xs
xsm
sm
md
lg

กรมบังคับคดีโชว์ผลสำรวจปี 69 ประชาชนเชื่อมั่น 97.20% จับมือ 33 แบงก์ช่วยลูกหนี้ ชู AI พลิกโฉมองค์กรดิจิทัล

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



กรมบังคับคดีเผยผลสำรวจปี 69 ประชาชนเชื่อมั่น 97.20% จับมือ 33 สถาบันการเงินช่วยลูกหนี้ ชะลอขายทอดตลาด พร้อมดัน AI พลิกโฉมองค์กรสู่กรมดิจิทัลเต็มรูปแบบ

วันนี้(15 ก.ค.) กรมบังคับคดี กระทรวงยุติธรรม ร่วมกับ บริษัท พีเอเอส คอนซัลแทนท์ แอนด์ รีเซิร์ช จำกัด แถลงผลสำรวจความเชื่อมั่นและความพึงพอใจของประชาชนผู้รับบริการต่อกระบวนการบังคับคดี ประจำปีงบประมาณ 2569 จากการสำรวจกลุ่มตัวอย่างจำนวน 3,389 รายทั่วประเทศ พบว่า ประชาชนมีความเชื่อมั่นต่อการดำเนินงานของกรมบังคับคดีในภาพรวมสูงถึง ร้อยละ 97.20 ขณะที่กระบวนการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทชั้นบังคับคดีได้รับคะแนนความเชื่อมั่นสูงสุดถึง ร้อยละ 98.80 และได้รับคะแนนความพึงพอใจสูงสุดที่ ร้อยละ 90.60 สะท้อนถึงการยอมรับของประชาชนต่อการพัฒนาระบบงานและการให้บริการของกรมบังคับคดีอย่างต่อเนื่อง

นายเสกสรร สุขแสง อธิบดีกรมบังคับคดี กล่าวว่า ผลสำรวจดังกล่าวถือเป็นเครื่องยืนยันความสำเร็จของการขับเคลื่อนแผนปฏิบัติราชการ 5 ปี (พ.ศ.2566-2570) ฉบับปรับปรุง ที่มุ่งยกระดับการบริหารภาครัฐให้มีประสิทธิภาพ โปร่งใส ยึดหลักธรรมาภิบาล และอำนวยความยุติธรรมแก่ประชาชนอย่างเท่าเทียม โดยตลอดช่วงหลายปีที่ผ่านมา กรมบังคับคดีได้เร่งปรับปรุงทั้งระบบงาน บุคลากร และการนำเทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามาใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการให้บริการ

ผลการสำรวจพบว่า นอกจากความเชื่อมั่นโดยรวมที่อยู่ในระดับร้อยละ 97.20 แล้ว ประชาชนยังให้ความเชื่อมั่นต่อกระบวนการบังคับคดีแพ่งร้อยละ 97.60 กระบวนการบังคับคดีล้มละลายร้อยละ 95.20 กระบวนการฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ร้อยละ 96.80 กระบวนการประมูลซื้อทรัพย์และการขายทอดตลาดร้อยละ 96.40 และกระบวนการวางทรัพย์ร้อยละ 97.80

ส่วนผลการสำรวจด้านความพึงพอใจ พบว่าประชาชนมีความพึงพอใจต่อการให้บริการโดยรวมร้อยละ 88.20 โดยกระบวนการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทชั้นบังคับคดีได้รับคะแนนสูงสุดร้อยละ 90.60 รองลงมา ได้แก่ การประมูลซื้อทรัพย์และการขายทอดตลาดร้อยละ 88.60 การบังคับคดีแพ่งร้อยละ 88.20 การบังคับคดีล้มละลายและการวางทรัพย์ร้อยละ 88.00 และการฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ร้อยละ 85.80

นอกจากนี้ผลการศึกษายังสะท้อนว่า ประชาชนให้การยอมรับการทำงานของเจ้าหน้าที่กรมบังคับคดีในหลายด้าน ทั้งความรู้ความเชี่ยวชาญ ความสุภาพ การให้คำแนะนำและอธิบายขั้นตอนอย่างชัดเจน รวมถึงการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้ในการให้บริการ ส่งผลให้การดำเนินงานมีความสะดวก รวดเร็ว และโปร่งใสมากขึ้น

นายเสกสรร กล่าวว่า แม้ผลสำรวจจะอยู่ในระดับที่น่าพอใจ แต่กรมบังคับคดียังเดินหน้าพัฒนางานอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการแก้ไขปัญหาหนี้เสีย (NPL) ซึ่งยังมีปริมาณสูงและส่งผลให้มีทรัพย์ที่ถูกยึดจำนวนมากไม่สามารถขายทอดตลาดได้ เนื่องจากผู้สนใจซื้อประสบปัญหาในการขอสินเชื่อจากสถาบันการเงิน


เพื่อบรรเทาผลกระทบดังกล่าว กรมบังคับคดีได้เชิญ 33 สถาบันการเงิน ร่วมกำหนดมาตรการช่วยเหลือลูกหนี้ โดยมีแนวทางสำคัญ 3 ประการ ได้แก่ 1. ระงับการยึดทรัพย์เพิ่มเติม สำหรับลูกหนี้ที่แสดงความประสงค์เข้าสู่กระบวนการไกล่เกลี่ย 2. ชะลอการขายทอดตลาด ออกไป 1-3 นัด หรือประมาณ 6 เดือนถึง 1 ปี เพื่อเปิดโอกาสให้ลูกหนี้ได้เจรจาปรับโครงสร้างหนี้ และ 3. งด ลด หรือขยายระยะเวลาผ่อนชำระหนี้ ให้เหมาะสมกับศักยภาพของลูกหนี้ เช่น ลดค่างวดจากเดือนละ 10,000 บาท เหลือประมาณ 2,500-3,000 บาท เพื่อให้สามารถรักษาทรัพย์สินและกลับมาชำระหนี้ได้อย่างต่อเนื่อง

“มาตรการเหล่านี้เป็นการสร้างโอกาสให้ลูกหนี้ได้กลับมาตั้งหลัก และลดผลกระทบทางเศรษฐกิจที่อาจเกิดขึ้นจากการสูญเสียที่อยู่อาศัยหรือทรัพย์สินสำคัญ ขณะเดียวกันยังช่วยให้เจ้าหนี้มีโอกาสได้รับชำระหนี้มากกว่าการเร่งขายทอดตลาดในช่วงที่กำลังซื้อยังไม่ฟื้นตัว” นายเสกสรรกล่าว

อธิบดีกรมบังคับคดีกล่าวอีกว่า หนึ่งในเป้าหมายสำคัญของกรมฯ คือการลบภาพจำเดิมของประชาชนเกี่ยวกับความล่าช้าในการดำเนินงาน ทั้งการยึดทรัพย์ การจัดทำบัญชี และการจ่ายเงินหลังการขายทอดตลาด โดยที่ผ่านมา กรมฯ ได้ปรับเปลี่ยนระบบการทำงานเกือบทั้งหมดเข้าสู่ระบบดิจิทัล

จากเดิมเจ้าหน้าที่ต้องลงพื้นที่ตรวจสอบหลักหมุดที่ดินด้วยตนเอง ทำให้สามารถดำเนินการได้เพียงวันละ 1 เรื่อง และมีคดีค้างสะสมจำนวนมาก ปัจจุบันประชาชนสามารถยื่นคำร้องยึดหรืออายัดทรัพย์ผ่านระบบออนไลน์ได้จากทุกที่ทุกเวลา พร้อมเชื่อมโยงข้อมูลกับกรมที่ดินผ่านระบบ Landmap ทำให้การตรวจสอบข้อมูลมีความแม่นยำ ลดระยะเวลาการดำเนินงาน และลดข้อผิดพลาดจากการทำงาน

นอกจากนี้ กรมฯ ยังได้นำระบบบัญชีอิเล็กทรอนิกส์มาใช้ในการบริหารจัดการเงินหลังการขายทอดตลาด ช่วยให้คู่ความและเจ้าหนี้ได้รับเงินรวดเร็วยิ่งขึ้น ส่งผลให้เม็ดเงินสามารถหมุนเวียนกลับเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ

นายเสกสรรเปิดเผยด้วยว่า ในระยะต่อไป กรมบังคับคดีเตรียมนำ ปัญญาประดิษฐ์ (AI) เข้ามาช่วยดำเนินงานในกระบวนการอายัดทรัพย์ ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนประมาณ ร้อยละ 60 ของคดีทั้งหมด โดย AI จะช่วยลดขั้นตอนการทำงาน ลดภาระของเจ้าหน้าที่ และเพิ่มความรวดเร็วในการให้บริการ เพื่อให้บุคลากรสามารถนำเวลาไปพัฒนางานบริการด้านอื่นที่สร้างประโยชน์แก่ประชาชนได้มากขึ้น คาดว่าจะเริ่มใช้งานได้อย่างเป็นรูปธรรมในช่วงปี 2569-2570

ด้านคณะผู้วิจัยจากบริษัท พีเอเอส คอนซัลแทนท์ แอนด์ รีเซิร์ช จำกัด ได้นำเสนอแนวทางยกระดับองค์กรผ่าน IMPACT Model ซึ่งประกอบด้วย 6 องค์ประกอบสำคัญ ได้แก่ การบูรณาการระบบดิจิทัล การยกระดับมาตรฐานการบริหาร การพัฒนากระบวนการทำงาน การให้บริการโดยยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง การพัฒนาการสื่อสารและความร่วมมือ และการสร้างความโปร่งใสเพื่อเสริมสร้างความเชื่อมั่น

พร้อมกันนี้ คณะผู้วิจัยยังเสนอให้กรมบังคับคดีเพิ่มการสื่อสารเชิงรุกผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ เช่น Facebook, Line และ TikTok รวมถึงการพัฒนา Influencer ของหน่วยงาน เพื่อสร้างการรับรู้และทำให้ประชาชนเข้าถึงข้อมูลข่าวสารและบริการของกรมได้ง่ายยิ่งขึ้น รองรับพฤติกรรมของประชาชนในยุคดิจิทัลที่หันมารับข้อมูลผ่านสื่อออนไลน์เป็นหลัก