สส.กล้าธรรม จี้ ศธ.เอาจริง “สุขภาพจิตเด็กไทย” หลังเหตุรุนแรงในโรงเรียนบ่อยครั้ง เสนอจัด “นักจิตวิทยาประจำโรงเรียน” ครบทุกแห่งทั่วประเทศ ดันโรงเรียนเป็น Safe Zone ป้องกันก่อนเกิดเหตุ ไม่ใช่รอเยียวยาที่ปลายเหตุ
วันนี้ (9 ส.ค.) เมื่อเวลา 09.20 น. น.ส.วงศ์อะเคื้อ บุญศล สส.สกลนคร และรองโฆษกพรรคกล้าธรรม กล่าวถึงกรณีเหตุการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้นในโรงเรียนเทพศิรินทร์ นนทบุรี อำเภอบางกรวย จังหวัดนนทบุรี เมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2569 ซึ่งสร้างความสะเทือนใจให้กับสังคมและทำให้เกิดคำถามถึงมาตรการดูแลความปลอดภัยและสุขภาพจิตของเด็กและเยาวชน ว่า ถึงเวลาแล้วหรือยังที่ภาครัฐจะต้องให้ความสำคัญกับการดูแล “สุขภาพจิตเด็กไทย” อย่างจริงจังและเป็นระบบ
น.ส.วงศ์อะเคื้อ กล่าวต่อว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไม่ควรถูกมองเป็นเพียงเหตุการณ์เฉพาะหน้า แต่ควรเป็นสัญญาณเตือนให้ทุกฝ่ายกลับมาทบทวนระบบดูแลเด็กในสถานศึกษาอย่างจริงจัง เพราะปัจจุบันเด็กและเยาวชนต้องเผชิญกับความเครียด ความกดดัน และปัจจัยทางสังคมรอบด้านที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว ทั้งจากครอบครัว โรงเรียน สังคม รวมถึงโลกออนไลน์
“ดิฉันขอเรียกร้องให้กระทรวงศึกษาธิการเร่งออกมาตรการแก้ไขปัญหาความปลอดภัยในสถานศึกษาอย่างเป็นรูปธรรม ไม่ใช่รอให้เกิดเหตุแล้วจึงเข้าไปแก้ไข แต่ต้องมีระบบป้องกันและเฝ้าระวังที่เข้มแข็ง โดยเฉพาะการจัดสรร นักจิตวิทยาประจำโรงเรียนให้ครบทุกแห่งทั่วประเทศ เพื่อให้เด็กทุกคนสามารถเข้าถึงผู้เชี่ยวชาญได้อย่างเท่าเทียม” น.ส.วงศ์อะเคื้อ กล่าว
รองโฆษกพรรคกล้าธรรม กล่าวด้วยว่า นักจิตวิทยาประจำโรงเรียนไม่ควรเป็นเพียงตำแหน่งที่มีอยู่ในระบบ แต่ต้องเป็นบุคลากรที่สามารถทำงานเชิงรุก เข้าถึงเด็ก รับฟังปัญหา ประเมินความเสี่ยง และประสานผู้ปกครองหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ทันท่วงที โดยเฉพาะเด็กที่กำลังเผชิญกับภาวะความเครียดหรือปัญหาทางอารมณ์
“โลกเปลี่ยน บริบทของสังคมเปลี่ยน เด็กวันนี้ต้องเผชิญกับแรงกดดันมากมาย โรงเรียนจึงต้องเป็น Safe Zone หรือพื้นที่ปลอดภัยที่แท้จริง สำหรับเด็กทุกคน เราต้องทำให้การป้องกันเกิดขึ้นก่อนที่จะเกิดเหตุ ไม่ใช่รอให้เกิดความสูญเสียแล้วค่อยเข้าสู่กระบวนการเยียวยาที่ปลายเหตุ”
ทั้งนี้ น.ส.วงศ์อะเคื้อ ย้ำว่า การสร้างความปลอดภัยในสถานศึกษาไม่ควรจำกัดอยู่เพียงการติดตั้งกล้องวงจรปิดหรือการเพิ่มมาตรการรักษาความปลอดภัยทางกายภาพเท่านั้น แต่ต้องให้ความสำคัญกับความปลอดภัยทางจิตใจ ควบคู่กันไป เพื่อให้เด็กกล้าที่จะพูดเมื่อมีปัญหา และมีคนพร้อมรับฟังและช่วยเหลืออย่างถูกต้องก่อนที่ปัญหาจะลุกลามจนกลายเป็นเหตุรุนแรง


