คณะกรรมการประชารัฐสวัสดิการฯ เห็นชอบขยายเวลาผู้ถือบัตรสวัสดิการเดิมยังใช้ได้ถึง 30 ก.ย. 2569 พร้อมยืดเวลายื่นอุทธรณ์สิทธิถึง 31 ส.ค. และขยายเวลาให้หน่วยงานแก้ไขข้อมูลถึง 20 ก.ย. เตรียมปรับหลักเกณฑ์ตรวจสอบคุณสมบัติให้สะท้อนข้อเท็จจริงมากขึ้น ทั้งกรณีรถเก่า รถโอนลอย ผู้ถูกสวมสิทธิ สถานะการศึกษา วิสาหกิจชุมชน และบัญชีหลักทรัพย์ ก่อนเสนอ ครม.พิจารณา
วันนี้ (23 ก.ค.) นายวินิจ วิเศษสุวรรณภูมิ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง ในฐานะโฆษกกระทรวงการคลัง เปิดเผยสรุปผลการประชุมคณะกรรมการประชารัฐสวัสดิการเพื่อเศรษฐกิจฐานรากและสังคม (คณะกรรมการ) ครั้งที่ 10/2569 โดยมี นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เป็นประธาน ซึ่งที่ประชุมได้รับทราบข้อร้องเรียนเกี่ยวกับการขอทบทวนสิทธิและการขอแก้ไขข้อมูลในการตรวจสอบคุณสมบัติตามโครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ (โครงการ) ปี 2569 จากหน่วยงานตรวจสอบคุณสมบัติ ได้แก่ กรมการขนส่งทางบก กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กรมส่งเสริมการเรียนรู้ สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา ธนาคารแห่งประเทศไทย บริษัท ศูนย์รับฝากหลักทรัพย์ (ประเทศไทย) จำกัด สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย และธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร และทีประชุมได้มีข้อสรุปในเบื้องต้น ดังนี้
1. เห็นควรขยายเวลาการรับสิทธิสำหรับผู้มีบัตร ในปัจจุบันให้ได้รับต่อเนื่องจนถึงวันที่ 30 กันยายน 2569 (เดิมเป็นวันที่ 31 กรกฎาคม 2569) โดยผู้มีบัตรในปัจจุบันไม่ต้องดำเนินการใดเพิ่มเติม และให้ผู้ได้รับสิทธิตามโครงการ ปี 2569 ทุกกลุ่มเริ่มรับสิทธิพร้อมกันในวันที่ 1 ตุลาคม 2569 เป็นต้นไป ในระหว่างช่วงการทบทวนสิทธิของโครงการปี 2569
2. เห็นควรขยายระยะเวลาการทบทวนสิทธิเป็นถึงวันที่ 31 สิงหาคม 2569 (เดิมเป็นวันที่ 31 กรกฎาคม 2569) ผ่าน 4 ช่องทางหลักของโครงการ ได้แก่ เว็บไซต์ https://บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ.mof.go.th (หรือ https://welfare.mof.go.th) แอปพลิเคชันเป๋าตัง แอปพลิเคชันทางรัฐ และหน่วยรับลงทะเบียน 5 แห่ง (ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร ธนาคาร ออมสิน ธนาคารอาคารสงเคราะห์ และธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย) และขยายเวลาในการติดต่อหน่วยงานเจ้าของข้อมูลเพื่อแก้ไขข้อมูลได้ถึงวันที่ 20 กันยายน 2569 (เดิมเป็นวันที่ 16 สิงหาคม 2569)
3. เพื่อให้การจัดสวัสดิการของภาครัฐมีความแม่นยำ ครอบคลุม และสอดคล้องกับสภาวะ ของประชาชนอย่างแท้จริง รวมทั้งไม่เป็นภาระกับประชาชนในการยื่นทบทวนสิทธิ จึงเห็นควรกำหนดแนวทางการทบทวนข้อมูลในการตรวจสอบของเกณฑ์ต่างๆ อาทิ
3.1 กรณีเกณฑ์กรรมสิทธิ์ในการถือครองรถ ให้มีการปรับปรุงข้อมูลสำหรับผู้ถือครองรถยนต์ที่มีอายุการใช้งานเกิน 20 ปี หรือรถจักรยานยนต์ที่มีอายุการใช้งานเกิน 15 ปี ที่มีมูลค่าต่ำ และกรณีผู้ถือครองรถจักรยานยนต์ที่ยังอยู่ระหว่างการผ่อนชำระและยังมีภาระทางการเงิน รวมถึงกรณีมีการจำหน่ายรถยนต์หรือรถจักรยานยนต์ให้บุคคลอื่นแล้ว แต่มิได้มีการแจ้งต่อนายทะเบียน (โอนลอย) รวมทั้งกรณีถูกสวมสิทธิในกรรมสิทธิ์รถยนต์หรือรถจักรยานยนต์จากการ แอบอ้างชื่อเพื่อใช้ในการจดทะเบียนรถรถยนต์หรือรถจักรยานยนต์
3.2 กรณีเกณฑ์สถานะนักเรียนหรือนักศึกษา ให้ปรับปรุงข้อมูลของการศึกษานอกระบบและไม่อยู่ ในระบบการศึกษาภาคบังคับ
3.3 กรณีเกณฑ์ผู้ถือหุ้นและกรรมการในบริษัทของห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล ให้ปรับปรุงข้อมูลกรณี เป็นวิสาหกิจชุมชนและวิสาหกิจเพื่อสังคม
3.4 กรณีเกณฑ์บัญชีตราสารหนี้และหลักทรัพย์ ให้ปรับปรุงข้อมูลของการมีบัญชีตราสารหนี้ และหลักทรัพย์ โดยคำนึงถึงการเคลื่อนไหว (Active) ของบัญชี
ทั้งนี้ จะมีการหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อรวบรวมประเด็นข้างต้นให้ครบถ้วน เพื่อนำเสนอคณะรัฐมนตรีตามขั้นตอนต่อไป
นอกจากนี้ เพื่อเป็นการอำนวยความสะดวกแก่ประชาชน กระทรวงมหาดไทยมีการสนับสนุนการดำเนินงาน ในพื้นที่ผ่านกลไกของจังหวัด อำเภอ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น กรุงเทพมหานคร และเมืองพัทยา ในลักษณะจุดให้บริการแบบเบ็ดเสร็จในแต่ละพื้นที่ (One Stop Service) เพื่อให้คำแนะนำ ประสานการตรวจสอบข้อมูล อำนวยความสะดวก ในการยืนยันตัวตนผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ (e-KYC) และสนับสนุนการดำเนินการแก้ไขข้อมูลให้ถูกต้องเป็นปัจจุบัน ตามขั้นตอนต่างๆ ของโครงการ ให้ประชาชนสามารถเข้าถึงสิทธิได้อย่างสะดวกและทั่วถึง ซึ่งกระทรวงการคลังได้บูรณาการการทำงานร่วมกับกระทรวงมหาดไทยและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิด เพื่อเชื่อมโยงข้อมูลและส่งต่อความช่วยเหลือตามภารกิจและอำนาจหน้าที่ของแต่ละหน่วยงานแก่ประชาชนที่ยังมีความจำเป็น


