"เท้ง" ขู่ซักฟอกแน่ รัฐบาลอาจล้ม ยกใบเสร็จชัดเจน เตือนนายกฯ เยือนจีน ระวังได้ไม่คุ้มเสีย ชี้คนไทยยังรอคำตอบการแก้ปัญหาสารพิษแม่น้ำกก ป้องฝ่ายค้านเข้าพบทูตจีนไม่ได้ฟอกขาว แจงทางเขาอ่อนไหว ต้องเข้าใจข้อแตกต่าง
วันที่ 20 ก.ค. 2569 นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน และผู้นำฝ่ายค้าน การจัดกิจกรรมฟอรัมผู้นำฝ่ายค้าน “เกิด-แก่-เจ็บ-โกง” ว่าในการเก่าปิดท้ายของ นักวิชาการด้านเศรษฐศาสตร์ในเวทีวันนี้ ทำให้เห็นว่าสังคมไทยยังมีความหวังในการหาทางออกแก้ไขปัญหาการทุจริตของคอร์รัปชั่น สิ่งสำคัญลงมือแก้ไขให้เห็นผลลัพธ์เป็นรูปธรรม และระบุถึงนโยบายของรัฐบาลที่แถลงต่อรัฐสภาว่ารัฐบาลชุดนี้จะแก้ไขปัญหาการทุจริตเชิงโครงสร้างอย่างจริงจัง
“วิธีพิสูจน์ว่ารัฐบาลเอาจริงกับเรื่องนี้คือผลลัพธ์ การจัดเสวนาแสดงให้เห็นว่าปัญหาการทุจริตล้วนวนเวียนอยู่ในกระทรวงมหาดไทย หรือคนที่ใกล้ชิดกับรัฐบาล เชื่อว่าณตอนนี้สังคมกำลังจับตาว่าสุดท้ายการลงโทษการตรวจสอบจะสามารถยงยงไปถึงคนที่อยู่วงในรัฐบาลหรือไม่ หรือสุดท้ายคนที่โดนลงโทษนายหน้าข่าวเป็นเพียงข้าราชการ ประชาชน คนโตที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องการทุจริตคอรัปชั่น” นายณัฐพงษ์กล่าว
นายณัฐพงษ์กล่าวว่า อีกหนึ่งกรณีที่ทิ้งท้ายเป็นระบบระบบพิสูจน์ว่ารัฐบาลจริงจังกับเรื่องนี้แค่ไหน คือกรณีฮั้ว สว. ตามไทม์ไลน์ช่วงต้นเดือนกันยายน กกต. จะต้องมีมติออกมาอย่างชัดเจน ตอนนี้เห็นกระบวนการเลือกองค์กรอิสระ และเสียงส่วนใหญ่ใน กกต. ชุดปัจจุบันถูกเลือกมาจาก สว. ที่ถูกกล่าวหาในคดีฮั้ว สว. เป็นคนที่ตรวจสอบเรียกว่า “ ผลัดกันเกาหลัง” บทพิสูจน์อย่างหนึ่งที่สังคมจับตาว่ารัฐบาลเอาจริงเอาจังแค่ไหนกับการแก้ไขปัญหาการทุจริตคอร์รัปชั่น หาก กกต. มีมติว่าเป่าคดี ฮั้ว สว. คงมีความล้มเหลว แม้รัฐบาลจะปฏิเสธว่าไม่เกี่ยวข้องกับองค์กรอิสระ แต่อย่าลืมว่าคนที่กำลังถูกตั้งคำถาม คือ สว. ที่เป็นคนเลือก กกต. และ สว.หลายคนมีประวัติเกี่ยวข้องกับคนในรัฐบาล ซึ่งเป็นอีกหนึ่งแกนกลางที่ต้องจับตามอง
เมื่อถามว่ามีหลายเรื่องราวตอนเปิดประชุมรัฐสภาจะมีการอภิปรายไม่ไว้วางใจหรือไม่ นายณัฐพงษ์ เชื่อว่าพร้อมดำเนินการอย่างเข้มข้น แต่การอภิปรายไม่ไว้วางใจต้องตัดสินใจบนบริบทของการเมือง และการอภิปรายไม่ไว้วางใจครั้งนี้คิดว่ามีผลสะเทือนทางการเมืองแน่นอนต่อการเปลี่ยนแปลงรัฐบาล เพราะหลายคดีที่เกิดขึ้นไม่ว่าจะเป็นเรื่องช่วยสีน้ำเงินด้วย ทุจริตการสอบท้องถิ่น การพยายามยัดไส้ใน พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท การทุจริตงานทะเบียน สุดท้ายวนเวียนในรอบตัวคนที่ชื่อนายอนุทิน ชาญวีรกูล
เมื่อถามว่าสุดท้ายแล้วมีสิทธิ์ล้มสูงมากใช่หรือไม่ นายณัฐพงษ์ ระบุว่าจะเมื่อไหร่จะดูความชัดเจนอีกรอบนึงหากดูใบเสร็จคดีที่เกิดขึ้นณตอนนี้ จากการทำหน้าที่ของรัฐบาลที่ผ่านมา คิดว่ารัฐบาลปฏิเสธยาก เว้นแต่ว่าทุกคดีที่ได้กล่าวมาเมื่อสักครู่ มีการสาวถึงต้นตอ ว่าตัวใหญ่ที่อยู่เบื้องหลังกระบวนการเหล่านี้คือใคร และลงโทษให้สังคมเห็น
สำหรับการเยือนจีนของนายกรัฐมนตรี ตนไม่ได้ขัดข้องอะไรที่ จะมีการดึงดูดเม็ดเงินลงทุนจากต่างประเทศ แต่ AI ที่เป็นเนื้อหาหลักในการเจรจาครั้งนี้ อย่าลืมว่ากันดึงเม็ดเงินมาลงทุนเพื่อตั้งดาต้าเซ็นเตอร์ อาจจะไม่ได้ให้ประโยชน์กับประเทศไทยเท่าใดนัก อุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับ AI ซึ่งเป็นประโยชน์กับประเทศไทย และสร้างอำนาจการต่อรองให้กับประเทศไทยในภูมิภาคได้คือ พลังงานสะอาด ถ้ารัฐบาลดำเนินการเรื่องนี้อย่างถูกต้องมีการเปลี่ยนผ่านโครงสร้างพลังงานที่ถูกต้อง ประชาชนและธุรกิจก็จะได้ประโยชน์ และช่วยส่งเสริมอุตสาหกรรม AI ในอนาคตด้วย
ส่วนเรื่องอื่นๆยังไม่เห็นการสื่อสารจากนายกฯ ว่าใช้โอกาสนี้ในการพูดคุย แก้ปัญหาอื่น ๆ ที่สำคัญให้กับประชาชนหรือไม่ โดยเฉพาะปัญหาสารพิษในแม่น้ำกก และการปราบปรามทุนเทา เชื่อว่าประชาชนยังรอฟังคำตอบเรื่องนี้อยู่
อย่างไรก็ตามที่ผ่านมา พรรคประชาชนได้ยื่นหนังสือเรื่องการปัญหาสารพิษในแม่น้ำถึงสถานเอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศไทย ซึ่งจีนก็มีการแสดงจุดยืนชัดเจนแล้วว่าพร้อมสนับสนุนการแก้ไขปัญหานี้ เพียงแต่ขาดการดำเนินการจากฝั่งรัฐบาลไทย ซึ่งไทยต้องร่วมมือกับรัฐบาลจีนและเมียนมา เพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริง พรรคประชาชนได้ยื่นข้อมูลไปหมดแล้วว่าเหมืองมีจุดไหนบ้าง ซึ่งสถานทูตจีนได้ส่งข้อมูลตรงไปยังรัฐบาลจีนเป็นที่เรียบร้อยแล้ว สิ่งที่ประชาชนรออยู่คือ การดำเนินการของฝั่งรัฐบาลไทยว่า จะมีความชัดเจนในการส่งตัวแทนเข้าไปร่วมแก้ไขปัญหานี้กับประเทศเพื่อนบ้าน
ส่วนที่มีการตั้งข้อสังเกตว่าการที่พรรคประชาชนคุยกับสถานทูตจีน เป็นการฟอกขาวให้กับรัฐบาลจีนหรือไม่ เพราะข้อมูลเหล่านี้รัฐบาลจีนรู้อยู่แล้ว นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า สิ่งที่พรรคประชาชนได้เสนอสู่สังคม เราไม่ได้บอกว่าใครถูกใครผิด แต่บอกอยู่บนพื้นฐานข้อเท็จจริงจากองค์กรระหว่างประเทศและภาคประชาสังคมว่า มีสารพิษในแม่น้ำในประเทศไทยจริง ซึ่งต้นทางมาจากประเทศเพื่อนบ้าน จีนก็มีความอ่อนไหวทางการเมืองเห็นกลุ่มผู้ชุมนุมไทยออกมาแสดงออกทางการเมืองทำให้เขาไม่สบายใจ ก็ต้องเข้าใจข้อแตกต่างซึ่งกันและกัน
พรรคประชาชนจึงต้องใช้การแสดงออกและการเจรจาทางการทูตเชิงรุก เพื่อหาทางออกร่วมกัน ยืนยันว่าไม่ใช่เป็นการฟอกขาว แต่จะฟอกขาวหรือไม่ไม่ได้อยู่ที่พรรคประชาชน แต่อยู่ที่รัฐบาลว่ามีความชัดเจนและทำงานเชิงรุกหรือไม่ หากรัฐบาลไทยมีการทำงานเชิงรุกและรัฐบาลจีนไม่ได้ทำตามที่บอกว่าพร้อมสนับสนุนไทย ก็สะท้อนถึงความจริงใจในการแก้ปัญหา ซึ่งตนเองไปพูดก่อนไม่ได้ เพราะต้องรอดู ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น ซึ่งอยู่ที่ไทยว่าจะดำเนินการอย่างไร


