xs
xsm
sm
md
lg

ปชน.ปูดเครือข่ายพ่อทิพย์เป็นขบวนการ รพ.เอกชน ร่วมมือ จนท. จี้ สกัดแม่จีนพาลูกหนี แฉจ่ายล้านแลกบัตร ปชช.

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



“ปิยรัฐ” เปิดข้อมูลขบวนการ “พ่อทิพย์” เชื่อมโยง รพ.เอกชน และ จนท.รัฐ เอื้อออกเอกสารให้ลูกชาวจีนได้สัญชาติไทย จี้ “อนุทิน” เร่งสอบทุกหน่วยงานและสกัดการนำเด็กออกนอกประเทศ ขณะที่ “เฉลิมพงศ์” แฉข้อมูลการซื้อบัตรประชาชนไทยราคาสูงถึง 1 ล.ต่อราย จี้ รบ.เร่งอุดช่องโหว่ทะเบียนราษฎร และดำเนินคดีผู้เกี่ยวข้อง

วันนี้ (15 ก.ค.) นายปิยรัฐ จงเทพ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน แถลงถึงกรณีขบวนการนำคนไทยมารับสมอ้างเป็นบิดาของเด็กที่เกิดจากมารดาชาวจีน หรือที่เรียกว่า “ขบวนการพ่อทิพย์” โดยระบุว่า กรณีดังกล่าวสะท้อนปัญหาของระบบราชการ ระบบสาธารณสุข และกระบวนการได้มาซึ่งสัญชาติไทย ซึ่งถือเป็นเรื่องสำคัญและอาจกระทบต่อความมั่นคงของประเทศ

นายปิยรัฐ กล่าวว่า ก่อนหน้านี้ เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ขยายผลปราบปรามเครือข่ายทุนจีนและตรวจสอบเส้นทางการเงินมูลค่ากว่า 70,000 ล้านบาท จนนำไปสู่การตรวจพบว่า บุตรของบุคคลในครอบครัวผู้ต้องหาบางรายมีสัญชาติไทยทั้ง 3 คน ขณะที่ข้อมูลที่ตนนำมาเปิดเผยในวันนี้เป็นอีกเครือข่ายหนึ่งซึ่งมีลักษณะคล้ายกัน และเคยส่งเรื่องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องตรวจสอบแล้ว

นายปิยรัฐ ระบุว่า ล่าสุด พบโรงพยาบาลเอกชนแห่งที่ 6 ซึ่งตั้งอยู่ในย่านพระราม 9 มีชื่อปรากฏในเอกสารสูติบัตรที่ได้รับจากเจ้าหน้าที่ผู้ประสงค์ดี โดยเอกสารดังกล่าวระบุว่า มารดาเป็นหญิงชาวจีน อายุ 36 ปี เดินทางมาคลอดบุตรในประเทศไทยเมื่อเดือนกรกฎาคม 2566 และแจ้งชื่อชายไทยอายุ 22 ปี เป็นบิดา

จากข้อมูลพบว่า เจ้าหน้าที่ของโรงพยาบาลเป็นผู้ดำเนินการแจ้งเกิดให้กับเด็ก นายปิยรัฐ จึงตั้งข้อสังเกตว่า การดำเนินการดังกล่าวอาจเป็นส่วนหนึ่งของบริการของโรงพยาบาลหรือไม่ รวมถึงเหตุใดเอกสารที่นำไปใช้ขอสูติบัตรจึงไม่มีหนังสือรับรองการเกิดและใบแจ้งเกิดประกอบ

นายปิยรัฐ กล่าวอีกว่า เจ้าหน้าที่สำนักงานเขตคนหนึ่งได้ลงลายมือชื่อทั้งในฐานะเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานและนายทะเบียน ทั้งที่ตามแบบฟอร์มกำหนดให้มีผู้ลงนาม 2 ส่วน ส่งผลให้เด็กหญิงรายดังกล่าวได้รับสัญชาติไทยแล้ว โดยตั้งข้อสังเกตว่า ชายไทยที่ถูกระบุเป็นบิดาอาจเป็นผู้รับสมอ้างหรือรับจ้าง เนื่องจากข้อมูลของตำรวจพบว่าบุคคลดังกล่าวมีประวัติอาชญากรรมหลายคดี และอยู่ระหว่างติดตามตัวมาดำเนินคดี

นายปิยรัฐ เรียกร้องให้รัฐบาลเร่งดำเนินการใน 3 ประเด็น ได้แก่ ตรวจสอบว่ามีขบวนการลักษณะนี้ดำเนินการมาตั้งแต่ก่อนปี 2566 หรือไม่ และมีเจ้าหน้าที่รัฐหรือบุคลากรโรงพยาบาลเอกชนเข้าไปเกี่ยวข้องเพียงใด พร้อมถาม นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยว่า ได้ตั้งคณะกรรมการสอบสวนกระบวนการอนุมัติทะเบียนราษฎรแล้วหรือไม่

นอกจากนี้ นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร และผู้ว่าราชการจังหวัด ที่พบเหตุลักษณะเดียวกัน ควรตรวจสอบหน่วยงานในกำกับดูแล ขณะที่รัฐบาลต้องเร่งสกัดกรณีมารดาชาวจีนที่อาจนำบุตรซึ่งมีสัญชาติไทยไปยื่นขอหนังสือเดินทางและเดินทางออกนอกประเทศ

นายปิยรัฐ กล่าวว่า ต้องการทราบว่า รัฐบาลได้ประสานกระทรวงการต่างประเทศให้ระงับการออกหนังสือเดินทางในกรณีที่อยู่ระหว่างการตรวจสอบแล้วหรือไม่ เพราะหากเด็กเดินทางออกนอกประเทศ อาจส่งผลกระทบต่อกระบวนการติดตามข้อเท็จจริงและการดำเนินคดี

“สิ่งที่พูดทั้งหมดไม่ได้หมายความว่าเด็กเป็นผู้กระทำความผิด เพราะเด็กไม่สามารถเลือกเกิดหรือรับผิดชอบต่อการกระทำของผู้ปกครองได้ แต่รัฐบาลต้องตอบให้ชัดว่าจะดำเนินการอย่างไร หากมีการถอนสัญชาติ เด็กจะยังมีสัญชาติจีนหรือไม่ จะอนุญาตให้พำนักในประเทศไทยต่อ หรือจะดำเนินการในรูปแบบใด” นายปิยรัฐ กล่าว

ด้าน นายเฉลิมพงศ์ แสงดี สส.ภูเก็ต พรรคประชาชน กล่าวว่า พบข้อมูลเกี่ยวกับการออกบัตรประชาชนที่ขึ้นต้นด้วยเลข 8 ให้แก่บุคคลต่างด้าวที่เข้ามาประกอบธุรกิจในจังหวัดภูเก็ต โดยจากการตรวจสอบบุคคลชาวจีนรายหนึ่งซึ่งได้รับสัญชาติไทย พบว่ามารดาผู้รับรองสามารถรับรองบุตรได้หลายราย ขณะที่สถานะทางทะเบียนของบิดายังไม่มีความชัดเจน

นายเฉลิมพงศ์ กล่าวว่า บุคคลดังกล่าวมีชื่อเป็นหุ้นส่วนของบริษัทในจังหวัดภูเก็ตอย่างน้อย 5 แห่ง และถูกกล่าวหาว่ามีพฤติกรรมเป็นนอมินี เรียกเก็บค่านายหน้าในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์จากชาวต่างชาติ โดยเฉพาะชาวจีน รวมถึงชักชวนบุคคลอื่นให้ดำเนินการขอบัตรประชาชนหรือโอนสัญชาติไทย โดยเรียกเก็บเงินประมาณใบละ 1 ล้านบาท

นายเฉลิมพงศ์ ระบุว่า ได้ยื่นเรื่องให้สำนักงานพาณิชย์จังหวัดภูเก็ตตรวจสอบว่าบุคคลดังกล่าวมีพฤติกรรมเป็นนอมินีหรือไม่ รวมถึงยื่นเรื่องต่อศูนย์ดำรงธรรมจังหวัดภูเก็ตให้ตรวจสอบกระบวนการได้มาซึ่งบัตรประชาชน เนื่องจากเดิมมีสถานะทางทะเบียนอยู่ในพื้นที่ภาคเหนือ ก่อนย้ายทะเบียนบ้านมายังจังหวัดภูเก็ต

“จังหวัดภูเก็ตกำลังเผชิญปัญหาหลายด้าน นายกรัฐมนตรี ในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยควรเร่งตรวจสอบข้อเท็จจริง และชี้แจงต่อประชาชนว่า มีการทุจริตหรือการออกบัตรประชาชนโดยมิชอบเกิดขึ้นหรือไม่” นายเฉลิมพงศ์ กล่าว