xs
xsm
sm
md
lg

เงินแสนล้านหายไปไหน? หรือบ้านใหญ่ตุนไว้ซื้อเสียง “นายกฯ หนู” อย่าเอาหัวชนกำแพง!

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



เมื่อช่วงต้นเดือนที่ผ่านมานี้ นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าฯ แบงก์ชาติ ออกมาเปิดเผยข้อมูลว่า ธนบัตรชนิดราคา 1,000 บาท จำนวน 2 รุ่น ซึ่งมีอายุราว 20–30 ปี มูลค่ารวมประมาณ 140,000 ล้านบาท ไม่ไหลกลับเข้าสู่ระบบการเงินตามปกติ

เป็นไปได้ว่า เงินสดจำนวนหนึ่งอาจถูกเก็บไว้นอกระบบเศรษฐกิจ หรือหมุนเวียนอยู่ในธุรกรรมที่ไม่ผ่านระบบสถาบันการเงิน ซึ่งถือเป็น "สัญญาณความผิดปกติ" ที่กำลังเกิดขึ้น

เงินไปอยู่กับทุนสีเทา ธุรกิจผิดกฎหมาย และ ธุรกรรมที่ยากต่อการตรวจสอบ หรือเปล่า? 

เรื่องนี้ ถึงกับมีคนเสนอถ้าทางแก้ในเชิงดัดหลังว่า ให้แบงก์ชาติออกนโยบาย ยกเลิกแบงก์พันบางรุ่น แล้วออกรุ่นใหม่มาทดแทน โดยแบงก์พันรุ่นที่จะยกเลิก ให้นำมาแลกเป็นธนบัตรรุ่นใหม่ได้ทันที ภายในเวลาที่กำหนด 

เพียงแต่ต้องปฏิบัติตามระเบียบแบงก์ชาติ คือ แลกเงินหรือฝากเงิน เกิน 2 ล้าน ต้องแจ้งที่มา ถอนเงิน 5 ล้านบาทขึ้นไป ต้องแจ้งวัตถุประสงค์ 

ถ้าทำได้ เงิน 1.4 แสนล้านบาท อาจจะโผล่ขึ้นมาหมุนเวียนบนดิน หากไม่โผล่ขึ้นมา เงินโกง เงินโจร เงินยาเสพติด ก็หมดสิทธิ์ได้ใช้ 

อย่างไรก็ตาม มีการมองว่าส่วนหนึ่งของเงินดังกล่าว อาจไปอยู่ในมือ “บ้านใหญ่” ที่ไว้ซื้อเสียงเลือกตั้ง ก็เป็นได้ 
เพราะช่วงก่อนเลือกตั้งปี 2569 มี “สัญญาณเงินสดผิดปกติ” จริง ... มีข้อมูลที่สามารถตรวจสอบได้

ช่วงก่อนการเลือกตั้ง 8 ก.พ.69 ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้แจ้งให้ธนาคารพาณิชย์ รายงานการถอนเงินสดผิดปกติ และพบธุรกรรม ตั้งแต่ 100–250 ล้านบาทต่อรายการ บางรายถอนถึง 200 ล้านบาท และกำหนดชนิดธนบัตรชัดเจน เช่น ต้องการแบงก์ 100 หรือ แบงก์ 500 เท่านั้น 

เรื่องนี้ กกต. ก็รับทราบ และมีการประสานกับแบงก์ชาติ รวมถึงส่งข้อมูลให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องตรวจสอบเส้นทางเงินด้วย
และก่อนหน้านั้นก็มีรายงานว่า ช่วงประมาณ 4 เดือน ก่อนเลือกตั้งมีกระแสเงินสดจำนวนมหาศาล ระดับแสนล้านบาท จนเกิดข้อสังเกตว่า อาจเกี่ยวข้องกับการระดมทุนเพื่อการเลือกตั้ง 

แล้วอย่างนี้ มันจะเกี่ยวกับบ้านใหญ่ และการเลือกตั้งหรือไม่?!

ถ้าวิเคราะห์ถึงเส้นทางของเงินจำนวนดังกล่าวไปที่ไหนได้บ้าง ก็พอจะแยกแยะได้ดังนี้ 

1.ทุนเทา/ธุรกิจผิดกฎหมาย อันนี้เป็นสมมติฐานที่ ธปท.และรัฐบาล พูดถึงโดยตรง เพราะเงินสดจำนวนมากเป็นเครื่องมือสำคัญของธุรกิจสีเทา การพนัน ยาเสพติด สแกมเมอร์ การฟอกเงิน และธุรกิจที่ไม่ต้องการให้เกิดร่องรอยในระบบธนาคาร จนรัฐบาลเองก็ประกาศยกระดับการตรวจธุรกรรมเสี่ยง เพื่อตัดวงจรทุนเทา 

2 .เงินนอกระบบเศรษฐกิจทั่วไป ต้องไม่ลืมว่าคนไทยบางส่วนยังใช้เงินสดจำนวนมาก เงินสดอาจถูกถอนออกมาเพื่อซื้อขายที่ดิน ธุรกิจค้าส่ง ค่าแรง การค้าชายแดน ธุรกิจที่ไม่ต้องการฝากธนาคาร เก็บเงินสดไว้ในบ้าน/เซฟ หรือเตรียมใช้จ่ายในช่วงเทศกาล และกิจกรรมทางเศรษฐกิจ ... ดังนั้น ช่องทางนี้ ไม่ถือเป็นเงินผิดกฎหมาย

3.การเมืองและการเลือกตั้ง ช่องทางนี้น่าสนใจที่สุด เพราะมันมีองค์ประกอบมาประกอบกันหลายอย่าง

อันดับแรกคือ ช่วงเวลา… ปรากฏว่ามีการถอนเงินผิดปกติจำนวนมากเกิดขึ้นในช่วงใกล้การเลือกตั้งปี 2569 ที่ผลออกมาว่า พรรคสีน้ำเงิน ชนะถล่มทลาย 

อันดับต่อมา ลักษณะธนบัตร… มีการกำหนดว่า ขอเป็นแบงก์ 100 บาท และ 500 บาทโดยเฉพาะ ซึ่งต่างจากธุรกรรมของธุรกิจขนาดใหญ่ ทั่วไปที่มักต้องการความสะดวกในการเคลื่อนย้ายเงิน

นอกจากนี้ ลักษณะการถอน มีการถอนครั้งละ 100–250 ล้านบาท ซึ่งไม่ใช่พฤติกรรมของประชาชนทั่วไป 
ตรงนี้แหละ ที่ทำให้เกิดคำถามว่า ถ้าเงินก้อนใหญ่ถูกเปลี่ยนเป็นแบงก์ย่อยจำนวนมาก แล้วนำออกจากระบบ จะเอาไปทำอะไร?

หนึ่งในคำตอบที่ลอยมาเป็นอันดับแรก คือ เอาไปใช้ในทางการเมืองระดับพื้นที่ …เอาไปซื้อเสียง!  กล่าวคือ เมื่อเงินออกจาก นักธุรกิจ...ผู้รับเหมา...ธุรกิจสีเทา... กลุ่มทุน ผ่านคนกลาง หรือเครือข่ายการเมือง ไปถึง “บ้านใหญ่” ระดับจังหวัด ไปยังหัวคะแนนระดับอำเภอ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ผู้นำชุมชน เครือข่ายท้องถิ่น จากนั้นเงินสด ก็จะไปถึงประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งในพื้นที่ 
 
การใช้เงินสด มีข้อได้เปรียบกว่าเงินโอน เพราะไม่ทิ้งเส้นทางธุรกรรมในบัญชีธนาคารให้เห็น 
 
และถ้าจะซื้อเสียง เงินจำนวนมหาศาลระดับพันล้าน หมื่นล้าน ก็ไม่จำเป็นต้องไปถึงประชาชนในครั้งเดียว แต่สามารถแตกแยกย่อย ผ่านเครือข่ายได้

อย่างไรก็ตาม เงินจำนวนมากที่เกี่ยวข้องกับ “บ้านใหญ่” นี้ อาจไม่ได้ใช้ซื้อเสียงจากประชาชนเพียงอย่างเดียว

แต่อาจถูกใช้เพื่อรักษาเครือข่ายอำนาจทางการเมืองด้วย ไม่ว่าจะเป็นหัวคะแนน เครือข่ายท้องถิ่น สมาชิกสภาท้องถิ่น อบต./เทศบาล/อบจ. แม้กระทั่ง ส.ส.

เพราะบ้านใหญ่ ไม่ได้ต้องการเพียงคะแนนเสียงในวันเลือกตั้ง แต่ต้องการเครือข่ายการเมือง ที่ทำงานได้ตลอดทั้งปี

เรื่องการซื้อสิทธิ ขายเสียง ในลักษณะเช่นนี้ อย่าไปคาดหวังว่า กกต.ยุคใส่เสื้อสีน้ำเงิน จะจับได้ไล่ทัน
 

เพราะที่ผ่านมาเห็นมีแต่กรณีทอดผ้าป่า เอาเงินใส่ซองทำบุญเท่านั้นที่ กกต. ตามไปเอาผิด แจกใบเหลือง ใบแดงได้!