ส่องไทม์ไลน์ 37 วัน คณะกรรมการสรรหาวินิจฉัยสถานะประธาน กสทช. ท่ามกลางข้อถกเถียงด้านกฎหมาย หลังพบ ธปท. เคยเสนอหารือกฤษฎีกาปมองค์ประชุม แต่คณะกรรมการสรรหายืนยันใช้อำนาจวินิจฉัยเอง ขณะ สว. ตั้งคำถามความชอบด้วยกฎหมายและความเป็นธรรมของกระบวนการพิจารณา
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กระบวนการพิจารณาสถานะของ นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ประธานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ของคณะกรรมการสรรหากรรมการ กสทช. ซึ่งใช้เวลารวม 37 วัน นับจากวันที่มีหนังสือเรียกชี้แจงเมื่อวันที่ 10 มิถุนายน 2569 จนมีมติเมื่อวันที่ 17 กรกฎาคม 2569 กำลังเป็นประเด็นที่ถูกจับตา หลังมีข้อถกเถียงทั้งเรื่องอำนาจของคณะกรรมการสรรหา ความชอบด้วยกฎหมายขององค์ประชุม และความเป็นธรรมของกระบวนการพิจารณา
ข้อมูลระบุว่า คณะกรรมการสรรหามีหนังสือฉบับแรกลงวันที่ 10 มิถุนายน 2569 ให้ประธาน กสทช. ส่งคำชี้แจงและเอกสารภายในวันที่ 23 มิถุนายน พร้อมเชิญเข้าชี้แจงวันที่ 26 มิถุนายน โดยขอข้อมูลเกี่ยวกับสถานะการทำงาน เอกสารภาษี และข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการดำรงตำแหน่งกรรมการอิสระของธนาคารกรุงเทพย้อนหลังถึงปี 2565 แต่ นพ.สรณไม่ได้เข้าชี้แจง
ต่อมาคณะกรรมการสรรหามีหนังสือลงวันที่ 29 มิถุนายน เชิญเป็น “ครั้งสุดท้าย” ให้ส่งเอกสารและเข้าชี้แจงในวันที่ 10 กรกฎาคม พร้อมระบุว่า หากไม่ดำเนินการ คณะกรรมการอาจพิจารณาและวินิจฉัยจากข้อมูลที่มีอยู่ ก่อนจะมีมติเมื่อวันที่ 17 กรกฎาคม 2569 หรือเพียง 7 วันหลังวันนัดชี้แจงครั้งสุดท้าย
อย่างไรก็ตาม ระหว่างกระบวนการดังกล่าว มีประเด็นใหม่เกิดขึ้น เมื่อแหล่งข่าวจากธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า ก่อนการพิจารณาของคณะกรรมการสรรหา ธปท.ได้มีหนังสือด่วนที่สุดเลขที่ ธปท.3182/2569 และ 3183/2569 ลงวันที่ 27 พฤษภาคม 2569 ขอให้สำนักงานเลขาธิการวุฒิสภาหารือสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา เพื่อขอความเห็นทางกฎหมายใน 2 ประเด็น คือ คณะกรรมการสรรหาชุดเดิมยังมีอำนาจดำเนินการได้หรือไม่ และนายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการ ธปท. คนปัจจุบัน สามารถเข้าร่วมเป็นกรรมการสรรหาชุดเดิมแทนผู้ดำรงตำแหน่งเดิมได้หรือไม่
แหล่งข่าวระบุว่า ข้อหารือดังกล่าวมีขึ้นเนื่องจากองค์ประกอบของคณะกรรมการสรรหามีผลโดยตรงต่อความครบถ้วนขององค์ประชุมและความชอบด้วยกฎหมายของมติ แต่ภายหลังไม่ปรากฏว่ามีการส่งเรื่องไปยังสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตามข้อเสนอของ ธปท.
ในคำวินิจฉัยของคณะกรรมการสรรหาระบุว่า ได้มีมติไว้ตั้งแต่วันที่ 8 พฤษภาคม 2569 ว่า ผู้ว่าการ ธปท. คนปัจจุบันเป็นกรรมการสรรหาโดยตำแหน่งตามมาตรา 14 และเห็นว่าคำวินิจฉัยดังกล่าวเป็นที่สุดตามมาตรา 15/1 ซึ่งเหตุผลในลักษณะเดียวกันยังปรากฏในหนังสือที่ส่งถึงประธาน กสทช. เมื่อวันที่ 10 มิถุนายน
ประเด็นดังกล่าวนำไปสู่ข้อถกเถียงว่า การที่คณะกรรมการสรรหาวินิจฉัยเรื่ององค์ประกอบและอำนาจของตนเอง โดยไม่ส่งให้สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตีความตามข้อเสนอของ ธปท. สอดคล้องกับหลักกฎหมายปกครองหรือไม่ โดยเฉพาะเมื่อคำวินิจฉัยดังกล่าวมีผลให้รับรองสถานะของนายวิทัยในฐานะกรรมการสรรหาคนที่ 4 และทำให้องค์ประชุมครบสำหรับการพิจารณาและลงมติ
ในอีกด้านหนึ่ง นักกฎหมายบางส่วนตั้งข้อสังเกตว่า มาตรา 15/1 ให้อำนาจคณะกรรมการสรรหาวินิจฉัยเฉพาะปัญหาเกี่ยวกับคุณสมบัติหรือลักษณะต้องห้ามของผู้สมัครหรือผู้ได้รับการคัดเลือกเป็นกรรมการ กสทช. แต่ไม่ได้บัญญัติไว้อย่างชัดเจนถึงอำนาจในการวินิจฉัยว่า ผู้ดำรงตำแหน่งตามกฎหมายรายใหม่สามารถเข้ามาเป็นองค์ประกอบของคณะกรรมการสรรหาชุดเดิมได้หรือไม่
ขณะเดียวกัน นางยุพิน ชลานนท์นิวัฒน์ กรรมการตรวจเงินแผ่นดิน ในฐานะกรรมการสรรหาเสียงข้างน้อย ได้แสดงความเห็นคัดค้านว่า อำนาจของคณะกรรมการสรรหาชุดเดิมสิ้นสุดลงแล้วหลังเสร็จสิ้นภารกิจสรรหากรรมการ กสทช. และเห็นว่ายังไม่มีบทบัญญัติที่ให้อำนาจคณะกรรมการชุดเดิมกลับมาวินิจฉัยเรื่องการพ้นจากตำแหน่งของกรรมการ กสทช. ที่ดำรงตำแหน่งอยู่ พร้อมระบุว่า ไม่สามารถเข้าร่วมประชุมต่อไปได้ เนื่องจากไม่เห็นด้วยกับองค์ประกอบของคณะกรรมการ และยังไม่มีคำวินิจฉัยจากหน่วยงานที่มีอำนาจ
นอกจากนี้ ยังมีข้อสังเกตเกี่ยวกับการเข้าถึงข้อมูลของผู้ถูกพิจารณา โดยเมื่อวันที่ 15 กรกฎาคม 2569 ประธาน กสทช. ได้มีหนังสือขอระเบียบวาระการประชุม มติ รายงานการตรวจสอบข้อเท็จจริง และเอกสารทั้งหมดที่ใช้ประกอบการพิจารณา เพื่อใช้จัดทำคำชี้แจงและรักษาสิทธิ
ต่อมา วันที่ 16 กรกฎาคม สำนักงานเลขาธิการวุฒิสภาแจ้งว่า เอกสารดังกล่าวยังอยู่ในความครอบครองของคณะกรรมการสรรหา จึงยังไม่สามารถส่งมอบได้ และจะเสนอคำขอดังกล่าวให้คณะกรรมการสรรหาพิจารณา ส่วนรายงานการตรวจสอบข้อเท็จจริงของคณะกรรมาธิการวุฒิสภาไม่สามารถเปิดเผยได้ เนื่องจากเป็นรายงานลับและกระบวนการยังไม่แล้วเสร็จ
อย่างไรก็ตาม เพียงหนึ่งวันหลังจากนั้น คณะกรรมการสรรหาก็มีมติเมื่อวันที่ 17 กรกฎาคม ส่งผลให้เกิดคำถามว่า ผู้ถูกพิจารณาได้รับโอกาสเพียงพอในการเข้าถึงข้อมูลและชี้แจงข้อเท็จจริงก่อนการวินิจฉัยหรือไม่
ด้าน นพ.เปรมศักดิ์ เพียยุระ สมาชิกวุฒิสภา และรองประธานคณะกรรมาธิการเทคโนโลยีสารสนเทศ การสื่อสาร และการโทรคมนาคม วุฒิสภา เห็นว่า มติดังกล่าวอาจไม่ชอบด้วยกฎหมาย หากการเข้าร่วมประชุมของนายวิทัยไม่มีอำนาจตามกฎหมาย อีกทั้งการเรียกคณะกรรมการสรรหาชุดเดิมกลับมาปฏิบัติหน้าที่ อาจกระทบต่อบรรทัดฐานขององค์กรอิสระและระบบกฎหมาย พร้อมเรียกร้องให้รัฐบาลใช้ความรอบคอบหากจะดำเนินการตามมติดังกล่าวในขั้นตอนต่อไป
ทั้งนี้ ประเด็นดังกล่าวยังเป็นข้อถกเถียงทั้งในทางกฎหมายและกระบวนการ โดยเฉพาะเรื่ององค์ประกอบของคณะกรรมการสรรหา การเข้าถึงข้อมูลของผู้ถูกพิจารณา และผลทางกฎหมายของมติที่เกิดขึ้น ซึ่งอาจต้องรอการวินิจฉัยหรือคำอธิบายจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่อไป


