มหาดไทย รับลูก ภท. เต็มร้อย จ่อยกร่างฎหมาย "เชียงใหม่-ภูเก็ตมหานคร" ถกเข้มนัดแรก "รองปลัดเซมเบ้" ประกาศหนุนกระจายอำนาจ ยก "ช่องโหว่" หากปรับโครงสร้างการบริหารระดับมหานคร อาจต้อง "ยุบเลิก" ราชการส่วนภูมิภาคในพื้นที่ ย้ำ!ต้องรักษาสมดุลกลไกภูมิภาค อุดช่องโหว่ความเหลื่อมล้ำ-ความมั่นคง เพื่อประโยชน์สูงสุดของประชาชน อย่างรอบคอบในทุกมิติ ยกข้อกังวล! เปลี่ยนแปลงสายบังคับบัญชา "กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน" สู่การขึ้นตรงต่อ "ผู้ว่าราชการมหานคร"
วันนี้ (15 ก.ค. 69) มีรายงานจากกระทรวงมหาดไทย เปิดเผยถึงความคืบหน้าต่อนโยบายของรัฐบาล พรรคภูมิใจไทย ต่อการจัดตั้ง "เชียงใหม่มหานคร" และ "ภูเก็ตมหานคร" เป็นองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นรูปแบบพิเศษ
ล่าสุด นายนิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร รองปลัดกระทรวงมหาดไทย ด้านบริหาร เป็นประธานการประชุมพิจารณาให้ความเห็น ภายหลังสำนักงานคณะกรรมการการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (ก.ก.ถ.) มีมติ และมีคำสั่งนายกรัฐมนตรี ให้ กระทรวงมหาดไทยให้ เป็นหน่วยงานหลักรับรายงานและข้อเสนอแนะของวุฒิสภา
ตามรายงานการพิจารณาศึกษา เรื่อง การจัดตั้งเชียงใหม่มหานคร และภูเก็ตมหานคร เป็น อปท.รูปแบบพิเศษด้านการท่องเที่ยว ของคณะกรรมาธิการการปกครองส่วนท้องถิ่น วุฒิสภา
"หน่วยงานในกำกับมหาดไทยร่วมกันวิเคราะห์ผลกระทบเชิงโครงสร้างและรวบรวมข้อคิดเห็น นำเสนอต่อสำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีพิจารณา"
มีรายงานว่า จากการวิเคราะห์ผลกระทบ หากมีการยกร่างกฎหมายทั้ง 2 ฉบับอย่างละเอียด ทั้งประเด็น "การเปลี่ยนแปลงสายการบังคับบัญชาของกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ที่จะเปลี่ยนไปขึ้นตรงต่อผู้ว่าราชการมหานคร"
การบริหารงานและการถ่ายโอนบุคลากร การประสานงานกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นรูปแบบเดิม รวมถึงข้อกังวลด้านกลไกการสั่งการในภาวะฉุกเฉินและภัยพิบัติ (Single Command)
ซึ่งกระทรวงมหาดไทยจะนำข้อเสนอแนะเชิงลึกทั้งหมดนี้ไปประมวลผล เพื่อประกอบการตัดสินใจเชิงนโยบายที่สะท้อนถึงเจตนารมณ์ในการรักษาสมดุลระหว่างการกระจายอำนาจ
และการรักษาเสถียรภาพความมั่นคงของรัฐ เพื่อสร้างรากฐานการพัฒนาเมืองที่เข้มแข็งและยั่งยืนอย่างแท้จริง
นายนิรัตน์ กล่าวว่า มหาดไทยพร้อมผลักดันเป้าหมายการกระจายอำนาจสู่ อปท.มาโดยตลอด แต่การปรับโครงสร้างการบริหารระดับมหานคร ที่จะยุบเลิกราชการส่วนภูมิภาคในพื้นที่นั้น จำเป็นต้องพิจารณาอย่างรอบคอบในทุกมิติ
โดยเฉพาะประเด็น 'การป้องกันความเหลื่อมล้ำ' ของการจัดเก็บรายได้ระหว่างจังหวัดที่อาจส่งผลกระทบต่อพื้นที่อื่น ๆ และ 'การรักษาความมั่นคง'
ตลอดจนการบูรณาการแก้ไขปัญหาในภาวะวิกฤต กลไกการบริหารราชการส่วนภูมิภาคเปรียบเสมือนโซ่ข้อกลางที่เชื่อมโยงนโยบายระดับชาติสู่การปฏิบัติจริง
"หากขาดกลไกนี้ไปอาจส่งผลกระทบต่อประสิทธิภาพในการให้บริการสาธารณะและการดูแลความปลอดภัยของพี่น้องประชาชน จึงต้องวิเคราะห์ทุกรายละเอียดอย่างรัดกุม เพื่อไม่ให้เกิดรอยต่อในการทำงานและรักษาระบบการบริหารราชการแผ่นดินให้เกิดประโยชน์สูงสุด"
มีรายงานว่า เมื่อต้นเดือน คณะกรรมการการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (ก.ก.ถ.) จัดการประชุม "นัดแรก" ตามข้อสั่งการของ นายทรงศักดิ์ ทองศรี นายกรัฐมนตรีและรองนายกรัฐมนตรี
มีผู้แทนจากหลายหน่วยงานข้าร่วมประชุม โดยมีมติให้มีการจัดทำข้อคิดเห็น และบทสรุปผลการพิจารณาในภาพรวม เพื่อนำเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) ภายในกรอบระยะเวลาที่กำหนด 30 วัน"
สำหรับ รูปแบบและโครงสร้างของ อปท. รูปแบบพิเศษ ตามข้อเสนอแนะเชิงนโยบายและเชิงปฏิบัติการของ กมธ.ฯ วุฒิสภา อาทิ การศึกษาความพร้อมและศักยภาพของพื้นที่ การจัดทำแผนการกระจายอำนาจ การจัดทำร่างกฎหมายที่เกี่ยวข้อง การเตรียมความพร้อมด้านกฎหมาย บุคลากร งบประมาณ และทรัพย์สิน
ตลอดจนการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนและการสร้างความร่วมมือกับทุกภาคส่วน เพื่อประกอบการจัดทำความเห็นของ สปน.และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้มีความครบถ้วน รอบคอบ และเป็นประโยชน์ต่อการพิจารณาของคณะรัฐมนตรีต่อไป
กมธ.ชุดดังกล่าว เสนอให้แบ่งพื้นที่บริหารเป็น 2 ระดับ คือ ระดับบน (มหานคร) และระดับล่าง (เทศบาลและ อบต.) โดยกำหนดให้มี "ผู้ว่าราชการมหานครและสภามหานคร" ที่มาจากการเลือกตั้งโดยตรง
และยังมีการพิจารณาด้านระบบการคลัง โดยเสนอให้ "มหานครมีรายได้เพิ่มขึ้นจากการจัดเก็บภาษีในพื้นที่" เช่น ภาษีมูลค่าเพิ่ม ภาษีธุรกิจเฉพาะ ภาษีเงินได้ ในสัดส่วนร้อยละ 50 (ภาษีรักบ้านเกิด)รวมถึงการจัดเก็บค่าธรรมเนียมรูปแบบใหม่ เช่น ค่าธรรมเนียมสนามบิน เพื่อให้มีงบประมาณเพียงพอต่อการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน
นอกเหนือจากการปรับปรุงโครงสร้างการบริหารงานแล้ว หัวใจสำคัญของการจัดตั้งมหานครทั้งสองแห่งคือการส่งเสริมการมีส่วนร่วม โดยจะมีการจัดตั้ง "สภาพลเมือง" เพื่อให้ภาคประชาชนและกลุ่มอาชีพต่าง ๆ เข้ามามีบทบาทร่วมกำหนดนโยบายเมือง
สารสำคัญของรายงานฉบับดังกล่าวได้ชี้ให้เห็นปัญหาและอุปสรรคการบริหารจัดการท้องถิ่นของจังหวัดเชียงใหม่ 3 ประการ 1. ปัญหาด้านการบริหารจัดการ 2. ปัญหาด้านรายได้และงบประมาณ และ 3. ปัญหาด้านการพัฒนาเมืองอย่างยั่งยืน
ขณะที่จังหวัดภูเก็ต ( 4 ประการ) นอกจากปัญหาด้านการบริหารจัดการ รายได้และงบประมาณ การพัฒนาเมืองอย่างยั่งยืนแล้ว ยังมี ปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติ
กรณีของ มหานครเชียงใหม่ ด้านการท่องเที่ยว ซึ่งมีลักษณะพิเศษหลายประการ ได้แก่ การเป็นเมืองประวัติศาสตร์ ล้านนา มีความหลากหลายทางชาติพันธุ์และวัฒนธรรม เป็นศูนย์กลางด้านเศรษฐกิจ การศึกษา การแพทย์ และการท่องเที่ยวของภาคเหนือ รวมถึงมีภาคประชาสังคมที่ตื่นตัวและเข้มแข็ง
อย่างไรก็ดี โครงสร้างการบริหารราชการในปัจจุบันยังไม่สามารถรองรับความซับซ้อน และศักยภาพของจังหวัดได้อย่างเพียงพอ จึงมีความจำเป็นต้องพัฒนาโครงสร้างการปกครอง ตนเองในรูปแบบใหม่ที่มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
ขณะที่การจัดตั้ง "ภูเก็ตมหานคร" ซึ่งเป็นเกาะขนาดใหญ่ที่สุดของประเทศไทย มีทรัพยากรธรรมชาติที่สวยงามทั้งทางบกและทางทะเล เป็นแหล่งท่องเที่ยวระดับโลกที่สร้างรายได้ให้กับประเทศไทยในปี 2567 ภูเก็ตครองแชมป์จังหวัดที่ทำรายได้จากการท่องเที่ยวสูงสุดในไทย
โดยอ้างอิงข้อมูลจากการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย และกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา (ไม่รวมกรุงเทพมหานคร) โดยสร้างสถิติใหม่ ดังนี้ รายได้รวมประมาณ 497,523 ล้านบาท (เกือบ 5 แสนล้านบาท) จำนวนผู้เยี่ยมเยือน ประมาณ 11 – 12 ล้านคน สถานการณ์ฟื้นตัว รายได้ในปี 2567 ถือว่าสูงที่สุดเป็นประวัติการณ์
ปัจจัยที่ทำให้ภูเก็ตเติบโตในปี 2567 มาตรการ วีซ่าฟรี (Visa Exemption) : ช่วยดึงดูดกลุ่มตลาดระยะใกล้ (Short - haul) เช่น จีน และอินเดีย ได้อย่างมีนัยสำคัญ กลุ่มตลาดระยะไกล (Long - haul) ตลาดยุโรปและรัสเซียเดินทางเข้ามาเพิ่มขึ้น ในช่วงฤดูกาลท่องเที่ยว (High Season)
โดยมีการเปิดเส้นทางบินตรงสู่ภูเก็ตมากขึ้น การท่องเที่ยวเชิงธุรกิจ (MICE) ภูเก็ตไม่ได้มีแค่ทะเล แต่เริ่มเด่นในด้านการเป็นสถานที่จัดงานประชุม สัมมนา และอีเวนต์ระดับโลก (Luxury Destination) การเติบโตของวิลล่าระดับพรีเมียมและแหล่งไลฟ์สไตล์ใหม่ ๆ ในย่านบางเทาและกมลา ดึงดูดกลุ่มนักท่องเที่ยวที่มีกำลังซื้อสูง
อย่างไรก็ดี ในช่วงเดือน ตุลาคม 2567 เพียงเดือนเดียว มีนักท่องเที่ยวเข้าภูเก็ตกว่า 1.02 ล้านคน สร้างรายได้กว่า 37,698 ล้านบาท อัตราการเข้าพักโรงแรมในช่วงฤดูกาลท่องเที่ยว (เดือนพฤศจิกายน – เดือนเมษายน) มีอัตราการเข้าพักเฉลี่ยสูงถึงร้อยละ 78 ถึงร้อยละ 91
โดย กมธ.ฯ มีข้อเสนอแนะ เพื่อให้การจัดตั้ง เชียงใหม่มหานคร และ ภูเก็ตมหานคร เป็นอปท.รูปแบบพิเศษด้านการท่องเที่ยวให้บรรลุผลเป็นรูปธรรม โดยการจัดทำร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ระเบียบบริหารราชการเชียงใหม่มหานคร พ.ศ. ... และ ร่างพ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการภูเก็ตมหานคร พ.ศ. .... โดยมีเป็นสำคัญ อาทิ
รูปแบบและโครงสร้าง : 1. แบ่งพื้นที่การบริหารเชียงใหม่มหานครและภูเก็ตมหานคร เป็น 2 ระดับ ประกอบด้วย ระดับบนเป็นเชียงใหม่มหานคร/ภูเก็ตมหานคร และระดับล่างเป็น เทศบาลและองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) และมีสภาพลเมืองเพื่อร่วมในการบริหารกิจการ
2. ระดับบน เชียงใหม่มหานคร/ภูเก็ตมหานคร มีผู้ว่าราชการเชียงใหม่มหานคร/ผู้ว่าราชการภูเก็ตมหานคร และสภาเชียงใหม่มหานคร/สภาภูเก็ตมหานครมาจากการเลือกตั้งโดยตรงจากประชาชน
ระดับล่าง เทศบาล และ อบต. มีนายกเทศมนตรี นายกอบต. สภาเทศบาล และสภาอบต. มาจากการเลือกตั้งโดยตรงของประชาชน สำหรับสภาพลเมืองมาจากการสรรหาในตัวแทนกลุ่มอาชีพต่าง ๆ
อำนาจหน้าหน้าที่ : กำหนดอำนาจหน้าที่ให้สามารถดำเนินการกิจการได้ในทุกเรื่อง (เมืองท่องเที่ยวระดับโลก) ยกเว้นกิจการด้านการป้องกันประเทศ ด้านการคลังของรัฐและระบบเงินตรา ด้านกระบวนการพิจารณาคดีทางศาล และด้านการต่างประเทศ สำหรับเทศบาลและอบต. มีอำนาจหน้าที่ตามกฎหมายเดิมที่กำหนดไว้ และได้รับมอบอำนาจจากเชียงใหม่มหานคร/ภูเก็ตมหานคร
ระบบการคลังและแหล่งรายได้ : เชียงใหม่มหานคร/ภูเก็ตมหานคร ซึ่งเป็น อปท. รูปแบบพิเศษด้านการท่องเที่ยว ควรมีรายได้ที่เพิ่มขึ้นและเพียงพอต่อการพัฒนาพื้นที่ และจัดทำบริการสาธารณะให้ได้คุณภาพมาตรฐานให้เหมาะสมกับอำนาจหน้าที่ที่เพิ่มขึ้น
ซึ่งรายได้เดิมที่อปท.ยังคงให้ได้รับเช่นเดิม และให้มีรายได้เพิ่มขึ้นจากที่รัฐบาลจัดเก็บในเชียงใหม่มหานคร/ภูเก็ตมหานคร เช่น ภาษีมูลค่าเพิ่ม ภาษีธุรกิจเฉพาะ ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ภาษีเงินได้นิติบุคคล
โดยแบ่งให้เชียงใหม่มหานคร/ภูเก็ตมหานคร ร้อยละ 50 ของรายได้ที่จัดเก็บได้ และมีรายได้ประเภทใหม่ที่ออกข้อบัญญัติจัดเก็บเพิ่ม เช่น ค่าธรรมเนียมสนามบิน ค่าธรรมเนียมคนต่างด้าว
รวมทั้งรัฐบาลจำเป็นต้องจัดสรรเงินงบประมาณเป็นเงินอุดหนุนให้เชียงใหม่มหานครอย่างน้อยไม่ต่ำกว่างบประมาณ ที่ส่วนราชการต่าง ๆ ในจังหวัดเชียงใหม่/ภูเก็ตได้รับจัดสรร.


