ผู้ประกอบการหวั่นตลาด 4-5 หมื่นล้านบาทกระจุกตัวกลุ่ม EF หลังที่ประชุม กว.84 โหวต 7 ต่อ 6 จำกัดเตา IF ผลิตเหล็กข้ออ้อย จี้ กมอ.ยึดหลักวิชาการ เตือนหากไม่เป็นธรรมอาจยื่นศาลปกครอง
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ขณะนี้ความขัดแย้งในอุตสาหกรรมเหล็กไทยร้อนแรงขึ้น หลังที่ประชุมคณะกรรมการวิชาการ (กว.) ชุดที่ 84 เมื่อวันที่4 ส.ค. มีมติ 7 ต่อ 6 เสียง เห็นชอบให้จำกัดเทคโนโลยีการผลิตเหล็กเส้นข้ออ้อย ส่งผลให้เตาหลอมแบบเหนี่ยวนำไฟฟ้า (Induction Furnace : IF) ไม่สามารถใช้ผลิตเหล็กประเภทดังกล่าวได้ ขณะที่กรรมการอีก 6 เสียงเห็นว่าไม่ควรจำกัดเทคโนโลยี และควรพิจารณาจากคุณภาพของผลิตภัณฑ์เป็นหลัก และสนับสนุนแนวทางของคณะอนุกรรมการ 84/1
นายศักดิ์ชัย ธนบดีจิรพงศ์ ผู้แทนสมาคมการค้าผู้ประกอบการหล่อหลอมโลหะด้วยเตาเหนี่ยวนำไฟฟ้า (IF) ระบุว่า หลักการกำหนดมาตรฐานอุตสาหกรรมควรพิจารณาจาก “คุณภาพผลิตภัณฑ์” มากกว่า “กรรมวิธีการผลิต” หากเหล็กผ่านข้อกำหนดด้านความแข็งแรง คุณสมบัติทางกล และมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (มอก.) ครบถ้วน ก็ควรถือว่าเป็นผลิตภัณฑ์ที่ได้มาตรฐาน ไม่ว่าจะใช้เทคโนโลยี IF หรือเตาหลอมไฟฟ้า Electric Arc Furnace (EF)
นายศักดิ์ชัยตั้งข้อสังเกตว่า กระบวนการปรับปรุง มอก.ครั้งนี้กลับเพิ่มเงื่อนไขด้านกรรมวิธีการผลิต และตั้งคำถามถึงองค์ประกอบของคณะกรรมการที่เกี่ยวข้อง โดยระบุว่า กว.84 มีตัวแทนจากภาคอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับผู้ประกอบการเทคโนโลยี EF แต่ไม่มีตัวแทนจากฝ่าย IF จึงต้องการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องสร้างความชัดเจนเรื่องความเป็นกลางในการพิจารณา
ทั้งนี้ ก่อนหน้านี้คณะอนุกรรมการ กว.84/1 ซึ่งประกอบด้วยผู้เชี่ยวชาญด้านโลหะวิทยา หน่วยงานวิจัย ผู้ใช้เหล็ก ฝ่ายออกแบบและก่อสร้าง ตลอดจนผู้ผลิต มีความเห็นว่าไม่จำเป็นต้องจำกัดเทคโนโลยีการผลิต โดยสามารถเพิ่มกระบวนการปรุงเหล็กเพื่อยกระดับคุณภาพและสร้างความมั่นใจด้านความปลอดภัยได้
ฝ่ายผู้ประกอบการ IF ยืนยันว่าเห็นด้วยกับการยกระดับมาตรฐานและเพิ่มความเข้มงวดด้านคุณภาพ แต่ไม่เห็นด้วยกับการระบุห้ามเทคโนโลยีใดเทคโนโลยีหนึ่ง เพราะมองว่าอาจกลายเป็นการจำกัดการแข่งขันมากกว่าการยกระดับคุณภาพผลิตภัณฑ์
นายศักดิ์ชัยยังตั้งข้อสังเกตถึงการเปลี่ยนกระบวนการพิจารณา โดยระบุว่า ก่อนหน้านี้คณะกรรมการวิชาการ 2/7 ใช้เวลาศึกษาการปรับปรุงมาตรฐานมานานกว่า 1 ปี และมีแนวทางไม่จำกัดเทคโนโลยี แต่ภายหลังเกิดเหตุอาคารถล่ม กระบวนการดังกล่าวหยุดลง ก่อนมีการแต่งตั้ง กว.84 ขึ้นมาพิจารณาใหม่ภายใต้กรอบเวลาประมาณ 3 เดือน ซึ่งฝ่าย IF เห็นว่าควรชี้แจงเหตุผลและหลักวิชาการให้ชัดเจน และขอให้นำผลการศึกษาของสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) เมื่อปี 2558 มาประกอบการพิจารณา โดยนายศักดิ์ชัยอ้างว่า ผลศึกษาดังกล่าวระบุว่าเตาหลอม IF สามารถผลิตเหล็กให้ผ่านมาตรฐานได้
ส่วนกรณีมีการยกตัวอย่างประเทศจีนว่าเลิกใช้เตา IF แล้ว นายศักดิ์ชัยแย้งว่า การปรับลดกำลังการผลิตเหล็กของจีนในช่วงปี 2559 ครอบคลุมโรงงานหลายประเภท ไม่ได้มุ่งเฉพาะเตา IF และปัจจุบันยังมีการใช้เทคโนโลยี Induction ในกระบวนการผลิตบางประเภท จึงเห็นว่าไม่ควรนำโครงสร้างอุตสาหกรรมของจีนมาเปรียบเทียบกับไทยโดยตรง เนื่องจากมีทั้งขนาดอุตสาหกรรม เทคโนโลยี และโครงสร้างตลาดแตกต่างกัน
อีกประเด็นที่ถูกตั้งคำถามคือกระบวนการรับฟังความคิดเห็นสาธารณะ โดยฝ่าย IF ระบุว่า หากเปิดรับฟังความคิดเห็นในวันที่ 17 และมีการประชุมคณะกรรมการมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (กมอ.) ในวันที่ 18 ทันที ควรสร้างความมั่นใจว่าความเห็นและข้อมูลจากทุกฝ่ายจะได้รับการพิจารณาอย่างรอบด้านก่อนมีมติ โดยฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยให้เหตุผลว่า ร่างมาตรฐาน มอก.ฉบับใหม่มีข้อกำหนดด้านคุณภาพเข้มงวดขึ้นอยู่แล้ว ทั้งค่าความแข็งแรงและอัตราส่วนทางวิศวกรรมของเหล็กแต่ละประเภท ดังนั้น ไม่ว่าจะผลิตด้วย IF หรือ EF หากคุณภาพไม่ถึงเกณฑ์ก็ไม่สามารถผ่านมาตรฐานได้ จึงเห็นว่าไม่จำเป็นต้องห้ามเทคโนโลยีใดเป็นการเฉพาะ
นายศักดิ์ชัยประเมินว่า หากมีการจำกัด IF จริง อาจส่งผลกระทบต่อโรงงานที่ลงทุนไปแล้วหลายพันล้านบาท และทำให้ผู้ประกอบการบางส่วนต้องหยุดการผลิต ขณะที่ตลาดเหล็กซึ่งมีมูลค่าราว 40,000-50,000 ล้านบาทต่อปี อาจกระจุกตัวกับผู้ประกอบการ EF จำนวนไม่มาก
พร้อมตั้งข้อสังเกตว่า หากการแข่งขันลดลง อาจส่งผลต่อราคาเหล็ก วัสดุก่อสร้าง ต้นทุนอสังหาริมทรัพย์ และโครงการโครงสร้างพื้นฐาน โดยฝ่าย IF ประเมินว่าราคาเหล็กอาจเพิ่มขึ้นอย่างน้อย 3 บาทต่อกิโลกรัม อย่างไรก็ตาม ตัวเลขดังกล่าวเป็นการประเมินของฝ่ายผู้ประกอบการ IF
นายศักดิ์ชัยจึงเรียกร้องให้ กมอ.และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องพิจารณาการปรับมาตรฐานโดยยึดกฎหมาย หลักฐาน และข้อมูลทางวิชาการอย่างรอบด้าน พร้อมเปิดโอกาสให้ทุกฝ่ายมีส่วนร่วมอย่างเป็นธรรม โดยระบุว่า หากท้ายที่สุดเห็นว่ากระบวนการหรือผลการพิจารณาไม่เป็นธรรม ผู้ประกอบการ IF อาจพิจารณาใช้สิทธิทางศาลปกครองต่อไป


