เริ่มเห็นชัดขึ้นทุกทีสำหรับ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ตลอดระยะเวลากว่า 4 เดือนที่ดำรงตำแหน่งสำคัญยังไม่เห็นผลงานที่เป็นรูปธรรม หรือมีมาตรฐานในการทำงาน ส่วนใหญ่มักจะออกมาในทาง “สร้างทอนเทนต์” เรียกร้องความสนใจ หรือว่าอาจจะเป็นแบบในทางตรงกันข้ามคือ “เบี่ยงเบน” ความสนใจ เพื่อให้สังคมหันเหไปอีกเรื่องหนึ่ง หลังจากที่ตัวเอง หรือรัฐบาลกระทำผิดพลาดบางอย่าง
หรือกรณีล่าสุดกำลังกลายเป็น นักสร้าง “วาทกรรม” ขึ้นมาอีกแล้ว จนทำให้ต้องมีการเบรกเอาไว้ก่อน เตือนว่าให้หยุดสร้างวาทกรรม แล้วเร่งทำงานแก้ปัญหาที่กำลังสุมอยู่มากมายในเวลานี้
ก่อนหน้านี้ นายอนุทิน มีการโพสต์ข้อความปริศนาว่า “วิ่งหัวชนกำแพงทุกวัน แต่กำแพงก็ยังสูงขึ้น หนาขึ้น ถ้ายังคงวิ่งชนอยู่ มันก็เจ็บหัวอีก” จนมีการนำไปเชื่อมโยงว่าเป็นการโพสต์พาดพิง น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล สส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคประชาชน จนถูกบรรดา สส.พรรคประชาชนออกมาโพสต์ตอบโต้นั้น หมายถึงใคร โดยนายกรัฐมนตรี ได้เอามือแตะไปที่หน้าผาก ก่อนกล่าวว่า “หัวโน”
แต่เมื่อถามย้ำว่าต้องการจะสื่ออะไร นายกรัฐมนตรี กล่าวเพียงว่า ”สอนตัวเอง เตือนตัวเอง”
ขณะที่ฝ่ายค้านอย่าง “หมอวรงค์” นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคไทยภักดี ที่นอกจากชี้ให้เห็นถึงความล้มเหลวของรัฐบาลสารพัดเรื่องแล้ว ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการสร้างความลำบากให้กับชาวบ้านในเรื่องอุทธรณ์บัตรคนจนที่ยังมีปัญหาอยู่ราว 5 ล้านคน จนเวลานี้หลายคนถอดใจ เพราะกระบวนการยุ่งยาก กรณี TH-AI Passport ที่มีการล็อกสเปก ที่คิดราคาแพงเกินจริง
หรือแม้แต่เรื่องใหญ่อย่างกรณีที่ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย ที่ออกมาเตือนเรื่อง ธนบัตรใบละ 1 พันบาทหายไปจากระบบ 1 แสน 4 หมื่นล้านบาท ถือเป็นเรื่องใหญ่มาก เพราะเป็นเงินทุจริต เงินทุนเทาที่ไปซุกอยู่ที่บ้านใครก็ไม่รู้ แต่ยังไม่เห็นคนในรัฐบาลออกมาพูดเรื่องนี้เลย
“ผมเห็นข่าวช่วงนี้ มีข่าววาทกรรม ฝ่ายค้านหลักเขาก็มีหน้าที่ในการแซะรัฐบาลตามหน้าที่ของเขา แต่รัฐบาลท่านควรจะต้องวางตัวเป็นผู้ใหญ่ที่มีวุฒิภาวะ ไม่ควรมาสร้างวาทกรรมทะเลาะกันไปมา เพราะประชาชนไม่ได้อะไร ประชาชนต้องการให้ท่านมาแก้ปัญหาปากท้อง ประชาชนไม่ได้ต้องการรัฐบาลที่มาสร้างวาทกรรมผ่านไปวันๆ” นพ.วรงค์ กล่าว และเห็นว่าคนเป็นนายกรัฐมนตรีไม่ควรมีเวลามานั่งทะเลาะกับใคร ไม่ต้องไปสร้างวาทกรรม
“ถ้าท่านนายกฯ ลงไปแก้ปัญหา จัดการให้เกิดความชัดเจน โช๊ะๆๆ แต่ละเรื่อง ไปข้างหน้าต่อ แต่วันนี้ท่านมานั่งหยุด มัวมานั่งทะเลาะ เขียนวาทกรรม เสียเวลาประเทศ” นพ.วรงค์ กล่าว
จะจริงหรือไม่จริง จะเห็นคล้อยตามที่ “หมอวรงค์” พูดหรือเปล่า ไม่ว่ากัน แต่หลายเรื่องจากผลงานที่ผ่านๆมา ล้วนถือว่า “ยังไม่เข้าตา” เลยซักเรื่อง หลายคนอาจโต้แย้งว่า เป็นเพราะเวลาเพิ่งผ่านมาแค่ 3-4 เดือนเท่านั้น ยังวัดอะไรไม่ได้มาก อย่างไรก็ดีหากพิจารณากันตามความเป็นจริงการบริการจัดการที่ดี ด้วยระยะเวลาเพียงเท่านั้นก็ต้องเห็น “แนวโน้ม” ที่ดี ต้องเริ่มเห็นแนวทางที่ชัดเจน
แทบทุกเรื่องยังไร้ความหวัง การแก้ปัญหาทุกเรื่องไม่เคยสะเด็ดน้ำ หากไล่เรียงมาทีละเรื่อง ในตอนแรกดูเหมือนว่า ขึงขังเอาจริงเอาจัง แต่สรุปสุดท้ายไม่สามารถวัดค่าผลสัมฤทธิ์ได้สักเรื่อง หรือสามารถสร้างความจดจำในความสำเร็จของรัฐบาลนี้ ทั้งที่ด้วยเงื่อนไข และศักยภาพของรัฐบาล บุคลากร ล้วนมีครบครัน เป็นรัฐบาลผสมที่มีเสถียรภาพ ตัวผู้นำรัฐบาลหรือนายกรัฐมนตรีสามารถสั่งการตามนโยบายของรัฐบาลได้อย่างเต็มที่ แต่ผลที่ออกมาล้วนน่าผิดหวัง
มิหนำซ้ำที่กระทรวงมหาดไทยที่ตัวเองดำรงตำแหน่งที่กระทรวงนี้มาอย่างต่อเนื่องยาวนาน จนมีการวางตัวบุคคลมามากมาย แต่กลายเป็นว่ามีแต่เรื่องอื้อฉาว มีความล้มเหลว
ที่ผ่านมามีเสียงวิจารณ์กันถึงเรื่อง “ลูกเทพ” หรือบรรดารัฐมนตรีที่มาตามโควตาของครอบครัว “บ้านใหญ่” ไม่ใช่ใต่เต้ามาด้วยความสามารถและประสบการณ์ กลายเป็นว่าคนพวกนี้กำลังถูกจับจ้องจากสังคม ถูกปรามาสทำนองว่า “มือไม่ถึง” เป็นได้แค่เด็กฝึกงานเท่านั้น
แม้ว่านาทีนี้ฝ่ายค้าน โดยเฉพาะพรรคหลักอย่างพรรคประชาชน ที่ถูกวิจารณ์อย่างหนักหน่วงไม่แพ้กันทั้งในเรื่องคุณภาพ มีแต่เรื่องอื้อฉาวไม่แพ้กัน จนที่ผ่านมาติดกับดักตัวเอง ทั้งในเรื่อง “มีเทาไม่มีเรา” แต่ในพรรคของตัวเองกลับมีเรื่อง “สีดำปี๋” ออกมาอย่างต่อเนื่อง แต่อย่างไรก็ดีในฐานะฝ่ายค้าน ก็ต้องเดินหน้ายื่นญัตติขอเปิดอภิปรายทั่วไปเพื่อลงมติไม่ไว้วางใจรัฐบาล หรือ “ซักฟอก” รัฐบาลภายใต้การนำของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล จนได้ ซึ่งคาดว่าน่าจะมีการยื่นญัตติและอภิปรายกันราวเดือนตุลาคม ในช่วงปลายสมัยประชุมสภาสมัยสามัญ
ขณะเดียวกันบรรดารัฐมนตรีที่รอคิว “ถูกเชือด” ในญัตติซักฟอก ดังกล่าวในอนาคตอันใกล้นี้ นอกเหนือจาก นายอนุทิน ชาผยวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ที่เป็นเป้าหมายหลักแล้ว รวมถึงบรรดารัฐมนตรี “ลูกเทพ” บางคน ที่กาหัวเอาไว้ล่วงหน้าได้เลยก็คือ นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม หรือดีอี และ นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ที่ผลงานน่าผิดหวัง จนระยะถูกลดบทบาทลงมาเรื่อยๆ
เอาเป็นว่า หากพิจารณาในภาพรวมๆแล้ว ก็ต้องยอมรับว่า ในเรื่องวาทกรรม และการสร้างคอนเทนต์รายวันแล้ว นายอนุทิน ชาญวีรกูล ทำได้ดีเกินคาด แต่สำหรับเรื่องผลงานที่เป็นเรื่องเป็นราวแล้ว ถือว่ายัง “ไม่เอาอ่าว” ยังสร้างความหวังอะไรไม่ได้มาก และที่ผ่านมายังไม่สามารถใช้ความสามารถหรือผลงานกลบเสียงวิจารณ์ที่ดังมารอบทิศทางไม่ได้เลย !!


