ข่าวปนคน คนปนข่าว
++ ปล่อยภาพรักกันปานจะกลืนเขากระโดง "2น." ช่วยกันกด "1พ." ...มุกหวานซ่อนขม!?
และแล้ว..คณะลิเกสีน้ำเงินก็ภูมิใจนำเสนอ "คอนเทนต์" ภาพหวานฉ่ำของคนใหญ่คนโตของพรรคภูมิใจไทย อันได้แก่ "เนวิน ชิดชอบ" บ้านใหญ่บุรีรัมย์ "เสี่ยหนู" อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย "โกเกี๊ยะ" พิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกฯ และ รมว.คมนาคม ตามคาด
ที่ไปที่มาของการปล่อยภาพ เพื่อต้องการแสดงให้โลกรับรู้ว่า "2น." และ "พ." นั้นสมัครสมานสามัคคีกันดี ไม่มีปัญหาร้าวรานแตกแยกอย่างที่เป็นกระแสข่าวโหมกระพืออยู่ ณ เพลานี้
งานนี้สำหรับสาวกและไอโอสีน้ำเงิน คงนำ "คอนเทนต์" ไปขยายผลต่อด้วยความยินดีปรีดา น้ำตาไหลซาบซึ้ง ในความรักอันดูดดื่มของบรรดาผู้นำพรรค
ขณะเดียวกัน อีกฝากฝั่งเช่น "อดิศร เพียงเกษ" ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ได้ร่ายกลอนผ่านแอปพลิเคชั่น x กล่าวถึงภาพดังกล่าว ด้วยสกิลกาพย์กลอนที่เจ้าถนัด ความว่า..
"สุขใด ได้เห็น เป็นขวัญตา
ยากจะพรรณาให้เหมาะสม
เกาะกุมกินประเทศเกลียวกลม
ราษฎร ทุกข์ระทม ตรมฤทัย
รักกัน ปานจะกลืน เขากระโดง
เอาไว้ มัดโยง ให้สงสัย
ยี่ห้อย มีดี ที่ตรงใด
จึงหลงไหล ได้ปลื้ม ลืมไม่ลง…!!!..."
ลงท้ายแซะแบบเจ็บๆ คันๆ ว่า "สามก้อนเส้า” เนวิน-อนุทิน- พิพัฒน์ พวกคุณจงรักกันๆๆ ตลอดไป.."
ขณะที่ชาวเน็ตเห็นภาพนี้แล้วก็ไม่ต้องบรรยายให้มากความ เพราะ ภาพหนึ่งภาพแทนคำพูดได้มากมาย โดยลงความเห็นตรงกัน ยืนยันได้ว่า "2 น."นั้น ช่วยกันกด "พ." อย่างชัดเจน แถม 1 ใน 2 น. ทำท่าเหมือนจะบีบคออีกต่างหาก
ส่วน "เสี่ยหนู" พอถูกตั้งคำถามไม่เชื่อว่าไม่ขัดแย้งกัน ถึงกับตีฝีปากกับสื่อ... ถามย้อนคุณอยู่ในบ้านผมเหรอ ถ้าไม่อยู่ก็ไม่ต้องถาม เป็นเรื่องในบ้าน รู้ได้อย่างไรว่าพวกผมเคลียร์ใจกัน แล้วมีเรื่องอะไรที่จะต้องเคลียร์ใจ อยู่กันมากี่ปีแล้ว อยู่กันมาตั้งแต่คุณยังไม่จบมหาวิทยาลัยเลย เพราะฉะนั้น นี่เป็นเรื่องในครอบครัวของตัวเอง เป็นเรื่องภายในของพรรคผม ไม่ใช่ธุระของใครที่จะต้องมานั่งรับทราบ...
แหม...ถ้าเป็นเรื่องภายในครอบครัวแล้วไม่เกี่ยวกับประเทศชาติ-ประชาชน คงไม่มีใครอยากจะไปรู้หรอกจริงมั้ย "อนุทิน "...เพราะทั้ง น.เน-น.หนู และ พ.พิพัฒน์ เรื่องที่ขัดแย้งกันก็ไม่พ้นเรื่องอำนาจและผลประโยชน์ของพรรคพวกตัวเองที่ชาวบ้านรอรับกรรม มิใช่หรอกหรือ!?
และนั่นเป็นเรื่องที่แน่นอนว่า แม้จะปล่อยภาพหวานออกมาแต่ลึกๆ คอการเมืองวงใน ก็ยังเชื่อว่าความขัดแย้งก็ยังคงอยู่ แต่เมื่อซ่อนไฟไว้ใต้ภูเขาน้ำแข็งไม่ได้ ก็ต้องแสร้งทำเป็นรักกันปานจะกลืนกินเขากระโดง อย่างที่ "อดิศร" ว่าให้ออกสื่อไปวันๆ ขาเผือกทั้งหลายก็โปรดตุนป๊อปคอร์นไว้ รอรับชมคอนเทนต์ "หวานซ่อนขม" จากคณะลิเกสีน้ำเงิน กันต่อได้เลยจ้า!
++ จุดตายคดีฮั้ว สว. นักกฎหมาย ชี้ช่องกกต. สอย 120 สว.สีน้ำเงิน!
คดีตรวจสอบการเลือกสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ปี 2567 หรือ “คดีฮั้วสว.” กำลังเดินมาถึงช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อสำคัญ ท่ามกลางการรวบรวมพยานหลักฐานจำนวนมหาศาล ของ กกต. และความสนใจจากสังคมที่จับตาว่า บทสรุปของคดีนี้จะกลายเป็น “บรรทัดฐานใหม่” ของการจัดการทุจริตเลือกตั้งไทย หรือไม่
โดยเฉพาะล่าสุด เมื่อวันอาทิตย์ที่ 26 ก.ค.ที่ผ่านมา พรรคฝ่ายค้าน นำโดย “พริษฐ์ วัชรสินธุ” สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาชน พร้อมด้วย “ยิ่งชีพ อัชฌานนท์” ผู้อำนวยการไอลอว์ (iLaw) ได้จัด เวทีเสวนา “ครบรอบ 2 ปี เลือก สว. เปิดหลักฐานคดีโกง สว. ภาค 2” ที่สภา มีการนำคำให้การของพยาน และเอกสารบางส่วน ที่เกี่ยวข้องกับคดีฮั้วเลือกสว. มาเปิดเผยต่อสาธารณะ
ข้อมูลที่สำคัญๆ อาทิ การออกค่าเดินทาง การจัดรถรับส่ง การเข้าพักโรงแรม การรวมตัวก่อนเลือก การจัดทำโพย การยึดเอกสาร สว.3 การให้ลงนามใบลาออกล่วงหน้า การเสนอผลประโยชน์ทางการเงิน ตลอดจนการระบุว่า มีการล็อกตัวผู้ได้รับเลือกไว้ก่อนวันลงคะแนน
ล่าสุด “วัส ติงสมิตร” นักวิชาการอิสระ ด้านกฎหมาย ได้แสดงความเห็นในหัวข้อ “หากผมเป็น กกต.ในคดีฮั้วเลือก สว.67” โดยเสนอว่า หากพิจารณาพยานหลักฐานทั้งหมดแบบองค์รวม ย่อมมีน้ำหนักเพียงพอที่จะส่งเรื่องให้ศาลฎีกา พิจารณาถอดถอนสว.ชุดนี้ออกจากตำแหน่ง ไม่น้อยกว่า 120 คน
“วัส ติงสมิตร” ระบุว่าการพิจารณาคดีทุจริตเชิงโครงสร้าง ไม่สามารถอาศัยเพียงคำให้การของพยานบุคคล เพราะพยานบางรายอาจเปลี่ยนแปลงคำให้การ หรือให้การขัดแย้งกันได้ แต่สิ่งที่ กกต. ต้องประเมิน คือ “พยานหลักฐานแบบองค์รวม”
ทั้งข้อมูลทางนิติวิทยาศาสตร์ พยานวัตถุ หลักฐานดิจิทัล เส้นทางการเงิน ภาพจากกล้องวงจรปิด คลิปวิดีโอ ข้อมูลโทรศัพท์มือถือ ตลอดจนพฤติการณ์ก่อน ระหว่าง และหลังวันลงคะแนน
“วัส” ยกเหตุผลหลัก 3 ประเด็น ที่เห็นว่าเป็นพยานหลักฐานสำคัญ
“รูปแบบคะแนนผิดธรรมชาติ”... ผู้ได้รับเลือกในลำดับ 1-6 ของหลายกลุ่มอาชีพ มีคะแนนทิ้งห่างลำดับ 7-10 อย่างมีนัยสำคัญ และเกิดซ้ำในหลายกลุ่มทั่วประเทศ จนมองว่าเป็นรูปแบบที่สอดคล้องกับการลงคะแนนตามโพย มากกว่าจะเกิดจากการลงคะแนนอย่างอิสระ
“การกระจุกตัวสว.ในบางจังหวัด”... มีอย่างน้อย 8 จังหวัด ที่มีจำนวนผู้ได้รับเลือกเป็นสว. สูงผิดปกติ เมื่อเทียบกับขนาดพื้นที่ หรือจำนวน ส.ส.ของจังหวัดนั้น เช่น บุรีรัมย์ อ่างทอง สิงห์บุรี เป็นต้น ซึ่งสะท้อนถึงการจัดตั้งเครือข่ายผู้สมัครอย่างเป็นระบบ
“หลักฐานดิจิทัลและนิติวิทยาศาสตร์”...ทั้งภาพจากกล้องวงจรปิด คลิปวิดีโอ ข้อมูลการเดินทางจากโทรศัพท์มือถือ ตั๋วเครื่องบิน เส้นทางการเงิน ภาพถ่าย และโพยลงคะแนน ถือเป็นพยานวัตถุที่มีน้ำหนักมากกว่าคำให้การของบุคคล เพราะเป็นข้อมูลที่ตรวจสอบย้อนหลังได้
พยานบุคคลเปลี่ยนได้ แต่พยานดิจิทัลไม่โกหก !! ดังนั้นจึงควรให้น้ำหนัก ในการวินิจฉัยมากกว่า เมื่อพิจารณาร่วมกับพยานหลักฐานอื่น
“วัส ติงสมิตร” สรุปว่า เมื่อพิจารณาหลักฐานทั้งหมดร่วมกัน ทั้งรูปแบบคะแนน ความผิดปกติของพื้นที่ พยานบุคคล พยานวัตถุ และหลักฐานดิจิทัล เห็นว่าเข้าข่ายเป็น “หลักฐานอันควรเชื่อได้” ว่า การเลือก สว.มิได้เป็นไปโดยสุจริตหรือเที่ยงธรรม ตามบทบัญญัติของกฎหมายเลือกตั้ง สว.
จึงเห็นควร ส่งเรื่องต่อศาลฎีกา เพื่อพิจารณาวินิจฉัย และ ให้มีคำสั่งให้ สว.พ้นจากตำแหน่ง ไม่น้อยกว่า120 คน!


