วันนี้(4 ส.ค.)นายปิยวัฒน์ ปิ่นประชาสรร อาจารย์ประจำคณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยรามคำแหง กล่าวถึงการเยือนสาธารณรัฐอินโดนีเซียอย่างเป็นทางการของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี นับเป็นก้าวสำคัญของความสัมพันธ์ไทย–อินโดนีเซีย หลังเว้นว่างการเยือนระดับนายกรัฐมนตรีมายาวนานกว่า 15 ปี โดยมองว่า ความสำคัญของการเดินทางครั้งนี้ไม่ได้อยู่เพียงในมิติทางการทูต แต่เป็นการวางยุทธศาสตร์เศรษฐกิจระยะยาว เพื่อยกระดับบทบาทของไทยในอาเซียนและสร้างโอกาสใหม่ทางการค้า การลงทุน และการเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทานในภูมิภาค
การที่ไทยและอินโดนีเซียประกาศยกระดับความสัมพันธ์สู่ "หุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ไทย–อินโดนีเซีย" (Strategic Partnership) ถือเป็นพัฒนาการสำคัญ เพราะทำให้ความร่วมมือระหว่างสองประเทศขยายจากกรอบการค้าทั่วไป ไปสู่การบูรณาการด้านเศรษฐกิจ การลงทุน ความมั่นคง พลังงาน เศรษฐกิจดิจิทัล และการท่องเที่ยวอย่างเป็นระบบ
หนึ่งในเป้าหมายสำคัญ คือการผลักดันมูลค่าการค้าระหว่างสองประเทศให้เพิ่มขึ้นเป็น 23,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐภายในปี 2573 จากปัจจุบันประมาณ 19,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งสะท้อนความตั้งใจของทั้งสองฝ่ายในการยกระดับความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจให้สอดรับกับการเติบโตของภูมิภาคอาเซียน
อาจารย์ปิยวัฒน์มองว่า อินโดนีเซียในฐานะประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่ที่สุดของอาเซียนและมีประชากรกว่า 280 ล้านคน เป็นตลาดที่มีศักยภาพสูงสำหรับสินค้าและบริการของไทย ไม่ว่าจะเป็นอาหารและเครื่องดื่ม สินค้าอุปโภคบริโภค ผลิตภัณฑ์สุขภาพ ธุรกิจบริการ และการท่องเที่ยว ขณะเดียวกัน อินโดนีเซียยังเป็นฐานการผลิตสำคัญของอุตสาหกรรมยานยนต์ แบตเตอรี่ และแร่นิกเกิล ซึ่งเป็นวัตถุดิบหลักของอุตสาหกรรมรถยนต์ไฟฟ้า ทำให้การเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทานระหว่างสองประเทศมีโอกาสสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันของทั้งไทยและอาเซียนในระยะยาว
อีกประเด็นที่น่าจับตา คือการเชิญชวนภาคธุรกิจอินโดนีเซียเข้ามาลงทุนในประเทศไทย โดยใช้จุดแข็งของไทยในฐานะศูนย์กลางการผลิตและการคมนาคมของอาเซียนภาคพื้นทวีป ควบคู่กับการส่งเสริมความร่วมมือด้านความมั่นคงทางอาหารและการลงทุน ซึ่งอาจนำไปสู่การขยายตัวของโครงการลงทุนใหม่ในอนาคต
ด้านอุตสาหกรรมฮาลาล นักวิชาการเห็นว่า ความร่วมมือครั้งนี้มีศักยภาพสูง เพราะเป็นการผสานข้อได้เปรียบของอินโดนีเซียในฐานะตลาดมุสลิมขนาดใหญ่ เข้ากับศักยภาพด้านการผลิตและมาตรฐานฮาลาลของไทย ซึ่งจะช่วยเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจและเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการของทั้งสองประเทศเข้าถึงตลาดมุสลิมทั่วโลกได้มากขึ้น
ขณะที่การจัดเวที Business Forum ระหว่างภาคเอกชนไทยและอินโดนีเซีย ถือเป็นอีกหนึ่งผลลัพธ์สำคัญของการเยือนครั้งนี้ เพราะเป็นช่องทางสร้างเครือข่ายทางธุรกิจและต่อยอดสู่การลงทุนจริง หากสามารถผลักดันให้เกิดโครงการร่วมลงทุนได้ จะช่วยสร้างการจ้างงาน ขยายตลาดส่งออก และเพิ่มโอกาสให้ผู้ประกอบการ SMEs ของไทยเข้าสู่ตลาดอาเซียนได้ง่ายขึ้น
ในมิติด้านความมั่นคง ทั้งสองประเทศยังเห็นพ้องยกระดับความร่วมมือในการปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ โดยเฉพาะแก๊งคอลเซ็นเตอร์ การค้ามนุษย์ และยาเสพติด ผ่านการแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวกรองและการทำงานร่วมกันของหน่วยงานด้านความมั่นคง ซึ่งนักวิชาการมองว่า จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นต่อการลงทุนและการท่องเที่ยวในภูมิภาค เพราะอาชญากรรมออนไลน์กลายเป็นความเสี่ยงที่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโดยตรง
ด้านการท่องเที่ยว การลงนามความร่วมมือระหว่างการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยกับสายการบิน TransNusa เพื่อเปิดเส้นทางบินตรงกรุงเทพฯ–จาการ์ตา และภูเก็ต–บาหลี ถือเป็นปัจจัยสนับสนุนการเดินทาง การค้า และการลงทุนระหว่างสองประเทศ รวมถึงช่วยเพิ่มศักยภาพด้านการท่องเที่ยวของอาเซียนในภาพรวม
ในเวทีภูมิภาค ไทยและอินโดนีเซียยังเห็นพ้องผลักดันให้อาเซียนมีเอกภาพมากขึ้น พร้อมรักษาบทบาทความเป็นแกนกลางของภูมิภาค ท่ามกลางความผันผวนของเศรษฐกิจโลก รวมถึงเสนอให้ทั้งสองประเทศ ซึ่งอยู่ระหว่างกระบวนการเข้าเป็นสมาชิก OECD ร่วมแลกเปลี่ยนประสบการณ์ และทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมระหว่างอาเซียนกับ OECD เพื่อยกระดับมาตรฐานด้านเศรษฐกิจ การลงทุน และธรรมาภิบาลของภูมิภาค
อาจารย์ปิยวัฒน์ระบุว่า ความสำเร็จของการเยือนครั้งนี้ จะปรากฏ ในรูปของผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจริงในระยะยาว ทั้งการเพิ่มขึ้นของมูลค่าการค้า การเกิดการลงทุนใหม่ การขยายธุรกิจของผู้ประกอบการไทยในอินโดนีเซีย และการพัฒนาความร่วมมือด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรม ซึ่งจะเป็นปัจจัยสำคัญต่อการยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของเศรษฐกิจไทย
นักวิชาการมองว่า ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจโลกที่ยังมีความไม่แน่นอน การกระชับความร่วมมือกับประเทศเพื่อนบ้านในอาเซียนถือเป็นยุทธศาสตร์ที่มีความสำคัญมากขึ้น การเยือนอินโดนีเซียของนายกรัฐมนตรีจึงไม่ใช่เพียงภารกิจทางการทูต แต่เป็นการเปิดประตูสู่โอกาสทางเศรษฐกิจ การสร้างความเชื่อมั่น และการขยายตลาดใหม่ ซึ่งหากสามารถผลักดันให้ความร่วมมือต่าง ๆ เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม ก็จะส่งต่อประโยชน์ไปยังภาคธุรกิจ ผู้ประกอบการรายย่อย แรงงาน และประชาชนไทยในวงกว้าง


