพื่อให้ประชาชนเกิดความสุขในการใช้ชีวิตประจำวัน ทุกภาคส่วนต้องร่วมมือกัน ซึ่งการมาในวันนี้เป็นการศึกษาและขอคำแนะนำจากบริษัทขนส่ง เพื่อเป็นแนวทางในการปรับปรุงแก้ไข

ด้านนายเจี้ยนเหวิน เหลียง ประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายงานฝ่ายปฏิบัติการ บริษัท เคเอ็กซ์ เอ็กซ์เพรส (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ที่ผ่านมาเราได้ให้ความร่วมมือกับหน่วยงาน และสำนักงานตำรวจแห่งชาติอย่างใกล้ชิดมาโดยตลอด เพื่อให้ถูกใช้เป็นช่องทางในการขนส่งของผิดกฎหมาย ตนมีความยินดีที่ กมธ.ฯ ได้มาดูงานในวันนี้ ก็ได้นำเสนอระบบการคัดกรองสินค้าที่มีความปลอดภัยด้วยเทคโนโลยีและเสริมสร้างความร่วมมืออดีตในการรักษาความสงบเรียบร้อยหน่วยงานภาครัฐ ตนขอขอบคุณทุกท่านเป็นอย่างสูง

ทั้งนี้ ในการบรรยายสรุป จ่าอากาศเอก อภิชาติ ได้สอบถามว่า สิ่งที่น่ากังวลคือสินค้าที่เป็นอันตรายกับประชาชน โดยเฉพาะยาเสพติด อาวุธปืน และระเบิด ซึ่งเหตุการณ์ในยุคนี้กระแสอาวุธปืน สร้างปัญหาให้กับสังคมหลายเรื่อง ตามที่ทุกท่านเห็นตามสื่อ ตนอยากจะถามว่ามีเครื่องเอ็กซเรย์โดยตรงหรือไม่ในการตรวจสินค้า หรือที่ผ่านมามีการตรวจพบเจอยาเสพติด อาวุธปืนหรือระเบิดหรือไม่

จากนั้น ตัวแทนเจ้าหน้าที่ยอมรับว่าเครื่องเอ็กซเรย์ในส่วนของภายในประเทศนั้น เรายังไม่มี แต่จะมีวิธีการคัดกรองอื่น เช่น การตรวจบัตรประชาชน ซึ่งโดยธรรมชาติแล้วผู้ที่จะทำผิดกฎหมายมักจะไม่ส่งด้วยตัวเอง หากมีการฝากส่ง บริษัทจะมีมาตรการให้รายชื่อผู้ส่งมากกว่า 2 ชื่อ ซึ่งหากมีผู้กระทำผิด เวลามาส่งด้วยตัวเองก็จะหลบมุมกล้องวงจรปิด ใส่หมวกกันน็อค ซึ่งเมื่อสินค้าเข้ามาภายใน บริษัทจะมีการเก็บบันทึกภาพกล่องทุกกล่อง ชั่งน้ำหนัก หลังจากนั้นตอนที่ออกไปส่งของ พฤติกรรมที่เราพบเจอบ่อยๆ คือโทรไปไม่รับ จะไม่ระบุให้เราไปส่งที่บ้าน

“จะเป็นลักษณะการนัดเจอภายนอกหรือขอเข้ามารับเองที่ศูนย์กระจายสินค้า หากเราพบเจอสิ่งนี้ เราจะขออนุญาตเปิดกล่องจากต้นทาง แต่หากติดต่อไม่ได้เราก็จะรู้ว่าสินค้าประเภทนี้เป็นสินค้าต้องห้าม หลังจากนั้นจะติดต่อเจ้าหน้าที่ระดับพื้นที่เพื่อเปิดสินค้าร่วมกัน แล้วยึดสินค้า” เจ้าหน้าที่ กล่าว

ด้าน พลตำรวจตรี ภูมินทร์ สิงหสุต ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดสมุทรปราการ กล่าวว่า มีหลายกรณีกรณีที่ส่งของผิดกฎหมายผ่านช่องทางนี้ ซึ่งเราจะมีมาตรการร่วมมือกับบริษัทเอกชน ส่งตัวแทนเข้ามาแลกเปลี่ยนข้อมูล ประเมินสถานการณ์เป็นประจำ รวมถึงกำหนดการแจ้งข้อมูลด่วน สำนักงานตำรวจแห่งชาติจะมีการแจ้งข้อมูลพื้นที่เสี่ยง บุคคลหรือกลุ่มเครือข่ายในปัจจุบันว่ามีรูปแบบใดบ้างให้กับบริษัทเอกชน เพื่อปรับรูปแบบการนำส่ง

พลตำรวจตรี ภูมินทร์ กล่าวต่อว่า การตรวจพัสดุต่างๆ จากนั้นบริษัทขนส่งจะจ้างข้อมูลที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ เช่น เปลี่ยนจุดรับส่งพัสดุบ่อยๆ นอกจากนี้จะมีการตรวจร่วม ทั้งเอกสาร ภาพถ่าย หากตรวจยึดของกลางได้ก็มีการดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป โดยจะมีการดำเนินคดีจนถึงที่สุด สิ่งที่ต้องดำเนินการต่อเนื่องคือระบบการแจ้งกระแส เรากำหนดผ่านแอปพลิเคชัน กลุ่มไลน์

ขณะที่นายวิวัฒน์ จันทร์โอภาส ปลัดจังหวัดสมุทรปราการ กล่าวว่า ภาครัฐให้ความสำคัญเรื่องการขนส่ง เพราะปัจจุบันปฏิเสธไม่ได้ว่ายังมีการลักลอบขนส่งพัสดุผิดกฎหมายบ่อยครั้ง ซึ่งต้องอาศัยการบูรณาการร่วมกันในทุกหน่วยงานที่มีส่วนเกี่ยวข้อง จังหวัดสมุทรปราการให้ความสำคัญกับการบังคับใช้กฎหมาย การเพิ่มโทษลักลอบนำเข้าอาวุธปืน สิ่งเทียมอาวุธปืน รวมถึงเพิ่มโทษผู้สนับสนุนเครือข่ายด้วย พร้อมเน้นย้ำเรื่องการใช้เทคโนโลยีมาช่วยวิเคราะห์พัสดุขนส่งที่มีรูปร่างแปลกประหลาดหรือสิ่งที่น่าสงสัย

ด้าน พ.ต.อ.ไพโรจน์ เพ็ชรพลอย ผู้กำกับ สภ.บางพลี กล่าวว่า ส่วนตัวค่อนข้างมั่นใจในบริษัทขนส่งนี้และมั่นใจสาขาที่รับพัสดุ แต่ก็ยอมรับว่ากังวลความผิดพลาดของบุคลากรที่ปฏิบัติการหน้างาน จึงฝากให้ทางบริษัทขนส่งพัฒนาเจ้าหน้าที่รับ พัสดุ หากเป็นสินค้าคนไทยก็สามารถตรวจสอบบัตรประชาชนหรือเบอร์โทรศัพท์ได้ ไม่มีปัญหา แต่หากเป็นพัสดุที่ส่งโดยชาวต่างชาติ เจ้าหน้าที่มีความรู้ในการตรวจสอบ เอกสารของผู้ส่งเหล่านั้นอย่างไร เช่น พาสปอร์ต หรือคนขนส่งเป็นคนคนเดียวกันหรือไม่ หากมีการปลอมเอกสารจะทำอย่างไร ส่วนในกรณีที่จะเปิดพัสดุที่จะส่งภายในประเทศหากปลายทางไม่รับสาย บริษัทมีอำนาจในการเปิดร่วมกับเจ้าหน้าที่ แต่ในกรณีหากเป็นพัสดุที่ส่งมาจากต่างประเทศจะทำอย่างไร

ทำให้เจ้าหน้าที่ ยอมรับว่า หากติดต่อปลายทางไม่ได้ ไม่มีอำนาจในการเปิดพัสดุ กรณีที่หลายครั้งเป็นสินค้าต้องห้ามต้นทางจะไม่มีการรับสาย จึงถือให้ว่าเป็นพัสดุที่ผิดปกติ จึงต้องมีการขอความร่วมมือจากเจ้าหน้าที่ตำรวจ เพื่อใช้อำนาจในการเปิดตามกฎหมาย ส่วนสินค้าที่มาจากต่างประเทศ ยังไม่เข้าเงื่อนไขในการเปิดสินค้า ปัจจุบันจึงยังไม่มีการเปิดสินค้าแต่ใช้เครื่องตรวจเอกซเรย์สินค้าภายในว่ามีลักษณะอย่างไรต้องสงสัยหรือไม่

ต่อมา หัวหน้ากลุ่มงานด้านอาวุธปืน กรมการปกครอง กล่าวว่า เราได้มีการแจ้งไปยังท้องที่ทั่วประเทศในการตรวจสอบเรื่องการขอใบอนุญาตอาวุธปืน ส่วนเรื่องการขนส่ง ตนมีข้อสงสัยว่าถ้าเป็นอาวุธปืนถูกกฎหมาย และสิ่งเทียมอาวุธปืน จะรับส่งหรือไม่ ซึ่งเจ้าหน้าที่ตอบว่าไม่รับเลย

จากนั้ย ผู้แทนจากกรมศุลกากร เปิดเผยว่าที่ผ่านมาสินค้า ลักลอบนำเข้าและส่งออกสินค้าผิดกฎหมาย ในปี 2569 จากข้อมูลล่าสุดพบว่ามีทั้งหมด 95 คดี แบ่งเป็นรรอบการนำเข้า 54 คดี ลักลอบส่งออก 41 คดี ส่วนใหญ่เป็นยาเสพติด ชนิดต่างๆ โดยประเทศปลายทางที่มีความเสี่ยงเช่น ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ เยอรมนี เกาหลีญี่ปุ่น เป็นต้น ส่วนอาวุธปืน ส่งผ่านศุลกากรน้อยมาก เพราะสินค้าประเภทนี้ ต้องสั่งซื้อผ่านทางแพลตฟอร์ม โดยแต่ละแพลตฟอร์มก็จะมีมาตรการป้องกัน ไม่ให้มีการลักลอบส่งสินค้าประเภทนี้อยู่แล้ว

ด้าน เจ้าหน้าที่ตำรวจผู้แทนจากฝ่ายสืบสวนของจังหวัดสมุทรปราการ แนะนำให้บริษัทขนส่งติดตั้งกล้องวงจรปิดแบบที่บันทึกหน้าตรงสำหรับผู้ที่มา ส่งพัสดุ เพื่อให้ง่ายต่อการตรวจสอบ กรณีมีพัสดุต้องสงสัยจะทำให้ง่ายต่อการตรวจสอบของพนักงานสืบสวนมากขึ้น พร้อมแสดงความกังวล ถึงเรื่องการขนส่งยาเสพติดที่ในปัจจุบันเพิ่มมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง