xs
xsm
sm
md
lg

UNFPA แนะไทยเร่งสร้าง “สมานฉันท์ทุกช่วงวัย” รับมือสังคมสูงวัยระดับสุดยอด ย้ำอนาคตประเทศไม่ใช่แค่เรื่องตัวเลขประชากร

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



UNFPA เตือนไทยเตรียมพร้อมรับมือสังคมสูงวัยระดับสุดยอด ชี้อนาคตประเทศไม่ใช่แค่ตัวเลขประชากร แต่ต้องลงทุนในเยาวชน สนับสนุนครอบครัว ลดความเหลื่อมล้ำ และสร้างระบบดูแลตลอดช่วงชีวิต เพื่อให้ทุกคนมีสิทธิ โอกาส และศักดิ์ศรีอย่างเท่าเทียม

กองทุนประชากรแห่งสหประชาชาติ ประจำประเทศไทย (UNFPA Thailand) ร่วมกับจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จัดกิจกรรมเนื่องในวันประชากรโลก ประจำปี 2569 ภายใต้หัวข้อ “เติมเต็มความหวังและความฝันของเยาวชน เพื่อวันนี้และอนาคต: เสริมพลังทุกวัย เพื่ออนาคตไทยที่ยั่งยืน ภายใต้การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากร” โดยเสนอให้ประเทศไทยเร่งขับเคลื่อนนโยบายสร้างความสมานฉันท์ระหว่างประชากรทุกช่วงวัย เพื่อเตรียมพร้อมรับมือการก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัยระดับสุดยอด พร้อมย้ำว่าการแก้ปัญหาโครงสร้างประชากรต้องตั้งอยู่บนสิทธิ ทางเลือก และศักดิ์ศรีของประชาชน มากกว่าการกังวลเรื่องอัตราการเกิดเพียงอย่างเดียว

ดร.จูลิตตา โอนาบันโจ ผู้อำนวยการ UNFPA ประจำประเทศไทย และผู้แทน UNFPA ประจำประเทศมาเลเซีย กล่าวว่า ประเทศไทยควรเปลี่ยนผ่านจากการมองปัญหาในมิติของ “ความวิตกกังวลทางประชากร” ไปสู่การใช้ “ความรอบรู้และศักยภาพทางประชากร” โดยใช้นโยบายที่อาศัยข้อมูลเชิงประจักษ์และการมองอนาคตเป็นฐาน พร้อมเสนอ 4 แนวทางสำคัญ ได้แก่ การลงทุนในเยาวชน การสร้างระบบสนับสนุนครอบครัวที่ครอบคลุม การส่งเสริมความเชื่อมโยงระหว่างวัย และการขับเคลื่อนนโยบายที่คุ้มครองสิทธิ ความเสมอภาค และทางเลือกของประชาชนตลอดช่วงชีวิต

ด้านนางสาวสิริลักษณ์ เชียงว่อง หัวหน้าสำนักงาน UNFPA Thailand ระบุว่า การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากรไม่ใช่เพียงประเด็นด้านสถิติ แต่เกี่ยวข้องกับโอกาส คุณภาพชีวิต และความหวังของคนรุ่นใหม่ที่กำลังตัดสินใจเรื่องการศึกษา การทำงาน การสร้างครอบครัว และอนาคตของตนเอง ท่ามกลางความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ ภาระการดูแลที่ไม่เท่าเทียม และข้อจำกัดในการเข้าถึงบริการสาธารณะ

UNFPA จึงเห็นว่าประเทศไทยจำเป็นต้องลงทุนในนโยบายที่ส่งเสริมสิทธิของประชาชน การเข้าถึงข้อมูลและบริการสุขภาพที่มีคุณภาพ ความเท่าเทียมทางเพศ สถานที่ทำงานที่เป็นมิตรกับครอบครัว ระบบการดูแลที่ครอบคลุม และการเปิดพื้นที่ให้เยาวชนมีส่วนร่วมอย่างมีความหมาย เพื่อให้คนรุ่นใหม่สามารถใช้ศักยภาพของตนได้อย่างเต็มที่ และเป็นกำลังสำคัญในการรับมือการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากรของประเทศ


ภายในงานยังมีเวทีเสวนาเรื่อง “การเตรียมพร้อมรับการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากร กรอบการพัฒนาตลอดช่วงชีวิตและการเกื้อกูลระหว่างรุ่น” ซึ่งผู้เชี่ยวชาญจากหลายภาคส่วนเห็นตรงกันว่า การรับมือกับสังคมสูงวัยจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือทั้งด้านข้อมูลเชิงประจักษ์ นโยบายสาธารณะ ระบบการศึกษา การสาธารณสุข ระบบการดูแล ภาคเอกชน และการมีบทบาทของเยาวชน

ศาสตราจารย์ ดร.วิเลิศ ภูริวัชร อธิการบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า มหาวิทยาลัยมีบทบาทสำคัญในการช่วยให้สังคมเข้าใจการเปลี่ยนแปลงก่อนที่จะกลายเป็นวิกฤต โดยการศึกษาในยุคสังคมสูงวัยต้องมุ่งพัฒนาศักยภาพของมนุษย์ตลอดช่วงชีวิต ส่งเสริมความเข้าใจระหว่างคนต่างรุ่น และเตรียมความพร้อมให้ประชาชนสามารถใช้เทคโนโลยีควบคู่กับการรักษาศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์

ช่วงท้ายของงาน UNFPA และภาคีเครือข่ายได้เรียกร้องให้ประเทศไทยเร่งดำเนินนโยบายแบบ “Whole-of-Society Approach” หรือแนวทางที่ทุกภาคส่วนมีส่วนร่วม โดยให้ความสำคัญกับการลงทุนในเยาวชน การสนับสนุนครอบครัว การพัฒนาระบบการดูแล การส่งเสริมการสูงวัยอย่างมีสุขภาพดี การผลักดันความเท่าเทียมทางเพศ การคุ้มครองคนพิการ และการเปิดโอกาสให้ประชาชนทุกช่วงวัยมีบทบาทในการพัฒนาประเทศ

“UNFPA ยืนยันว่าจะเดินหน้าทำงานร่วมกับภาครัฐ สถาบันการศึกษา ภาคเอกชน ภาคประชาสังคม เยาวชน และชุมชน เพื่อผลักดันการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากรบนหลักสิทธิ ความครอบคลุม และข้อมูลเชิงประจักษ์ โดยย้ำว่า อนาคตของประเทศไทยจะไม่ได้ถูกกำหนดด้วยจำนวนประชากรเพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับว่าประชาชนทุกช่วงวัยสามารถใช้ชีวิตอย่างมีความหวัง ความมั่นคง ศักดิ์ศรี และมีทางเลือกที่แท้จริงได้มากเพียงใด“