ศาลหลักเมืองนครศรีธรรมราช กับ องค์จตุคามราม ที่เคยอยู่ในใจของ “สายมู” นั้น มีความเกี่ยวเนื่องผูกพันกันอย่างแยกไม่ออก
ในช่วงปี 2530 จ.นครศรีธรรมราช ยังไม่มีศาลหลักเมือง ทั้งที่เป็นดินแดนที่มีประวัติศาสตร์มายาวนาน
“พล.ต.ท.สรรเพชญ ธรรมาธิกุล” อดีตนายตำรวจชั้นผู้ใหญ่ ซึ่งเป็นผู้กำกับที่นั่น เห็นว่าควรจะมีการสร้างศาลหลักเมือง เพื่อเป็นมิ่งขวัญ เป็นที่ยึดเหนี่ยว ปกป้องคุมภัยให้กับชาวนครศรีธรรมราช เหมือนที่จังหวัดอื่นๆ เขามีกัน
ที่สำคัญคือ เพื่อถอนคำสาปดวงชะตาเมืองนครศรีธรรมราช หรืออาณาจักรศรีวิชัย 12 นักษัตร ที่ผูกดวงเมืองเอาไว้ตั้งแต่ปี พ.ศ.1830 และ วิธีการแก้คำสาปก็คือ จะต้องสร้างหลักเมืองขึ้นมาใหม่ รวมทั้งนำดวงเมืองเก่าที่ถูกสาป ไปทำลายตามกรรมวิธี จึงได้หารือกับข้าราชการ พ่อค้า ประชาชน ในจังหวัด เพื่อจัดสร้างศาลหลักเมืองขึ้น
อันดับแรก “พล.ต.ท.สรรเพชญ” ได้เป็นเจ้าพิธีในการจัดสร้าง “จตุคามรามเทพ” เมื่อปี 2530 เพื่อเป็นของตอบแทนผู้ที่ร่วมบริจาคเงินในการจัดสร้างศาลหลักเมือง
ตอนนั้นบริจาค 10 บาท 20 บาท ก็ได้รับแจก “เหรียญจตุคามรามเทพ” แล้ว ซึ่งจะเรียกว่าเหรียญก็ไม่ถูกต้องนัก เพราะเป็นเนื้อผง กลม มีขนาดใหญ่ หนา จึงไม่ค่อยได้รับความนิยม อีกทั้งไม่มีรูปพระ มีแต่รูป 12 นักษัตร คนที่รับมาก็รู้สึกเฉยๆ ไม่ได้เห็นคุณค่าอะไร
ใครจะไปคิดว่า ต่อมา จตุคามรามเทพ รุ่นแรกที่สร้างในปี 2530 นั้น จะมีราคาพุ่งไปถึงหลักล้าน และก่อเกิดกระแส จตุคามรามเทพฟีเวอร์ ไปทั่วบ้านทั่วเมือง
ในขั้นตอนการสร้างศาลหลักเมืองนั้น “พล.ต.ท.สรรเพชญ” อุทิศกายใจ เป็นหัวเรียวหัวแรงหลัก ทั้งการจัดหาไม้ “ตะเคียนทอง” ที่ขึ้นอยู่บนยอดเขาหลวง มาทำเสาหลักเมือง แกะสลักลวดลายต่างๆ อย่างสวยงาม ส่วนบนหัวเสาหลักเมือง แกะสลักเป็นรูปพรหมสี่หน้าใหญ่ และเล็ก รวม 8 หน้า ส่วนแก้วตาของ “พรหม 8 หน้า” ทำจาก “ไม้ค้ำฟ้า” เพื่อให้เกิดพลังอำนาจศักดิ์สิทธิ์
พรหม 8 หน้า บนหัวเสาหลักเมืองนี้ “พล.ต.ท.สรรเพชญ” ต้องการสื่อว่า นี่คือ “องค์จตุคามรามเทพ” ผู้คอยมอง คอยปกปักรักษาเมืองนครศรีธรรมราช ทั้ง 8 ทิศทางนั่นเอง
การมาสักการะศาลหลักเมือง จึงเหมือนได้มากราบไหว้องค์จตุคามรามเทพ ไปพร้อมกันด้วย
แม้ต่อมากระแสความนิยม ความต้องการมีไว้ครอบครอง “จตุคามรามเทพ” จะแผ่วลงแต่ ความยึดมั่นศรัทธาในศาลหลักเมืองนครศรีธรรมราช ไม่เคยแผ่ว แถมยังมีชื่อเสียงเลื่องลือ ถูกจัดเป็นศาลหลักเมืองที่มีความเข้มขลัง ศักดิ์สิทธิ์ ติดอันดับต้นๆ ของศาลหลักเมืองทั่วประเทศ
ผู้หลักผู้ใหญ่ ในประเทศ ไม่ว่าสาขาอาชีพใด ล้วนเคยมา ขอพร พึ่งบารมีศาลหลักเมืองแห่งนี้ เพื่อขจัดปัดเป่าเพทภัย และเสริมสร้างสิริมงคล
อย่าง “เนวิน ชิดชอบ” ที่กำลังเป็นกระแสดรามาอยู่ในตอนนี้ ก็เคยไปร่วมพิธีบวงสรวงใหญ่ประจำปี หลายครั้ง
ในปี 2566 “เนวิน” เคยเดินทางพร้อมคณะใหญ่ของพรรคภูมิใจไทย มี “อนุทิน ชาญวีรกูล” หัวหน้าพรรค “พิพัฒน์ รัชกิจประการ” รองหัวหน้าพรรค ก็ไปด้วย รวมถึงนักฟุตบอล บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด เข้าร่วมพิธี
**“บิ๊กโจ๊ก”ไปขอให้ได้กลับมาเป็นตำรวจ
อีกคนที่ จัดว่าเป็น “สายมูตัวพ่อ” คือ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล หรือ “บิ๊กโจ๊ก” ก็มีข่าวว่าเดินทางไปสักการะศาลหลักเมือง และสิ่งศักดิ์สิทธิ์ต่างๆ ในจังหวัดนครศรีธรรมราชเป็นประจำ
โดยเฉพาะในช่วงที่ “บิ๊กโจ๊ก”ถูกย้ายจาก ตำแหน่งผู้บัญชาการตำรวจตรวจคนเข้าเมือง ไปประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และต่อมายังถูกตัดขาดจากการเป็นตำรวจ ช่วงนั้นที่ไหนใครว่ามีอาจารย์ดัง ที่จะช่วยให้กลับเข้ามารับราชการตำรวจได้ “บิ๊กโจ๊ก” ไปหมด
แล้ว“บิ๊กโจ๊ก” ก็ได้กลับเข้ามารับราชการตำรวจอีกครั้งหนึ่งจริงๆ ได้มาลุ้นเก้าอี้ ผบ.ตร. จนใครๆ ต่างว่าเป็น “แม้วเก้าชีวิต”
ตอนนั้นมีการแกะรอยว่า “บิ๊กโจ๊ก” ไปมูที่ไหนบ้าง จะได้ตามไป
แต่แล้ว “บิ๊กโจ๊ก” ก็ไปไม่ถึงดวงดาว ต้องพ้นจากการเป็นตำรวจอีกครั้งก่อนเกษียณ เพราะดันไปยุ่งเรื่องส่วยพนันออนไลน์ ไปติดสินบนกรรมการ ป.ป.ช. ด้วยทองคำหนักถึง 246 บาท เพื่อให้ตัวเองหลุดคดี
ว่ากันว่า “บิ๊กโจ๊ก” คงไปบนว่าขอให้ได้กลับมาเป็นตำรวจ แต่ไม่ได้ขอว่าให้ได้กลับมาเป็น ผบ.ตร. อีกทั้งได้กลับมาแล้วก็ไม่ทำความดี จึงต้องจบชีวิตราชการไป
** “สมชาย-เจ๊แดง” ไปเสริมดวงให้ทักษิณ
“สมชาย และเยาวภา วงศ์สวัสดิ์” น้องเขย และน้องสาวของ “ทักษิณ ชินวัตร” ก็เคยมีภาพ มีข่าวโด่งดังไปทั้งบ้านทั้งเมือง ว่าไปสักการะศาลหลักเมืองนครฯ
เป็นเหตุการณ์ เมื่อวันที่ 17 พ.ค. 51 “สมชาย วงศ์สวัสดิ์” ขณะดำรงตำแหน่งรองนายกฯ และรมว.ศึกษาธิการ ได้เดินทางไปตรวจเยี่ยมโรงเรียนจุฬาภรณ์ราชวิทยาลัย อ.เมืองฯ จ.นครศรีธรรมราช พร้อมกับประชุมมอบนโยบายแก่ผู้บริหารสถานศึกษาในจังหวัด แต่ถูกตั้งข้อสังเกตว่า “สมชาย” มาแทน “ทักษิณ ชินวัตร” ในการทำพิธีเสริมดวงบารมี โดยมีการทำพิธีไหว้พระธาตุ , ไหว้ศาลหลักเมือง ผูกผ้ารอบเสาหลักเมือง และ ไหว้ศาลสมเด็จพระเจ้าตากสิน ที่วัดเขาขุนพนม อ.พรหมคีรี โดยได้มีการเข้าทรง เพื่อที่จะขอฤกษ์ให้ “ทักษิณ” เพื่อกลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีอีกครั้ง
อย่างไรก็ตาม “สมชาย”ปฏิเสธว่า ไม่ได้มาประกอบพิธีกรรมอะไร แต่ยอมรับว่าไปไหว้พระ ที่วัดพระมหาธาตุจริง และไหว้ศาลหลักเมือง และไปไหว้อีกหลายแห่ง เพราะเป็นคนนครศรีธรรมราช
ต่อมา เมื่อ“สมชาย” ขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรี ก็มีรายงานข่าวว่ามีกำหนดการเดินทางมายัง จ.นครศรีธรรมราช เพื่อสักการะ ศาลหลักเมือง เป็นการแก้บนบางอย่างที่ได้บนไว้ ซึ่งทุกอย่างถูกปิดเป็นความลับ
มีการระดมตำรวจปราบจลาจล มารอให้การอารักขา ก่อนที่แผนจะแตกและเกรงว่าจะมีการชุมนุมต่อต้านจน ในที่สุด “สมชาย” ก็ไม่ได้เดินทางมาสักการะหลักเมือง แต่ก็ได้ส่ง “เฉลิม วงศ์สวัสดิ์” พี่ชายมาทำพิธีสักการะแทน
สำหรับ “เศรษฐา ทวีสิน” ในช่วงที่เป้นน่ายกรัฐมนตรี ได้ลงพื้นที่ ตรวจราชการที่ จ.นครศรีธรรมราช เมื่อปี 2567
ก็ได้เข้าสักการะศาลหลักเมือง ก่อนพบประชาชน เช่นกัน
** “อัยยวัฒน์ ”ผู้ศรัทธาในองค์จตุคามรามเทพ-พังพระกาฬ
เจ้าสัว “วิชัย ศรีวัฒนประภา” แห่งคิงเพาเวอร์ และนายใหญ่สโมสรฟุตบอลเลสเตอร์ ซิตี้ ผู้ล่วงลับ เป็นอีกคนนหนึ่งที่ มีความผูกพัน นับถือ ศรัทธา ในองค์จตุคามรามเทพ พังพระกาฬ พระคู่บ้านคู่เมืองแห่งอาณาจักรศรีวิชัย และ ศาลหลักเมืองนครศรีธรรมราช
และความเชื่อความศรัทธานี้ ได้ส่งต่อมาถึง “อัยยวัฒน์ ศรีวัฒนประภา” ทายาทผู้สืบทอด
ว่ากันว่า “เจ้าสัววิชัย” ได้นำเหรียญปิดตาพังพระกาฬ ไปฝังในสนามแข่งฟุตบอลของสโมสรฟุตบอลเลสเตอร์ ซิตี้ ที่ประเทศอังกฤษ ทั้ง 4 มุม พร้อมๆ กับการชัก “ผ้ายันต์แพ้ไม่เป็น” ของ “เจ้าคุณธงชัย” ในสนามเลสเตอร์ จนเชื่อกันว่าเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ “จิ้งจอกสยาม” สร้างประวัติศาสตร์ คว้าแชมป์พรีเมียร์ลีก ฤดูกาล ปี 2558-2559 มาได้
หลังคว้าแชมป์ “วิชัย และอัยยวัฒน์” ได้ยกทีมนักเตะ เลสเตอร์ ซิตี้ มาพักผ่อนที่ประเทศไทย โดยระหว่างการเดินทางไปภูเก็ต ก็ได้แวะสักการะหลักเมืองนครศรีธรรมราชด้วย
ที่ยกมานี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งเท่านั้น ของผู้ที่นับถือ ศรัทธา เชื่อมั่นในอิทธิบารมี ของศาลหลักเมืองนครศรีธรรมราช
และสำหรับ “สายมู” หากมีโอกาสได้ไปเยือน จ.นครศรีธรรมราช ย่อมไม่พลาดที่จะเข้าไปสักการศาลหลักเมืองนคร อยู่แล้ว


