รู้จัก “อุดม สิทธิวิรัชธรรม” จากวลี “พรรคประชาชนต้องขอบคุณผม” สู่เก้าอี้ประธานศาลรัฐธรรมนูญคนใหม่ โปรไฟล์แน่น อยู่ในตำแหน่งใหญ่มาตลอด เคยตัดสินคดีสำคัญ ทั้งของ “ประยุทธ์-พรรคส้ม-เศรษฐา-แพทองธาร” มีแต่ “บิ๊กตู่” รอด
วันนี้ (15 ก.ค.) สดๆ ร้อนๆ ที่ประชุมคณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ มีมติเลือก นายอุดม สิทธิวิรัชธรรม นั่งประธานศาลรัฐธรรมนูญคนใหม่ แทน นายนครินทร์ เมฆไตรรัตน์ ที่หมดวาระ โดยกระบวนการคัดเลือก สำนักงานได้เชิญ พลตำรวจโท จักรพงศ์ วิวัฒน์วานิช ที่พึ่งได้รับความเห็นชอบจากที่ประชุมวุฒิสภา ให้ดำรงตำแหน่งตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ เมื่อวันที่ 23 มิ.ย.มาประชุมร่วมกับตุลาการที่ยังไม่พ้นจากตำแหน่งทั้ง 8 คน คือ นายอุดม นายวิรุฬห์ แสงเทียน นายจิรนิติ หะวานนท์ นายนภดล เทพพิทักษ์ นายบรรจงศักดิ์ วงศ์ปราชญ์ นายอุดม รัฐอมฤต นายสุเมธ รอยกุลเจริญ และ นายสราวุธ ทรงศิวิไล
ว่ากันว่า การประชุมมีการโหวตกันถึง 4 รอบ โดยเป็นการชิงกันระหว่างนายอุดม กับ นายจิระนิติ หะวานนท์ ก่อนที่นายอุดมจะชนะไปด้วยเสียงข้างมาก
ทั้งนี้ นายอุดม เกิดวันที่ 22 พฤศจิกายน 2497 ปัจจุบันอายุ 72 ปี จบการศึกษานิติศาสตรบัณฑิต มหาวิทยาลัยรามคำแหง เนติบัณฑิตไทย สมัยที่ 28 ปี 2518 และจบนิติศาสตรมหาบัณฑิต จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในปี 2525
ก่อนเข้าดำรงตำแหน่งตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ เคยดำรงตำแหน่งสำคัญในศาลยุติธรรม อาทิ รองประธานศาลอุทธรณ์ อธิบดีผู้พิพากษาภาค 1
อธิบดีผู้พิพากษาศาลอาญากรุงเทพใต้ ผู้พิพากษาศาลฎีกา
ประธานศาลอุทธรณ์ภาค 5
ผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลฎีกา
ประธานแผนกคดีคำสั่งคำร้องและขออนุญาตฎีกาในศาลฎีกา
หลังได้รับโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ เมื่อวันที่ 1 เม.ย. 63 นายอุดม มีบทบาทในการร่วมวินิจฉัยคดีการเมืองสำคัญๆ อย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นคดีบ้านพักหลวง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา อดีตนายกรัฐมนตรีในปี 2563 นายอุดมร่วมเป็นเสียงข้างมากที่เห็นว่าไม่เป็นเหตุให้ พลเอก ประยุทธ์ พ้นจากตำแหน่ง หรือที่ต่อเนื่องกัน คือ คดีวาระ 8 ปี ของพล.อ.ประยุทธ์ ในปี 65 นายอุดม ก็เป็นหนึ่งในเสียงข้างมาก 6 : 3 เสียง ที่วินิจฉัยว่า วาระนายกฯ เริ่มนับปี 2560 ทำให้พลเอก ประยุทธ์ ยังดำรงตำแหน่งต่อไปได้
รวมถึงคดีพรรคก้าวไกลล้มล้างการปกครองในต้นปี 67 ที่นายอุดมเป็นหนึ่งในเสียงเอกฉันท์ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยสั่งให้พรรคก้าวไกล และ นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคในขณะนั้น เลิกกระทำการเกี่ยวกับการมีนโยบายแก้ไขประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 และเวลาต่อมาศาลรัฐธรรมนูญก็มีมติเป็นเอกฉันท์สั่งยุบพรรคก้าวไกลและเพิกถอนสิทธิกรรมการบริหารพรรคเป็นเวลา 10 ปีจากเหตุดังกล่าว
ซึ่งเกิดกระแสดรามาตามมา เมื่อนายอุดมกล่าวระหว่างการบรรยายที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี เมื่อ 15 สิงหาคม 67 ในลักษณะติดตลกว่า “พรรคประชาชนต้องขอบคุณผม” เพราะเมื่อยุบพรรคก้าวไกล พรรคประชาชนสามารถตั้งขึ้นได้อย่างรวดเร็ว และยังได้รับเงินบริจาคจำนวนมาก คำพูดกลายเป็นกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก มีการยื่นให้ตรวจสอบจริยธรรมของนายอุดม และเรียกร้องให้ลาออกด้วยเหตุผลว่ากระทบต่อความเชื่อมั่นของประชาชนต่อศาลรัฐธรรมนูญ
นอกจากนี้ ยังมีคดีประพฤติผิดมาตรฐานจริยธรรมอย่างร้ายแรงที่เป็นเหตุให้ นายเศรษฐา ทวีสิน อดีตนายกรัฐมนตรี ต้องพ้นจากตำแหน่ง เนื่องจากการเสนอแต่งตั้ง นายพิชิต ชื่นบาน ทนายขนมถุง 2 ล้านบาท เข้าดำรงตำแหน่งรัฐมนตรี
และคดี นางสาวแพทองธาร ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ต้องพ้นจากตำแหน่ง เนื่องจากคลิปเสียงฮุนเซน โดยนายอุดมก็หนึ่งในเสียงที่วินิจฉัยให้ความเป็นรัฐมนตรีของนายเศรษฐา และ นางสาวแพรทองธาร ต้องสิ้นสุดลงเฉพาะตัว ดังนั้น การก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งประธานศาลรัฐธรรมนูญของ นายอุดม จึงนับเป็นภารกิจที่ท้าทาย บทบาทของนายอุดมจะไม่ได้จำกัดเพียงการร่วมพิจารณาคดีในฐานะตุลาการ แต่ยังต้องทำหน้าที่นำองค์กรในช่วงเวลาที่ศาลรัฐธรรมนูญเผชิญความคาดหวังและการตรวจสอบ ตั้งคำถาม จากสังคมอย่างเข้มข้น ท่ามกลางคดีการเมืองร้อนที่มีผลต่อทางอนาคตของประเทศและเสถียรภาพความมั่นคงของรัฐบาล ทุกท่วงทำนองการทำหน้าที่ ทุกคำวินิจฉัย และทุกการตัดสินใจภายใต้การนำของประธานศาลรัฐธรรมนูญคนใหม่ จึงเป็นสิ่งที่สังคมจะจับตาอย่างใกล้ชิดต่อจากนี้


