กรุงเทพโพลล์เผยผลสำรวจไตรมาส 2 ปี 2569 พบความตั้งใจและความพร้อมของคนไทยในการเป็นเจ้าของธุรกิจลดลงต่อเนื่อง เกือบ 70% กลัวล้มเหลว ขณะที่ความเชื่อมั่นในการเริ่มธุรกิจใหม่ดิ่งหนัก โดยกว่า 64% ระบุไม่มีเงินทุนเป็นอุปสรรคสำคัญ รองลงมาคือกลัวล้มเหลวและภาระค่าครองชีพที่สูงขึ้น
กรุงเทพโพลล์ ร่วมกับคณะการสร้างเจ้าของธุรกิจและการบริหารกิจการ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ เปิดเผยผลสำรวจความคิดเห็นประชาชนเรื่อง "คนไทยคิดอย่างไรกับโอกาสในการเป็นเจ้าของธุรกิจ ประจำไตรมาสที่ 2 ของปี 2569" จากการสำรวจประชาชนทั่วประเทศจำนวน 1,122 คน ระหว่างวันที่ 13-20 กรกฎาคม 2569 พบว่า ความเชื่อมั่นและความพร้อมของคนไทยในการก้าวสู่การเป็นผู้ประกอบการลดลงจากการสำรวจครั้งก่อนในหลายด้าน
ผลสำรวจระบุว่า ประชาชนร้อยละ 52.7 มองว่ายังเห็นโอกาสหรือมีความพร้อมที่จะริเริ่มธุรกิจในอนาคต ลดลงจากร้อยละ 53.9 ในการสำรวจเมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา ขณะที่ผู้ที่มีความตั้งใจจะประกอบธุรกิจในอนาคตอยู่ที่ร้อยละ 50.9 ลดลงจากร้อยละ 53.5
นอกจากนี้ ความเชื่อมั่นด้านศักยภาพในการเริ่มต้นธุรกิจลดลงอย่างชัดเจน โดยผู้ที่เชื่อว่าตนเองมีความรู้ ทักษะ และประสบการณ์เพียงพอสำหรับการเริ่มธุรกิจใหม่ เหลือเพียงร้อยละ 42.8 ลดลงถึง 14.2 จุดจากการสำรวจครั้งก่อน ส่วนผู้ที่มีเครือข่ายหรือรู้จักผู้ประกอบการที่สามารถสนับสนุนการเริ่มธุรกิจ อยู่ที่ร้อยละ 32.1 ลดลง 12.5 จุด และมีเพียงร้อยละ 15.9 ที่เห็นว่าการเริ่มต้นธุรกิจใหม่ในสถานการณ์ปัจจุบันเป็นเรื่องง่าย ลดลงถึง 25.2 จุด
อย่างไรก็ตาม คนไทยส่วนใหญ่ยังคงมีความกังวลต่อความเสี่ยงในการลงทุน โดยร้อยละ 69.5 ระบุว่าไม่อยากลงทุนทำธุรกิจเพราะกลัวความล้มเหลว แม้ตัวเลขดังกล่าวจะลดลงเล็กน้อยจากการสำรวจครั้งก่อนก็ตาม
เมื่อสอบถามถึงสาเหตุที่ไม่กล้าเริ่มต้นธุรกิจของตนเอง พบว่า "ไม่มีเงินทุนมากพอ" เป็นเหตุผลอันดับหนึ่ง คิดเป็นร้อยละ 64.3 รองลงมาคือ กลัวล้มเหลวหรือขาดทุน ร้อยละ 55.3 และ ปัญหาเงินเฟ้อและค่าครองชีพสูง ร้อยละ 49.3 ตามด้วยการขาดความรู้ความเชี่ยวชาญในการทำธุรกิจ ร้อยละ 37.9 และไม่รู้ว่าจะทำธุรกิจอะไรดี ร้อยละ 35.0
ส่วนปัจจัยอื่นที่ส่งผลต่อการตัดสินใจ ได้แก่ ราคาน้ำมันเชื้อเพลิงที่สูงขึ้น ร้อยละ 32.1 ความกังวลว่าหากธุรกิจไม่ประสบความสำเร็จจะกระทบต่อครอบครัว ร้อยละ 32.0 ความกลัวว่าจะเริ่มต้นไม่ได้ ร้อยละ 30.1 รวมถึงมองว่าเริ่มต้นใหม่สายเกินไป ร้อยละ 27.5 ขณะที่ปัญหาการสู้รบในตะวันออกกลางถูกระบุเป็นปัจจัยร้อยละ 13.1 และสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาอยู่ที่ร้อยละ 7.0
สำหรับการสำรวจครั้งนี้ใช้วิธีเก็บข้อมูลผ่านแบบสอบถามออนไลน์จากประชาชนอายุ 18 ปีขึ้นไปทั่วประเทศ จำนวน 1,122 คน มีค่าความคลาดเคลื่อนในการสำรวจ ±3% ที่ระดับความเชื่อมั่น 95% และเผยแพร่ผลสำรวจเมื่อวันที่ 25 กรกฎาคม 2569


