“อนุทิน” บุกกองปราบฯ ตามคดีทุจริตสอบท้องถิ่น ลั่น “ไม่มีมวยล้มต้มคนดู” ใครทำตัวเป็นฮีโร่ แต่เอี่ยวเต็มส้นเท้าไม่รอดแน่ ชง ก.กลาง ตัดสินยกเลิกผลสอบ 23 ก.ค. ลั่นหาก กม.เอื้อพร้อมยกเลิกทันที ขยายผลเครือข่ายวงจรอุบาทว์ ชี้ ขรก.- นักการเมืองโทษหนัก 2-3 เท่า ข้องใจ กม.ตั้ง คกก.ซ้ำซ้อน มท.1 มีเสียงโหวตเดียวใช้อำนาจไม่ได้ เล็งรื้อกฎปรับใหม่ให้รัดกุม
วันนี้ (15 ก.ค.) เมื่อเวลา 13.11 น. ที่กองบังคับการปราบปราม กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกราง (บช.ก.) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และ รมว.มหาดไทย ตรวจเยี่ยมกองบังคับการปราบปรามและติดตามความคืบหน้ากรณีการทุจริตสอบข้าราชการท้องถิ่น ปี 2568 โดยมี พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) พล.ต.ท.ณัฐศักดิ์ เชาวนาศัย ผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (ผบช.ก.) ให้การต้อนรับ และเข้าร่วมประชุมด้วย
นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ในฐานะหัวหน้ารัฐบาล และเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ต้องขอขอบคุณจริงๆ ในความร่วมมือของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ รวมถึงหน่วยงานปราบปรามอื่นที่เกี่ยวข้อง เช่น สำนักงานสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ ป.ป.ท.สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน ปปง.คณะกรรมการป้อง ป.ป.ช. กรมสอบสวนคดีพิเศษ ดีเอสไอ และในส่วนของกระทรวงมหาดไทย ซึ่งรับทราบถึงการกระทำองอาจผิดกฎหมายและเป็นที่น่ารังเกียจเช่นนี้
นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ตั้งแต่เกิดเรื่องขึ้นมา ผมไม่ได้มีความสบายใจ เพราะเป็นเรื่องที่อยู่ภายในกำกับดูแลของรัฐบาลทั้งสิ้น ถ้าไม่ได้รับความร่วมมืออันดีจากพวกท่าน ก็จะทำให้ความเคลือบแคลงใจของพี่น้องประชาชนตลอดถึงความไม่มั่นใจประชาชนต่อคดีนี้
ซึ่งเป็นที่สงสัย แต่ท่านทั้งหลายทำให้ทุกอย่างเกิดความกระจ่างชัดเจน ทำให้เห็นเครือข่ายด้วยว่าหลายคนที่มีส่วนร่วมในวงจรนี้ ยังมีส่วนร่วมในการกระทำอาชญากรรมและทุจริตอื่นๆด้วย แสดงว่าวงจรนี้ที่เรียกว่าวงจรอุบาทว์มีเครือข่ายเชื่อมโยงถึงกันตรงนี้ ตนได้เคยให้สัมภาษณ์ยืนยันกับพี่น้องประชาชนผ่านสื่อมวลชนขอให้มีความมั่นใจระบบการป้องกันปราบปรามอาชญากรรม และมั่นใจในหน่วยงานที่เกี่ยวข้องว่าจะไม่มีทางที่จะไปช่วยเหลืออำนวยความสะดวกหรือเบียดบังคดีความต่างๆเหล่านี้ได้และยิ่งกรณีนี้เป็นกรณีที่อุกอาจมากทุจริตตั้งแต่การสอบรับราชการ ดังนั้นทุกท่านคงจำได้ช่วงที่ตนเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยได้ทำ MOU กับ 7 หน่วยงาน ด้านการปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ ซึ่งทั้ง 7 หน่วยงานนี้ได้ให้ความร่วมมืออย่างดี ดังนั้นพี่น้องประชาชนไม่ต้องกังวล
ทั้งนี้ มีคำถามว่าเดี๋ยวกระทรวงมหาดไทยทำ กระทรวงมหาดไทย มีส่วนได้ส่วนเสียกำกับดูแลการสอบจะไว้ใจได้อย่างไร เรายังมีอีก 4-5 หน่วยงาน หนึ่งในนั้นคือสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ป.ป.ท. ปปง.
ซึ่งตรงนี้เป็นหน่วยงานที่นอกเหนือการกำกับดูแลของรัฐบาลถือเป็นองค์กรอิสระ ดังนั้นขอให้ทุกท่านมั่นใจได้เลยว่าจะไม่มีทางบิดเบือนคดีเป็นอย่างอื่นได้ ซึ่งต้องเป็นไปตามข้อเท็จจริงจากหลักฐานที่มีอยู่ ซึ่งเรากำลังสืบเสาะหา แล้วจะต้องมีการตรวจทานประกอบเปรียบเทียบกัน
“พี่น้องประชาชนทุกคนสามารถให้ความไว้วางใจได้ว่าคดีนี้ไม่มีมวยล้มต้มคนดู และไม่มีการบรรเทายืดหยุ่น ทุกอย่างจะต้องถูกดำเนินการด้วยหลักกฎหมาย อย่างเคร่งครัดและไม่มีกฎหมายใดๆ หรือกฎเกณฑ์ใดๆ หรือไม่มีบุญคุณใดๆ ที่พวกผมทุกคนต้องไปตอบแทน หรือมีความเกรงกลัวใดๆแล้วต้องมีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องพวกนี้ ดังนั้น สิ่งที่เห็นมาโดยตลอดตั้งแต่เกิดเรื่องในกรณีนี้ทุกอย่างถูกดำเนินการ ด้วยความรวดเร็วไม่ว่าจะเคยมีตำแหน่งราชการใดๆ ก็ตามทั้งดำเนินคดีและมีคำสั่งทางวินัย ให้หยุดปฏิบัติหน้าที่ แต่เรายังไม่สามารถพูดได้ว่าใครผิดใครถูก กว่าจะถึงวันนั้นทุกอย่างต้องผ่านกระบวนการสืบสวนสอบสวนและมีพยานหลักฐานที่ชัดเจน ผมในฐานะนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย หัวหน้ารัฐบาลและในฐานะประชาชนคนหนึ่งต้องขอขอบพระคุณผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ส่วนราชการเลขาฯ ป.ป.ท. เจ้าพนักงานทุกคน ที่เร่งให้ความร่วมมือในการดำเนินการเรื่องนี้อย่างเต็มที่ และขอให้ภาคภูมิใจเรายังเป็นที่พึ่งของพี่น้องประชาชนได้อยู่เสมอ”
เมื่อถามถึงกรณีการเพิกถอนรายชื่อข้าราชการทั้ง 5,000 คน ที่ได้รับการบรรจุข้าราชการท้องจะดำเนินการอย่างไร นายกฯ กล่าวว่า ตนเพิ่งได้รับรายงานจากปลัดกระทรวงมหาดไทยที่ประชุมคณะกรรมการกลางการสอบแข่งขันพนักงานส่วนท้องถิ่น (กสถ.) เมื่อช่วงเช้าว่า สถ. ได้รับทราบถึงเหตุการณ์ไม่ชอบมาพากลเช่นนี้ และในสัปดาห์หน้าวันที่ 23 ก.ค.นี้ จะนำเรื่องทั้งหมดเข้าที่ประชุมคณะกรรมการกลางข้าราชการและพนักงานส่วนท้องถิ่น (ก กลาง) ซึ่งตนเป็นประธาน ถ้าตนสั่งได้ก็สั่งไปแล้วอยู่แนวหน้ารมว.มหาดไทยป่านนี้ผลสอบครั้งนี้มันก็ไม่เกิดแล้ว แต่มันจะต้องผ่านคณะกรรมการก กลางตนคิดว่าเป็นสิ่งที่ดี ตนได้ให้แนวทางตั้งแต่ทราบเรื่องว่าให้ชะลอ อย่าเพิ่งเรียกไปรายงานตัว ซึ่งในสัปดาห์หน้าถ้าวันนี้ สถ. มีมติเรียบร้อยว่าพบการกระทำที่ผิดกฎหมาย พบการบิดเบือนผลการสอบต่างๆ เราก็ต้องรายงานคณะกรรมการ ก กลาง ซึ่งตนถามเขาแล้วว่าใครจะรับผิดชอบ เพราะบอกแล้วไม่ให้บรรจุแล้วยังไปบรรจุ ขนาดกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น (สถ.) ออกหนังสือไม่ให้บรรจุให้ชะลอ แต่ก็ยังบรรจุต่อไป ซึ่งตรงนี้เดี๋ยวจะต้องอยู่ในขั้นตอนของพนักงานสอบสวนในการดำเนินการต่อไป ซึ่งในคณะกรรมการ ก กลาง ก็จะต้องนำเรื่องเข้าไปพิจารณาว่าจะดำเนินการอย่างไรต่อ
“แต่สำหรับผมให้ยกเลิก แต่ถ้ายังมีคณะกรรมการหลายคน ซึ่งส่วนใหญ่หลายคนเป็นตัวแทนจากท้องถิ่น เป็นผู้ที่ต้องการข้าราชการเหล่านี้เข้าไปทำงาน ถ้าเขายังบอกว่าดำเนินการต่อไป ก็ให้โหวตกัน แต่อย่างไรก็ตาม ในส่วนของผมและกระทรวงมหาดไทยและรัฐบาลเราก็มีความเห็นของเรา”
เมื่อถามว่า ในส่วนที่ทักท้วงไปแล้ว นายกฯ มีอำนาจในการปกครอง ทำไมไม่ออกคำสั่งให้มีการถอน นายกฯ กล่าวว่า “ถามแบบนี้แสดงว่าคุณไม่เข้าใจกฎหมาย มันไม่ได้มีอำนาจ ถ้ามีอำนาจก็เรียบร้อยไปแล้ว ไม่ใช่แค่ทักแต่ตนบอกแล้วว่าให้ชะลอ แต่ต้องใช้มติของคณะกรรมการ ก กลาง กฎหมายเขียนไว้ตนก็ไม่รู้ว่าใครเป็นคนร่าง เราก็ต้องมานั่งดูด้วย ว่า ทำไมกฎหมายถึงออกมาเช่นนี้ ตั้งคณะกรรมการขึ้นมา 2-3 ชั้น รมว.มหาดไทย คือ ประธานกรรมการแค่ชุดเดียว คือ ชุดกลาง ถ้าจะโหวตก็มีแค่เสียงเดียว ในกระทรวงมหาดไทยน่าจะมีไม่เกิน 3 เสียง คือ ปลัดกระทรวงมหาดไทย อธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นส่งเสริมการปกครอง ที่เหลือเป็นกรรมการจากหน่วยงานอื่นๆ ใช้อำนาจไม่ได้ ถ้าใช้อำนาจได้ก็ไม่ต้องมากวน ผบ.ตร.
เมื่อถามต่อว่า กรณีผู้สมัครที่สอบผ่าน แล้วอยากร้องขอความเป็นธรรม ว่า การสอบทำมาอย่างถูกต้อง นายกฯ กล่าวว่า เราต้องดูก่อนว่าการสอบตอนนี้เจอประมาณ 5,900 รายที่ทุจริต ตอนนี้ตนก็ต้องไปหารือทางฝ่ายกฎหมายต่อกรณีนี้ ถ้ามันทุจริตตั้งแต่ช่วงต้นมีการเปิดเผยข้อสอบ มีการบิดเบือนผลการสอบ ถ้ามันนำไปสู่การยกเลิกเพิกถอนอะไรได้เราก็ต้องทำตามทุกอย่างที่กฎหมายเปิดช่องไว้
เมื่อถามอีกว่า หากดำเนินการสอบไปแล้วและพบว่ามีผู้ทุจริตจะต้องขึ้นแบล็กลิสต์ห้ามสอบอีกหรือไม่ นายกฯกล่าวว่า เรื่องนี้จะต้องถูกกำหนดอยู่ในทีโออาร์ต่อไป แต่อย่างน้อยคนที่มีชื่ออยู่ในกลุ่มที่คะแนนในกระดาษคำตอบไม่ตรงกับการประกาศผล ตนเชื่อว่า ทางพนักงานสอบสวนและหน่วยงานที่ต้องตรวจสอบก็ต้องดำเนินคดี เรียกมาสอบปากคำ ถ้าพบเป็นความผิดก็ต้องดำเนินคดีต่อไป
เมื่อถามต่อว่า 5,000 กว่าตำแหน่งที่เพิกถอนแล้วจะเลื่อนคนที่ลำดับถัดไปขึ้นมาหรือว่าต้องสอบใหม่ นายกฯ กล่าวว่า ก็ต้องดูว่า สถ.จะยกเลิกสอบ ยกเลิกผลประกาศสอบ มันต้องมาจากคณะกรรมการ ก กลาง ไม่มีอำนาจตรงไหนที่ให้ รมว.มหาดไทย ได้ทำเองโดยที่ไม่ต้องใช้มติของคณะกรรมการก็ต้องรอการประชุม ตนทราบว่า จะประชุมในวันที่ 23 ก.ค. ซึ่งปกติตนจะมอบ รมช.มหาดไทย ทำงานแทนตั้งแต่ตนมาเป็น รมว.มหาดไทย ในปี 2566 รอได้ให้ มท.2 กำกับดูแลกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น แต่พอมีเหตุการณ์แบบนี้ขึ้นสัปดาห์หน้า ตนก็ประเมินแล้วคิดว่ามันก็มีความจำเป็นที่ตนจะต้องเข้าไปทำหน้าที่ประธานเอง เพราะมันไม่ได้จำกัดสิทธิ์อะไรของตนในการไปทำหน้าที่ประธาน
เมื่อมาถามว่า เพื่อไม่ให้เกิดเหตุการณ์ซ้ำซากจะต้องไปรื้อที่มาของคณะกรรมการหรือไม่ เพราะปัจจุบัน นายกฯ บอกว่า เป็นรัฐมนตรีมหาดไทยก็ไม่มีอำนาจ ตรงนั้น นายกฯ กล่าวว่า ก็ต้องไปดู เพราะอันนี้เป็นกฎหมายประกอบในพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) กำหนดแผนและขั้นตอนการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2542 แต่ตนเชื่อว่าถ้ามีการเปิดให้มีการทุจริตในระดับขนาดนี้ ตนก็คิดว่ากระทรวงมหาดไทยมีเหตุผลที่ต้องพิจารณาในเรื่องของการแก้ไขกฎหมายปรับปรุงกฎหมายให้มีความรัดกุมยิ่งขึ้น
นายกฯ กล่าวต่อว่า คดีนี้คงมีการแถลงข่าวขยายผลอีกหลายครั้ง เพราะการกระทำที่อุกอาจขนาดนี้ คงไม่ได้แค่มีผู้ต้องหาที่จับได้แล้ว หรือผู้ที่ถูกกล่าวหาเท่านั้น เราจะดำเนินการต่อไป ในส่วนของตนมีความเชื่อมั่น ในความสามารถและศักยภาพของเจ้าหน้าที่ ว่าเราจะไม่มีทางปล่อยให้คนร่วมกระทำความผิดลอยนวลอย่างแน่นอน และไม่ต้องห่วงระบบนี้คนมันเยอะ แต่ละคนเดี๋ยวเขาก็ซัดทอด ไปถึงคนอื่น มันเป็นธรรมชาติอยู่แล้ว สิ่งที่สื่อมวลชนกังวลว่าตรงไหนซ่อนอยู่ คนไหนมีส่วนเกี่ยวข้อง คนไหนทำเป็นฮีโร่ แต่ความจริงมีส่วนเกี่ยวข้องอย่างเต็มส้นเท้า ก็จะถูกขยายผลออกมาเรื่อยๆ ซึ่งการดำเนินการมาจนถึงระดับนี้ ก็มาจากการขยายผล
นายกฯ กล่าวทิ้งท้ายว่า กรณีที่ผู้สื่อข่าวถามว่าเป็นข้าราชการ เป็นนักการเมืองจะรอดหรือไม่ ไปดูข้อกฎหมาย ที่บอกว่าเป็นข้าราชการเป็นเจ้าพนักงานเป็นนักการเมือง เป็นผู้มีสถานะจะต้องโดนลงโทษ 2 เท่าถึง 3 เท่า ยังมีกฎหมายนี้อยู่ ตนได้ให้หลักการนี้ไปยังผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องในคดีนี้ทุกคน
จากนั้นเวลา 14.10 น. ภายหลังเสร็จสิ้นติดตามความคืบหน้ากรณีการทุจริตสอบข้าราชการท้องถิ่น ปี 2568 ขณะที่นายกรัฐมนตรี จะเดินทางกลับ ซึ่งอยู่ระหว่างยืนคุยกับผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ตรงประตูปรากฏว่า ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจ ได้นำตัวผู้ต้องหาเดินผ่านหน้านายกรัฐมนตรีและผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ออกไปขึ้นรถ นำไปฝากขังตามกระบวนการ โดยที่ ตำรวจได้แจ้ง นายกรัฐมนตรี และ สื่อมวลชน ที่ยืนอยู่ว่าให้ยืนหลบด้านข้าง ทำให้เกิดการชุลมุนแบบงงๆ
ที้งนี้ ผู้สื่อข่าวถามนายกฯ ว่า ได้เจอผู้ต้องหาก่อนหน้านี้หรือไม่ โดยนายกฯ กล่าวว่า เพิ่งเดินผ่านเมื่อกี๊ ตนไม่ทราบด้วยว่าเป็นผู้ต้องหา ตำรวจได้บอกให้เข้ามายืนด้านข้าง เพื่อให้ผู้ต้องหาเดินผ่านไปฝากขังตามกระบวนการ


