xs
xsm
sm
md
lg

จัดระเบียบชายแดนใต้ เลิกเจรจา-เข้มกม.!?

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์


อนุทิน ชาญวีรกูล
เมืองไทย 360 องศา

สถานการณ์ชายแดนใต้เวลานี้ถือว่าน่าเป็นห่วง โดยเฉพาะในยุคภายใต้การนำรัฐบาลยุคนายอนุทิน ชาญวีรกูล ที่ถือว่าจนถึงตอนนี้มีสถานการณ์ความรุนแรงเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ โดยไม่มีทีท่าว่าจะลดลงหรือสงบลงง่ายๆ จนเรียกว่ากลายเป็นอีกหนึ่งความ “ล้มเหลว”


แน่นอนว่า สาเหตุความรุนแรงที่บานปลายกลายเป็นความสูญเสียรายวันของทั้งชาวบ้าน เจ้าหน้าที่และทรัพย์สิน มาจากหลายสาเหตุ แต่สิ่งที่สามารถประเมินได้ในตอนนี้ก็คือ การขาดความเข้าใจ ความจริงจังในระดับนโยบายลงไปสู่ฝ่ายปฏิบัติในพื้นที่ จนอาจเรียกได้ว่า “ไม่เข้าใจ ไม่เข้าถึง และไม่พัฒนา” เพราะทุกอย่างตรงกันข้าม ผลถึงออกมาอย่างที่เห็น

หากย้อนเหตุการณ์รุนแรงล่าสุดที่เพิ่งเกิดขึ้นไล่เลี่ยกัน โดยมีรายงานว่า เกิดเหตุความไม่สงบในพื้นที่อำเภอระแงะ จังหวัดนราธิวาส เมื่อช่วงเย็นวันที่ 22 กรกฎาคม เวลาประมาณ 18.45 น. โดยคนร้ายไม่ทราบจำนวน ใช้รถกระบะ 4 ประตู สีดำ เป็นพาหนะก่อเหตุ ใช้อาวุธปืนยิงและขว้างระเบิดไปป์บอมบ์เข้าใส่จุดตรวจบูเก๊ะสามี ส่งผลให้เจ้าหน้าที่ประจำจุดตรวจได้เสียชีวิตรวม 5 นาย ดังนี้ 1.จ.ส.อ. ธีระยุทธ โสมะเกิด 2.อส.ทพ. ซากีรียา เจ๊ะน๊ะ 3.อส.ทพ. วิมล ดาบทอง 4.อส.ทพ. ณัฐสิทธิ์ แก้วเสนา และ 5.อส.ทพ. ซอลาฮูดิง ปิ ชาวบ้านบาดเจ็บ 2 ราย หนึ่งในนั้นเป็นเด็กอายุ 10 ขวบ

ก่อนหน้านั้น เมื่อวันที่ 21 กรกฎาคม เมื่อเวลา 19.20 น. พ.ต.อ.จารุกิตต์ ศรีเดช ผกก.สภ.ตันหยง อ.เมืองฯ จ.นราธิวาส ได้รับแจ้งมีเหตุคนร้ายลอบวางระเบิดคาร์บอมบ์ที่ สภ.ตันหยง หลังเก่า ซึ่งตั้งอยู่ปากทางเข้าพระตำหนักทักษิณราชนิเวศน์ ม.4 ต.กะลุวอเหนือ อ.เมืองฯ จ.นราธิวาส จึงได้ระดมกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจทหารจำนวนหนึ่ง รุดเดินทางไปตรวจสอบที่เกิดเหตุ

เมื่อเจ้าหน้าที่ไปตรวจสอบพบเพลิงกำลังลุกไหม้รถยนต์ยี่ห้อโตโยต้า รุ่นโซลูน่า ไม่ทราบหมายเลขทะเบียน ที่ส่วนหัวหรือฝากระโปรงหน้าหันตรงไปยังตัวอาคาร เจ้าหน้าที่จึงได้รีบประสานหน่วยบรรเทาสาธารณภัย อบต.กะลุวอเหนือ สนับสนุนรถดับเพลิงมาฉีดน้ำดับไฟ จนสามารถควบคุมเพลิงเอาไว้ได้

แต่อนุภาพของระเบิด ส่งผลทำให้กำแพงรั้วที่ติดกับถนนพังเสียหายทั้งแถบ และมีซากเศษชิ้นส่วนของระเบิดแสวงเครื่อง และซากเศษชิ้นส่วนของรถยนต์ ตกกระจายเกลื่อนบนถนน เจ้าหน้าที่จึงได้เก็บรวบรวมไว้เป็นหลักฐาน เหตุการณ์ครั้งนี้มีเจ้าหน้าที่ตำรวจได้รับบาดเจ็บ 1 ราย

แม้ว่าล่าสุด มีความคืบหน้าคดีคนร้ายถล่มจุดตรวจบูเก๊ะซามี จ.นราธิวาส ทำให้ทหารพรานเสียชีวิต 5 นาย และชาวบ้านบาดเจ็บอีก 6 ราย วันที่ 25 กรกฎาคม กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า (กอ.รมน.ภาค 4 สน.) รายงานว่า ศาลได้อนุมัติออกหมายจับผู้ต้องหาแล้ว 1 ราย คือ นายอาซีซัน (สงวนนามสกุล) ชาวตำบลจะแนะ อำเภอจะแนะ จังหวัดนราธิวาส ตามหมายจับเลขที่ 439/2569 ของสถานีตำรวจภูธรระแงะ ในข้อหาก่อเหตุยิงและขว้างระเบิดใส่จุดตรวจบูเก๊ะซามี

จากการตรวจสอบประวัติเชิงลึก พบว่า นายอาซีซันเป็นผู้ต้องหาคนสำคัญที่มีหมายจับติดตัว คือ หมายจับเลขที่ 592/2568 ของ สภ.สุไหงโก-ลก จากคดีร่วมก่อเหตุยิงและวางระเบิดในพื้นที่เทศบาลเมืองสุไหงโก-ลก เมื่อวันที่ 8 มีนาคม 2568

ขณะเดียวกัน เจ้าหน้าที่ได้ใช้อำนาจตามกฎหมายเชิญตัวบุคคลที่คาดว่ามีส่วนเกี่ยวข้องเข้าสู่กระบวนการซักถามอีก 1 ราย คือ นายมาหะมะสรี (สงวนนามสกุล) มีภูมิลำเนาในพื้นที่อำเภอสายบุรี จังหวัดปัตตานี โดยได้นำตัวไปยังศูนย์ซักถาม หน่วยเฉพาะกิจกรมทหารพรานที่ 46 จังหวัดนราธิวาส เพื่อทำการสอบสวนขยายผลและประกอบพยานหลักฐานทางกฎหมาย

ส่วนความคืบหน้าเหตุคนร้ายวางระเบิดคาร์บอมบ์หน้า สภ.ตันหยง (หลังเก่า) เมื่อคืนวันที่ 21 กรกฎาคมที่ผ่านมา ทำให้เจ้าหน้าที่ตำรวจได้รับบาดเจ็บ 1 นาย เมื่อวันที่ 25 กรกฎาคม เจ้าหน้าที่ได้ขอศาลออกหมายจับกุมผู้ก่อเหตุแล้ว 2 คน

นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่ยังได้ควบคุมตัวผู้ต้องสงสัย 2 ราย เข้าศูนย์ซักถาม หน่วยเฉพาะกิจนาวิกโยธิน กองทัพเรือ จังหวัดนราธิวาส

นั่นคือการก่อเหตุของผู้ก่อการร้าย และความคืบหน้าคดีคือ การออกหมายจับผู้ต้องหาบางส่วน อย่างไรก็ดีจากเหตุการณ์รุนแรงที่เกิดขึ้นครั้งนี้ ได้ทำให้เกิดเสียงวิจารณ์จากสังคม รวมไปถึงการแสดงความเห็นในเรื่องการ “ปรับแผน” บริหารจัดการใหม่ในพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้ได้แล้ว

ความหมายคือ ถึงเวลาต้อง “ยกเครื่อง”กันครั้งใหญ่ได้แล้วหรือยัง โดยเฉพาะวิธีการทั้งระดับนโยบายและส่งตรงลงมาถึงระดับปฏบิตในพื้นที่ที่ผ่านมาถือว่า “ล้มเหลว” หรือไม่ ยิ่งไม่ต้องพูดถึงเรื่องการใช้งบประมาณในแต่ละปีที่ทุ่มลงไปจำนวนมหาศาล แต่ผลที่ได้กลับถือว่า“ไม่คุ้มค่า” และที่สำคัญแนวทางที่ปฏิบัติมายังถูกตั้งคำถามว่า “มาถึงทาง” หรือ “ถูกคน”หรือไม่อีกด้วย

อีกเรื่องหนึ่งที่กำลังมีการถกเถียงกันในเวลานี้ก็คือ ถึงเวลาที่จะต้องเปลี่ยนแนวทางในการบริหารจัดการใหม่ในพื้นที่ชายแดนใต้ได้แล้วหรือยัง โดยเฉพาะในเรื่อง “การเจรจา” และมีการใช้คำว่า “ผู้เห็นต่าง” เลี่ยงใช้คำเรียก “ผู้ก่อการร้าย” หรือ ผู้ก่อความไม่สงบ ซึ่งอ้างว่าจะทำให้สถานการณ์บานปลาย เกิดความขัดแย้งในพื้นที่

อย่างไรก็ดี คำถามก็คือ “การเจรจา” นั้น “จะเจรจากับใคร” และเงื่อนไขในการเจรจาระหว่างฝ่ายเรากับอีกฝ่ายคืออะไรกันแน่ หากอีกฝ่ายที่เรียกว่า “ผู้เห็นต่าง” หรือว่า “ผู้ก่อการร้าย” ต้องการ “แบ่งแยกดินแดน” หรือแม้แต่การ “ตั้งเป็นเขตปกครองตนเอง” ฝ่ายเราก็ยินดีหรือ คนไทยทั้งประเทศยินดีหรือไม่ คำถามเหล่านี้ไม่ได้ซับซ้อน เพียงแต่ว่าที่ผ่านมาการตั้งทีมเจรจาสันติสุขหรือจะเรียกอะไรก็แล้วแต่ สิ่งมีการเสนอเงื่อนไขเข้ามาก็คือ ทั้งสองกรณีดังกล่าว ซึ่งเป็นไปไม่ได้ และไม่มีทางเจรจาจนได้ข้อสรุปแน่นอน

สำหรับสถานการณ์ชายแดนใต้นาทีนี้ถึงเวลาต้อง “จัดระเบียบ” กันใหม่ เพราะที่ผ่านมาหากได้ผลสถานการณ์ก็คงไม่กลายเป็นแบบนี้แน่นอน ขณะเดียวกันถึงเวลาแล้วหรือไม่ที่จะต้อง “ปรับกระบวน”กันใหม่ “ไม่ต้องโลกสวย” ไม่ต้องเจรจา เพียงแต่ว่าในสถานการณ์แบบนี้ต้อง “เข้มงวดการบังคับใช้กฎหมาย” สร้างความยุติธรรมในพื้นที่อย่างเท่าเทียมและทำได้จริง ทุกอย่างต้องทำอย่างโปร่งใส ไม่สร้างเงื่อนไข ไม่สร้างความระแวงให้เกิดขึ้น พร้อมๆกับการปรับยุทธวิธีกันใหม่ และที่สำคัญต้องเลิกเจรจา เพราะไม่ได้ประโยชน์ สันติสุขไม่เกิดขึ้นจริง !!