ที่ผ่านมาแม้ว่า ทั้ง นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กับประธานาธิบดี สีจิ้นผิง ของจีน ได้มีการเน้นย้ำในเรื่อง “ครอบครัวเดียวกัน” มีความสัมพันธ์พิเศษ แต่ในความเป็นจริงทุกอย่างเริ่มเปลี่ยนไป และ “จีนเริ่มไม่เหมือนเดิม” จนคนไทยเริ่มรู้สึกได้ และถึงเวลาอาจต้องมาตั้งสติกันใหม่ตั้งแต่ตอนนี้
“จีน-ไทย ใช่อื่นไกล พี่น้องกัน” คำนี้สำหรับคนไทยแล้วได้ยินมานานมาก และสะท้อนอยู่ข้างในใจลึกๆมาตลอด ความผูกพันระหว่างคนสองสัญชาตินี้มีมายาวนาน และหลอมรวมกันตอนนี้แยกกันไม่ออก อีกทั้งคนจีนที่อพยพมาตั้งรกรากในไทยก็ไม่มีปัญหาถูกแบ่งแยกกีดกันเหมือนที่ถูกกระทำในประเทศอื่น จนเวลานี้ “ผสมกลมกลืน” ได้อย่างลงตัว
ขณะเดียวกันหากโฟกัสไปที่ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ไทยกับจีน ก็ย่อมส่งผลในทางเดียวกัน แม้ว่าที่ผ่านมาอุดมการณ์ทางการเมืองอาจจะแตกต่างกัน ระบบการเมืองการปกครองไม่เหมือนกัน แต่สำหรับความผูกพันที่มีมาอย่างยาวนานดังกล่าวก็ทำให้มีความแนบแน่นได้ไม่ยาก
อีกทั้งหากพิจารณาจาก ภูมิรัฐศาสตร์ ในภูมิภาค ระหว่างไทยกับจีนก็ถือว่าไม่มีปัญหา ไม่มีความขัดแย้งในเรื่องเขตแดน ไม่มีปัญหาเรื่องการอ้างสิทธิ์เขตแดน ที่จีนกำลังมีปัญหาในภูมิภาคในกรณีทะเลจีนใต้ ทุกอย่างจึงราบรื่น
แต่แล้วจู่ๆทุกอย่างเริ่ม “ไม่เหมือนเดิม” จีนเริ่มเปลี่ยนไป คำพูดที่เคยบอกว่า “ไทย-จีน” หรือ “จีน-ไทย พี่น้องกัน” เริ่มใช้ไม่ได้แล้ว กลายเป็น “ผลประโยชน์ต้องมาก่อน” และจีนกำลังถูกมองว่า “พวกเขา(จีน)กำลังมองไทยเหมือนกับประเทศอื่น” ไม่มีความผูกพันเหมือนเมื่อก่อนอีกต่อไปแล้ว” ขณะเดียวกันทำให้ไทยก็เริ่มสังเกตเห็นได้ชัดเจนมากขึ้น
สิ่งที่กลายเป็น “สร้างความรู้สึก” ให้กับคนไทยจนเห็นได้ชัดจากกรณี “ไทย-กัมพูชา” ที่นาทีนี้ถือว่าเป็นความขัดแย้งแบบ “เข้ากระดูก” โดยไม่รู้ว่าต้องใช้เวลาอีกนานเท่าไหร่ถึงจะคลี่คลายลง หรืออาจเป็นความรู้สึกแบบนี้ตลอดไปเลยก็ได้ แต่สำหรับไทยกลับเริ่มมองจีนในอีกความรู้สึกหนึ่งหลังจากที่ ทางทูตจีนประจำกัมพูชาคือ นายหวังเหวิน ปิน ได้ประกาศสนับสนุนอธิปไตยของกัมพูชา โดยย้ำความเป็นหุ้นส่วนที่เชื่อถือได้
แน่นอนว่าท่าทีของทางฝ่ายจีนต่อกรณีดังกล่าวอาจเข้าใจได้ว่าเขาต้องการรักษาผลประโยชน์ในกัมพูชา ทั้งในเรื่อง “ฐานทัพเรือเรียม” ที่จีนลงทุนปรับปรุงใหม่ และเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญเพื่อถ่วงดุลอำนาจกับสหรัฐอเมิรกา แต่ขณะเดียวกันในกรณีที่จีนยังมีความสัมพันธ์กับไทยมายาวนาน จีนก็ไม่ควรมีท่าทีแบบนั้นออกมาให้ไทยต้องเสียความรู้สึก รวมไปถึงกรณีที่จีนกำลังเร่งเติมอาวุธให้กัมพูชามากมาย ซึ่งเป้าหมายชัดเจนว่าต้องนำมาใช้สู้รบกับไทยหากสถานการณ์รุนแรงขึ้นมาอีกรอบ
วกกลับมาที่ความสัมพันธ์กับไทยที่ระยะหลังถูกมองว่าเริ่ม “ทะแม่ง” มากขึ้นเรื่อยๆ ในแบบที่ไม่เหมือนเดิม โดยเฉพาะท่าทีจากเอกอัครราชทูตคนใหม่ประจำประเทศไทย ที่ในช่วงที่ผ่านมากลับมีท่าทีแปลกๆ เริ่มจากกรณีที่ลงมาแสดงท่าทีกดดันรัฐบาลไทยจากกรณีนักท่องเที่ยวชาวจีนกระทบกระทั่งกับเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย หรือล่าสุดจากเรื่องที่บรรดา “แฟนคลับ”ของนักแสดงชาวจีนทำผิดกฏภายในสนามบินสุวรรณภูมิฝ่าฝืนมาตรการรักษาความปลอดภัย แม้ว่าในเหตุการณ์ดังกล่าวทางฝ่ายเจ้าหน้าที่ไทยบางคนใช้กิริยาในลักษณะ “เหยียด” แต่ก็ถือว่าเป็นเรื่องส่วนบุคคลที่ต้องมีการลงโทษก็ตาม แต่ท่าทีของทางทูตจีนกลับใช้ท่าทีของรัฐบาลมาปกป้องพลเมืองของตัวเองจนเกินพอดี
กระทั่ง นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศทนไม่ไหวกับท่าทีและการแสดงออกแบบนี้ของทูตจีน ต้องออกมาให้ความเห็นในเชิงตำหนิ พร้อมกับเรียกร้องให้มีความสร้างสรรค์และทำหน้าที่ส่งเสริมความสัมพันธ์
ทั้งสองกรณีที่เกิดขึ้นทำให้เกิดปฏิกิริยาในทางลบของคนไทยที่มีต่อนักท่องเที่ยวชาวจีน และคนจีนมากขึ้น มีการเข้าไปแสดงความเห็น ชี้แจงในเพจของสถานทูตจีนแสดงความไม่พอใจ และผิดหวังมากมาย จะด้วยสาเหตุนี้หรือเปล่าที่ในเวลาต่อมา
สถานทูตจีนประจำประเทศไทยเมื่อวันเสาร์(8ส.ค.) ออกประกาศฉบับหนึ่ง เรียกร้องพลเมืองจีนที่เดินทางไปยังประเทศไทย เพื่อร่วมกิจกรรมทางกีฬาและวัฒนธรรมต่างๆ ให้ปฏิบัติตามกฎหมายและกฎระเบียบท้องถิ่น เคารพเจ้าหน้าที่ศุลกากรท้องถิ่น ทำความคุ้นเคยกับกฎกติกาของกิจกรรมต่างๆ และดำเนินการต่างๆผ่านช่องทางอย่างเป็นทางการเพื่อปกป้องสิทธิของตนเอง
ประกาศเตือนนี้มีขึ้น หลังจากเกิดเหตุการณ์ต่างๆนานาที่เกี่ยวข้องกับพลเมืองจีนในไทย ในนั้นรวมถึงเหตุการณ์ที่บุคลากรด้านความมั่นคง ณ สนามบินสุวรรณภูมิ ถูกกล่าวหาว่าแสดงพฤติกรรมไม่เหมาะสม ระหว่างจัดการกับผู้โดยสารชาวจีนรายหนึ่ง ที่ก่อความวุ่นวายและละเมิดกฎระเบียบด้านความมั่นคง
รายงานของโกลบอลไทม์ส สื่อมวลชนแห่งรัฐของจีน ระบุว่าสถานทูตจีนในไทย เรียกร้องพลเมืองชาวจีนที่เดินทางเยือนประเทศไทย เพื่อร่วมกิจกรรมทางวัฒนธรรมและกีฬา ให้ปฏิบัติตามกฎหมายและกฎระเบียบท้องถิ่น เคารพเจ้าหน้าที่ศุลกากรและวัฒนธรรมท้องถิ่น และปฏิบัติตามกฎระเบียบและข้อกำหนดด้านการบริหารจัดการของกิจกรรรมต่างๆเหล่านั้น
สถานทูตจีนเรียกร้องผู้เดินทางมาเยือนชาวจีน มีปฏิสัมพันธ์กับคนไทยด้วยความเคารพ ด้วยความเป็นมิตรและด้วยจิตใจที่เปิดกว้าง และช่วยรักษาไว้ซึ่งมิตรภาพอันยาวนานระหว่าง 2 ประเทศ ภายใต้แนวคิด "จีนและไทยเป็นครอบครัวเดียวกัน"
ในเดือนกรกฏาคม สถานทูตจีนในไทย เคยออกมาเรียกร้องให้ฝ่ายต่างๆที่เกี่ยวข้องตรวจสอบข้อเท็จจริงโดยเร็วที่สุดและจัดการอย่างเหมาะสม ต่อเหตุการณ์ที่แฟนคลับจีนรายหนึ่งถูกเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยใช้กำลังฉุดกระชาก และพาตัวออกจากสถานที่จัดงาน ภายในกิจกรรมแฟนมีตติ้งของ 2 ศิลปินชาวไทย
ท่าทีที่เปลี่ยนไปของสถานทูตจีนในไทย ภายใต้เอกอัครราชทูตจีนในไทยคนใหม่ อาจจะมาจากหลายสาเหตุ แต่ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะอาจมาจากปฏิกิริยาที่ไม่พอใจจากคนไทยมากขึ้นเรื่อยๆในระยะหลัง ทั้งจากปัญหา “ทุนเทา จีนเทา” ปัญหานักท่องเที่ยวชาวจีนบางคนที่มักก่อความเดือดร้อนรำคาญมีให้เห็นบ่อยครั้ง สิ่งเหล่านี้ได้สะสมความไม่พอใจมากขึ้นเรื่อยๆ
ประกอบกับในระยะหลังทางรัฐบาลจีนเริ่มมีท่าที “แข็งกร้าว” มากขึ้นในการเมืองระหว่างประเทศ อาจเป็นเพราะคิดว่าตัวเองกำลังกลายเป็นประเทศมหาอำนาจขนาดใหญ่ สามารถใช้ศักยภาพที่มีอยู่บีบบังคับกดดันประเทศคู่กรณีหรือประเทศอื่นได้มากขึ้น ขณะเดียวกันความสัมพันธ์กับไทยในระยะหลังก็เปลี่ยนไปดังกล่าว แม้กระทั่งในทางเศรษฐกิจบางเรื่องก็ไม่มีความคืบหน้า เช่น กรณี “ซื้อข้าวไทย 5 แสนตัน” ที่จนถึงเวลานี้ก็ยังไม่มีความคืบหน้าแต่อย่างใด
ที่ผ่านมาแม้ว่า ทั้ง นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กับประธานาธิบดี สีจิ้นผิง ของจีน ได้มีการเน้นย้ำในเรื่อง “ครอบครัวเดียวกัน” มีความสัมพันธ์พิเศษ แต่ในความเป็นจริงทุกอย่างเริ่มเปลี่ยนไป และ “จีนเริ่มไม่เหมือนเดิม” จนคนไทยเริ่มรู้สึกได้ และถึงเวลาอาจต้องมาตั้งสติกันใหม่ตั้งแต่ตอนนี้ !!


