เมืองไทย 360 องศา
จะเรียกว่า “โดน” มาเรื่อยๆ จนกระทั่งมาถึงเรื่อง “โกงสอบท้องถิ่น” หรือที่เรียกว่าการสอบเข้ารับราชการในหน่วยงานส่วนท้องถิ่น ที่ดำเนินการโดยหน่วนงานสังกัดกระทรวงมหาดไทย คือกรมส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถิ่น(สถ.) ที่กำลังกลายเป็นไฟที่ลุกลามเข้าหาตัวมากขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะมีผู้ต้องหาหรือผู้ต้องสงสัยพบว่ามีความเชื่อมโยงกับแกนนำพรรคภูมิใจไทย จนทำให้ล่าสุด นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ต้องออกแอกชันขึงขัง ทำนองว่าให้ดำเนินการเต็มที่ สาวถึงใคร “โดนหมด” ไม่เว้นแม้แต่แกนนำพรรค
แน่นอนว่า ท่าทีขึงขัง ของนายกรัฐมนตรี และหัวหน้าพรรคภูมิใจไทยดังกล่าว หากมองในมุมการเมือง อาจเป็นเพราะต้องการลดกระแสใน“ทางลบ” กับพรรคและรัฐบาล เพราะที่ผ่านมามีเรื่องอื้อฉาวทยอยเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทั้งเรื่องเดิมที่ยืดเยื้อ อย่างที่รับรู้กันอยู่ทั้งกรณี “ที่ดินเขากระโดง” กรณี “ฮั้วส.ว.” รวมไปถึงความล้มเหลวในการแก้ปัญหาทั้งเรื่องเศรษฐกิจปากท้อง เรื่องราคาพลังงานสารพัด
แต่ที่ต้องจับตามองกันก็คือ “เรื่องทุจริต” ซึ่งถือเป็นเรื่องร้อนและ“อ่อนไหว” สำหรับประชาชน ซึ่งในอดีตเรื่องที่ทำให้รัฐบาลต้องพังพินาศมาตลอดก็ล้วนมาจากสาเหตุการทุจริต คอร์รัปชันนี่แหละ แม้ว่ารัฐบาลชุดนั้นจะมีเสียงสนับสนุนมากมายเพียงใดก็ตาม
ก่อนหน้านี้ เมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม ที่ผ่านมา นายอนุทิน กล่าวถึงกรณีตำรวจได้จับกุมตัว จ่าสิบตรี ดร.พิชิต ทั้งพรม นายวิน ธนพชรโภคิน หรือ ดร.วิน น.ส.ศตพร ธนพชรโภคิน น้องสาว ดร.วิน 3 ผู้ต้องหาในคดีทุจริตสอบข้าราชการท้องถิ่นว่า ได้รับรายงานจากตำรวจแล้ว ตอนนี้ให้ตำรวจสอบสวนเบื้องต้นและดำเนินคดี พร้อมบอกว่าเรื่องนี้ไม่ต้องแถลงข่าวแล้ว เพราะสามารถจับกุมตัวผู้ต้องหาทั้ง 3 คนได้แล้ว
เมื่อถามว่า จะต้องมีการคัดกรองทีมงานของรัฐมนตรีหรือไม่ หลังพบว่าหนึ่งในผู้ต้องหาเคยเป็นคณะทำงานของรัฐมนตรี ว่า ได้กำชับว่าเวลาจะแต่งตั้งใครให้เป็นตำแหน่งหลัก เป็นตำแหน่งรอง หรือตำแหน่งที่ปรึกษา จากนี้ไปต้องคัดกรองให้เต็มที่ โดยตนจะให้ผู้ใหญ่ในคณะรัฐมนตรี(ครม.)ตรวจสอบทั้งหมด ซึ่งขณะนั้น ยังไม่มีปัญหาสักคน ต้องยึดข้อมูลในขณะนั้น
เมื่อถามถึงกรณีชื่อคนที่อยู่ในกระบวนการทุจริตสอบข้าราชการท้องถิ่น เกี่ยวข้องกับแกนนำในพรรคภูมิใจไทย นายกฯกล่าวว่า หากเกี่ยวข้องกับใคร ก็โดนหมด
เมื่อถามต่อว่า หากเป็นคนระดับแกนนำ ก็โดนด้วยใช่หรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า แน่นอน ยิ่งถ้าเป็นคนของพรรค ก็ไม่มีเว้น หากโดนตนหรือโดนใคร ก็ต้องจัดการตามกฎหมาย และถูกดำเนินคดี”
เมื่อถามว่าจะต้องพิจารณาหรือสกรีนเรื่องการแต่งตั้งที่ปรึกษาหรือทีมงานของรัฐมนตรี หรือไม่ นายกฯกล่าวว่า สกรีนความประพฤติอยู่ตลอดเวลา แต่ตอนนี้คนในพรรคก็โดนไปหลายยกแล้ว ก็ต้องเพิ่มความระมัดระวัง
“ที่นี่ไม่ใช่ที่ที่จะไปตอบแทนบุญคุณใคร ทุกคนเข้ามาเป็นรัฐมนตรีได้ มีตำแหน่งทางการเมืองได้ เพราะประชาชนเลือกมา ฉะนั้นเจ้าบุญคุณทั้งหลายในอดีต ก็ถือว่ากองไว้ตรงนั้น ไม่ต้องเอามาเป็นบุญคุณตรงนี้ เพราะว่าผมเป็นคนตั้ง ไม่ต้องติดหนี้บุญคุณใคร รัฐมนตรีก็ไม่สามารถที่จะแต่งตั้งใครด้วยความเกรงใจ หรือเป็นหนี้บุญคุณ ก้าวหน้าจนมาเป็นถึงรัฐมนตรีแล้ว ยังมาตั้งทีมคณะทำงานที 20-30 คน บ้าแล้ว” นายกฯ กล่าว และว่า ทำไมจะต้องมีคณะทำงานและที่ปรึกษาอะไรเยอะแยะ ถ้าอย่างนี้ ก็ไม่ต้องเป็น
ขณะที่ นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ยอมรับกรณี นายวิน ธนพชรโภคิน หรือ ดร.วิน ผู้ต้องหาโกงสอบท้องถิ่น เคยได้รับการแต่งตั้งเป็นหัวหน้าคณะทำงานของนายพัฒนา ว่า เคยเป็นคณะทำงานเมื่อช่วงเดือนตุลาคม 2568 ส่วนตัวไม่ได้รู้จักกับนายวิน มาก่อน เพราะทีมงานได้มาแจ้งว่า นายวิน เคยมาทำงานในหลายส่วน เคยเป็นคณะกรรมการต่างๆ จึงมีการแนะนำกัน ก่อนจะต่อว่าที่ผ่านมาในรัฐบาลที่แล้วมีระยะเวลาสั้น เกิดเหตุการณ์หลายอย่าง เคยเจอกันครั้งเดียวตอนที่มาแนะนำตัว
ส่วนจะต้องมีการคัดเลือกบุคคลในการเป็นคณะทำงานหรือไม่ เพราะที่ผ่านมา มีการละหลวมจนกระทบต่อรัฐมนตรี นายพัฒนา กล่าวว่า ที่ผ่านมาการประเมินผู้ที่มาเป็นคณะทำงาน ก็จะต้องมีความรัดกุมมากขึ้น และยืนยันว่ากับกรณีทุจริตสอบข้าราชการท้องถิ่น สามารถสอบสวนได้อย่างเต็มที่ โดยส่วนตัวไม่ได้รู้จักกัน คนอื่นไม่มีความเกี่ยวข้องกับรัฐมนตรี รวมถึงทีมงานอื่นๆ จากนี้ขอให้เจ้าหน้าที่ทำงานได้อย่างเต็มที่ จะไม่มีการแทรกแซง และขอความสบายใจว่าจะไม่มีการแทรกแซงอย่างแน่นอน
แน่นอนว่า ทั้งพฤติกรรมและความเคลื่อนไหวของผู้ต้องหาแทบไม่ต้องสงสัยเลยว่า มีความเชื่อมโยงกับแกนนำพรรคภูมิใจไทย ส่วนจะรู้เห็นเป็นใจกันหรือไม่ ก็ต้องรอการสอบสวนออกมาก่อน แต่เชื่อเถอะว่า จะต้องมีออกมาเพิ่มเติมแน่นอน โดยเฉพาะในเคสที่เป็นลักษณะเดียวกัน เพราะอย่างที่รับรู้กันว่านี่คือเครือข่าย “บ้านใหญ่” ที่เกาะกินอยู่เต็ม “พรรคสีน้ำเงิน” แห่งนี้ รวมไปถึงที่น่ากลัวกว่านั้นก็คือ กำลังคืบคลานไปยังรัฐบาลที่กุมกลไกอำนาจรัฐอีกด้วย
คำพูดและท่าทีขึงขังของ นายอนุทิน ดังกล่าวข้างต้น แน่นอนว่าหากมองในบางมุมอาจทำให้เห็นว่ามีเจตนาให้เกิดการปราบปรามการทุจริตให้สิ้นซากไม่สนหน้าไหนทั้งนั้น ไม่ว่าจะเชื่อมโยงมาถึง “ขาใหญ่”หรือระดับแกนนำในพรรคภูมิใจไทยหรือไม่ก็ตาม หากสาวถึงใครก็โดนหมดอะไรทำนองนั้น
แต่ขณะเดียวกันอีกด้านหนึ่งมันก็สะท้อนให้เห็นว่าเมื่อ “ไฟกำลังลามมา” เรื่อยๆ ก็ต้องหาทาง “ดับไฟ” ก่อนลุกใหม้มาถึงตัวให้เสียหาย เป็นการ “ชิงดับกระแส” ความไม่พอใจจากภายนอก เพราะต้องไม่ลืมว่าไม่ว่าจะเป็นการตั้ง “ทีมงาน” หรือทีมที่ปรึกษา บรรดาตำแหน่งทางการเมืองต่างๆ ล้วนต้องผ่านการเสนอแต่งตั้งและอนุมัติมาตามลำดับ
และที่สำคัญทางนายกฯ ก็ยอมรับเองว่ารัฐมนตรีบางคนมีการแต่งตั้งที่ปรึกษามากถึง 20-30 คน นั้นจู่ๆ ไม่ใช่เกิดขึ้นมาได้เอง ต้องผ่านมาเสนออนุมัติมาตามขั้นตอน และหากบอกว่าทั้งพรรคภูมิใจไทย และนายกรัฐมนตรี ไม่รับรู้คงไม่ใช่ เพราะเรื่องนี้เกิดขึ้นมานาน เพียงแต่บังเอิญว่าเกิด “ความแตก” และปิดกันไม่มิดจากปมทุจริตสอบท้องถิ่น จึงต้องปล่อยเลยตามเลย ทำขึงขังดับอารมณ์ เพื่อคลายความไม่ไว้วางใจจากสังคมหรือเปล่า
ดังนั้น ทั้งการทุจริต และเรื่องการแต่งตั้งคณะบุคคลทั้งจากทีมที่ปรึกษารัฐมนตรีในสังกัดพรรคภูมิใจไทย ตัวนายกรัฐมนตรีไม่อาจ “ลอยตัว” หรือทำเพียงแค่แสดงอาการขึงขัง โชว์สังคมไม่ได้เป็นอันขาด เพราะการแต่งตั้งทุกครั้งจะต้องผ่านการพิจารณา มีการกลั่นกรอง เมื่อมีคนไม่ดีปะปนเข้ามาก็ต้องร่วมรับผิดชอบ หรืออีกด้านหนึ่งหากไม่ต้องการให้เกิดเรื่องอื้อฉาวเกิดขึ้นก็ต้องมีคำสั่งกันอย่างเข้มงวดกันล่วงหน้า!!


