วันนี้ (1 ส.ค.69 ) “เนวิน ชิดชอบ” ออกจากถ้ำ นำทีมฟุตบอลบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด แชมป์ไทยลีกปีนี้ ไปเตะกระชับมิตรกับทีมปัตตานี เอฟซี ที่สนาม อบจ.ปัตตานี
ชัดเจนว่าเป็นการใช้ฟุตบอลนำการเมือง เพื่อสร้างคะแนนนิยมในพื้นที่ โดยเฉพาะกับ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ เพราะนี่เป็นครั้งที่ 5 แล้ว ที่เนวิน พาทีมฟุตบอลมาเตะที่ปัตตานี ภายใต้แคมเปญ “ศึกมิตรภาพอีสาน-ใต้”
การเลือกตั้งปี 2569 “เนวิน” มอบให้ “โกเกี๊ยะ” พิพัฒน์ รัชกิจประการ คุมเบ็ดเสร็จทั้ง 3 จังหวัดชายแดนใต้ เฉพาะที่ ปัตตานี ภูมิใจไทย คว้าเก้าอี้ สส. 4 ที่นั่ง จากทั้งหมด 5 ที่นั่ง เหลือให้ประชาชาติ แชมป์เก่าแค่ 1 ที่นั่ง ที่ ยะลา 4 ที่นั่ง และ นราธิวาส 1 ที่นั่ง
ในภาพรวม “เนวิน” เริ่มขยายฐานการเมืองลงสู่ใต้ ตั้งแต่ปี 2554 ซึ่งเป็นช่วงที่ประชาธิปัตย์เริ่มโรยรา อ่อนแรง โดยมีสองสามีภรรยา “โกเกี๊ยะ-เจ๊เปี๊ยะ” นาที รัชกิจประการ เป็นแม่ทัพและถุงเงิน ชูธงลุยสนามการเมืองเต็มตัว ผล “เจ๊เปี๊ยะ”ได้เป็น สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย
ต่อมา“เจ๊เปี๊ยะ” ถูกตัดสิทธิ์ทางการเมืองตลอดชีวิต จากกรณีเสียบบัตรแทนกัน “โกเกี๊ยะ” ผู้เป็นสามี จึงต้องออกหน้าแทน
เลือกตั้ง ปี 2562 ภูมิใจไทยได้ 8 ที่นั่ง ... ปี 2566 ขยับเป็น 12 ที่นั่ง และ ครั้งล่าสุดปี 2569 ก้าวกระโดดเป็น 31 ที่นั่ง จากจำนวน สส.ภาคใต้ทั้งหมด 59 ที่นั่ง เรียกว่า นอกจากครองแชมป์แล้วยึดพื้นที่มาได้เกินครึ่ง
ว่ากันว่า คนใต้เริ่มซึมซับวิธีการเลือกผู้แทน แบบคนอีสานที่ลงไปเป็นลูกจ้างกรีดยาง พูดกรอกหู ว่า “เงินไม่มา กาไม่เป็น” จะจริงเท็จอย่างไรไม่ยืนยัน และไม่ได้ตั้งใจมาบูลลี่คนใต้ คนอีสานเด้อ
ในจำนวน 31 ที่นั่งนี้ เป็นสส.ในสังกัดของ “โกเกี๊ยะ-เจ๊เปี๊ยะ” ประมาณ 20 คน ที่เหลือเป็น สส.ในก๊กของ “สุชาติ ชมกลิ่น -เอกนัฏ พร้อมพันธุ์ -สันติ ปิยะทัต -นิพนธ์ บุญญามณี และ ธนกร วังบุญคงชนะ” ก๊กละคนสองคน
ผลงานครั้งนี้ “โกเกี๊ยะ” ได้รับการปูนบำเหน็จจาก เนวิน ให้เป็นรองนายกฯ ควบรมว.คมนาคม กระทรวงเกรด AAA
พลันที่ “โกเกี๊ยะ” ได้เป็นรัฐมนตรี ชื่อเสียง ภาพลักษณ์ในสายตาประชาชน ก็เริ่มดิ่งลงไปอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องที่ไม่เอาจริงเอาจัง กรณีทวงคืนเขากระโดง ช่วงวิกฤตพลังงานที่ประชาชนกำลังเดือดร้อน ก็ไม่มีมาตรการช่วยเหลือ มีแต่ถูกมองว่ากระทืบซ้ำ เรื่องโครงการแลนด์บริดจ์ ก็ถูกจับไต๋ว่าเป็นเรื่องของการเก็งกำไรที่ดิน เป็นโครงการขายชาติ ขายแผ่นดิน
เมื่อมีการจับทุจริตการสอบบรรจุข้าราชการท้องถิ่น กระทรวงมหาดไทย ก็พบว่าในพื้นที่ภาคใต้มีการทุจริตเป็นจำนวนมาก บางคนเป็นเครือญาติ ลูกหลานคนใกล้ชิด “โกเกี๊ยะ” มีโควตา ตั๋วฟรี ตั๋วเด็ก ให้บรรดานักการเมืองท้องถิ่น เครือข่ายหัวคะแนน
ถึงวันนี้ “พิพัฒน์” ในสายตาประชาชน ยังหาเรื่องดีไม่ได้สักเรื่อง!
เมื่อ “พิพัฒน์” มีแต่เรื่องฉาว “อนุทิน ชาญวีรกูล”ในฐานะนายกรัฐมนตรี ก็มีหน้าที่ตามล้าง ตามเช็ด แก้ภาพลักษณ์ กลบภาพเน่า อย่างตอนเกิดสงครามในตะวันออกกลาง “โกเกี๊ยะ” นั่งหัวโต๊ะแก้วิกฤตพลังงาน แต่น้ำมันขาดปั๊ม ประชาชนก็ด่าว่า ทำไมเอาพ่อค้าน้ำมันมาแก้ปัญหากักตุนน้ำมัน “อนุทิน” ก็เปลี่ยนตัวให้ “เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ” คนภาพลักษณ์ดี มากำกับดูแลแทน
โครงการแลนด์บริดจ์ ที่“พิพัฒน์” ในฐานะเจ้ากระทรวงคมนาคม จุดพลุขึ้นมา แล้วถูกต่อต้านอย่างหนัก “อนุทิน” ก็สั่งเบรก แล้วให้ “เอกนิติ” คนดี มีความรู้ ไปตั้งทีมศึกษาผลดี ผลเสีย ผลกระทบต่างๆ ตอนนี้ผลการศึกษาก็ออกมาแล้วว่า โครงการไม่คุ้มทุน เสียงต่อความพังพินาศด้านสิ่งแวดล้อม ทั้งทางบก ทางทะเล
โครงการ อีอีซี ที่ภาคตะวันออก ไม่มีความคืบหน้า ทั้งด้านการลงทุนในพื้นที่ และการก่อสร้างรถไฟฟ้าเชื่อม 3 สนามบิน “อนุทิน” ก็เลยยึดอำนาจจาก “พิพัฒน์” เอามากำกับดูแลเอง
ปัญหาขบเหลี่ยมภายในที่สะสมเหล่านี้ จึงเป็นที่มาของความร้าวฉาน ระหว่าง “2 น.กับ 1 พ.”
โบราณว่า “คับที่อยู่ได้ คับใจอยู่ยาก” เมื่อเจอแรงกดดันทั้งจากนอกพรรค ในพรรค จึงไม่แปลกที่จะมีข่าวว่า “พิพัฒน์” เตรียมพาลูกทีมถอนยวง จากพรรคภูมิใจไทย!
เรื่องแบบนี้ ไม่ใช่ “อนุทิน” ไม่รู้...ไม่ใช่ “เนวิน” ไม่คิด!
การพาทีมฟุตบอลลงใต้ของ “เนวิน” ครั้งนี้ ภารกิจหลักคือ การพบปะ พูดคุยกับนักการเมือง และ สส.ของพรรคในพื้นที่ ถึงสถานการณ์ที่กำลังเกิดขึ้น และทิศทางการเมืองในอนาคต
การเมืองสไตล์บ้านใหญ่... บรรดานักการเมืองที่เป็นบ้านใหญในจังหวัดต่างๆ ย่อมรู้ดีว่า วันนี้ใครคือผู้มีอำนาจสูงสุดของพรรคภูมิใจไทย
การได้ “ดีล” โดยตรงกับ “เบอร์ 1” ของพรรค นับว่าเป็นเกียรติ มีศักดิ์ศรี ดีกว่าต้องผ่าน “โกเกี๊ยะ”แน่นอน
ปฏิบัติการของ “เนวิน” จึงเป็นการตัดตอน ลดทอนบทบาท และบารมีของ “โกเกี๊ยะ”โดยตรง
คำ “เสร็จนาฆ่าโคถึก เสร็จศึกฆ่าขุนพล” ลอยเด่นขึ้นมาทันที !


