ข่าวปนคน คนปนข่าว
++ "ศุภจี"ตีโจทย์ "ข้าวแกง40บาท" ไม่แตก ดรามาจึงมาพร้อมคณะทัวร์ จนต้องใส่เกียร์ถอย
ว่าด้วยดรามา "ข้าวแกง40บาท" ล่าสุดรองนายกฯและรมว.พาณิชย์ "ศุภจี สุธรรมพันธุ์" ได้ "ถอยฉาก" แจงพัลวันว่า เป็นแค่แนวคิดค่ะคุณพี่!
เรียกว่า พอเจอกระแสที่ไม่พึงประสงค์อย่างที่คิดว่าจะต้องปัง ต้องรีบดึงเบรกมือหัวทิ่มกันเลยทีเดียว แต่มิวายโชว์สเต็ป "พลิ้วไหว" แซะกลับฝ่ายค้านไปตามสไตล์ว่า พร้อมรับฟังทุกความคิดเห็น ทั้งที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วย เพื่อนำไปทบทวนหาจุดที่เหมาะสมที่สุด...
ที่ฝ่ายค้านบอกว่าข้างนอกมีข้าวแกงราคา 30 บาทขายอยู่แล้ว...ถ้ามีจริงก็ยินดีด้วย แต่ถ้ามีราคา 30 บาทอยู่แล้ว ทำไมทุกวันนี้ยังมีเสียงเรียกร้องเรื่องค่าครองชีพกันอยู่ล่ะคะ?
แหม.. ระดับซีอีโอ ไม่ยอมเสียฟอร์มเลยจริงๆ แม้จะเสียเชิงในทางการเมืองเพราะในทางปฏิบัติงานนี้ก็คือ พับแผนใส่ลิ้นชักนั่นเอง
อุตสาห์คิดว่า "ข้าวแกงไทยช่วยไทย 40บาท" จะเป็นทีเด็ดช่วยดึงเรตติ้งพรรคภูมิใจไทย และรัฐบาลขึ้นมาได้สักหน่อย ดันมาสะดุดขาตัวเองจนโซเชียลพากันขนคณะทัวร์มาลงแบบไม่พัก
เกิดอะไรขึ้น? ก็ต้องบอกว่า แนวคิดนี้ "ศุภจี" อยากจะทำคะแนนจากมนุษย์เงินเดือน และคนหาเช้ากินค่ำจากปัญหาค่าครองชีพที่พุ่งสูง จึงเตรียมเสนอโครงการ "ข้าวแกงไทยช่วยไทย" เข้าครม.
โมเดลที่คิดไว้ กะจะดึงเอาร้านอาหารที่ลงทะเบียนในระบบ "ไทยช่วยไทยพลัส" ซึ่งมีอยู่กว่า 2 แสนร้าน มาสมัครใจเข้าร่วมโครงการขาย ข้าวราดแกง 2 อย่าง ไม่เกิน 40 บาท
สิ่งที่รัฐจะช่วยก็คือ ถ้าร้านไหนเข้าร่วม รัฐจะช่วยสนับสนุนค่าวัตถุดิบ เพื่อลดต้นทุนให้ไปเลย 3,000 - 5,000 บาท สูงสุดถึง 10,000 บาทต่อร้าน
ตั้งเป้าไว้ที่ 1 แสนร้านค้าทั่วประเทศ หวังให้ประชาชนมีทางเลือกกินของถูก
ดูเหมือนจะสวย ดูเหมือนจะดี แต่ทันทีที่ข่าวนี้หลุดออกไป โลกโซเชียลก็กระหน่ำวิจารณ์จนเกิดเป็นดรามา
เสียงสะท้อนในโลกโซเชียลก็แตกออกเป็นสองฝั่งชัดเจน แต่หนักไปทาง "ทัวร์ลง" ด้วยเหตุผลว่า รมว.พาณิชย์ ฝืนกลไกตลาดแบบงงๆ ตีโจทย์ไม่แตก
แม่ค้าพ่อค้าพากันโอดครวญว่า ลำพังค่าแก๊สหุงต้ม ค่าแรง ค่าเช่าที่ และวัตถุดิบที่แพงหูฉี่ตอนนี้ การจะทำข้าวราดแกง 2 อย่างในราคา 40 บาท ให้ได้คุณภาพและอยู่รอดนั้นยากยิ่งกว่าเข็นครกขึ้นภูเขา การที่รัฐจะโยนเงินช่วยอุดหนุนรอบเดียว 3,000 - 10,000 บาท ไม่ได้ช่วยแก้ปัญหาระยะยาว เพราะโครงการนี้กำหนดทำแค่ 3 เดือนเท่านั้น หลังจากนั้นพ่อค้าแม่ค้าก็ต้องแบกรับกรรมและต้นทุนที่แท้จริงอยู่ดี
ที่สำคัญ ฝ่ายค้านชี้เป้าว่า ทำไม่ต้อง 40บาท "ข้าวแกงราคา 30-35 บาท" ในชุมชน หรือต่างจังหวัด ก็ยังมีขายอยู่ทั่วไปตามธรรมชาติโดยไม่ต้องพึ่งมาตรการรัฐให้สิ้นเปลืองงบประมาณ
บ้างก็ว่า รัฐมนตรีพาณิชย์โตมาจากตึกสูงระดับห้าดาว อันเป็นภาพจำผู้บริหารโรงแรม และ ไอที ที่เคยบริหาร อาจจะไม่เข้าใจวิถีชีวิตรากหญ้าจริงๆ หรือเปล่า? แทนที่จะมุ่งแก้ปัญหาราคาต้นทุนวัตถุดิบ หรือพลังงานให้ตรงจุด กลับมาแจกเงินอุดหนุนข้าวแกง แก้ผ้าเอาหน้ารอด
ชาวเน็ตสายวิเคราะห์ ถึงกับบอกว่า ทำไมรัฐบาลสีน้ำเงินชอบแก้ปัญหาปลายเหตุด้วยการแจกเงิน
การเอาภาษีประชาชนไปอุดหนุนร้านค้าตรงๆ สูงสุดหมื่นบาท เพื่อบีบให้ขายราคา 40 บาท เป็นการใช้เงินงบประมาณฟุ่มเฟือย และไม่ยั่งยืน ซ้ำร้ายยังอาจเอื้อประโยชน์เฉพาะร้านใหญ่ๆ ที่เข้าระบบของรัฐได้ง่ายกว่าร้านค้ารถเข็นข้างทางตัวจริงเสียงจริง
พูดง่ายๆ เกมการเมืองและนโยบายเศรษฐกิจแบบนี้ สะท้อนให้เห็นความแตกต่างระหว่างนโยบายจากหอคอยงาช้างกับความเป็นจริงในระดับชาวบ้านอย่างชัดเจน
จริงอยู่ "ศุภจี" อาจจะอ้างความตั้งใจดี พยายามมองหาหนทางแก้ปัญหาค่าครองชีพ และพยายามจะเอาเงินงบประมาณไปอุดหนุนแบบเจาะกลุ่ม
ทว่า ความไม่เข้าใจพฤติกรรมรากหญ้า ข้าวแกงเป็นเรื่องของ "ความคุ้มค่า" และ "ปริมาณ" การบีบราคาขายที่ 40 บาท อาจทำให้แม่ค้าลดปริมาณอาหารลงจนผู้บริโภคไม่อิ่ม หรือสุดท้ายก็ไม่มีใครอยากเข้าร่วม เพราะขั้นตอนยุ่งยาก ยิ่งไปกว่านั้น ค่าครองชีพในไทยผันผวนตามราคาน้ำมันและพลังงานค่อนข้างสูง การแก้ที่ปลายน้ำด้วยการคุมราคาข้าวแกง จึงเหมือนการเอาพลาสเตอร์ยาไปแปะแผลฝีหนอง!
สรุปว่า งานนี้ "ศุภจี" เจอดรามาด้วยแกงหม้อใหญ่ไปเต็มๆ ถือเป็นอีกบทเรียนว่า งานบริหารประเทศ ไม่เหมือนการบริหารโรงแรมหรูห้าดาว จะคิดโปรเจกต์อะไรออกมา ต้องคุยกับแม่ค้าหน้าปากซอยมากกว่าคุยกับข้าราชการในห้องแอร์ นะจ๊ะ!
++ มหิดลฟอกขาว ประธาน กสทช.ไม่สำเร็จ! แค่เปลี่ยนเป็นเรียก “แพทย์ค่าตอบแทนรายชั่วโมง” ก็ยังเป็นลูกจ้างรัฐ
ประเด็นร้อน กรณี “นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์” ประธานกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ขาดคุณสมบัติในการดำรงตำแหน่งนี้หรือไม่ เพราะยังเป็นพนักงานของมหาวิทยาลัยมหิดล
เมื่อเร็วๆนี้ มหาวิทยาลัยมหิดล ได้ตรวจสอบและออกหนังสือยืนยันว่า “นพ.สรณ” ไม่มีสถานะเป็นพนักงานมหาวิทยาลัย ในตอนที่เข้ารับตำแหน่ง ประธาน กสทช. โดยระบุว่า สถานะได้เปลี่ยนเป็น “แพทย์ค่าตอบแทนรายชั่วโมง”แล้ว ทำให้ไม่เข้าข่ายขาดคุณสมบัติ
นอกจากนี้ ยังมีประเด็นสำคัญเกี่ยวกับการรับรองคุณสมบัติต่อวุฒิสภา โดย“นพ.สรณ” ได้ยื่นหนังสือรับรองตนเองลงวันที่ 8 ม.ค.65 ว่า ได้ลาออก และเลิกประกอบวิชาชีพอิสระแล้ว เพื่อให้เป็นไปตาม มาตรา 18 ของกฎหมายเดียวกัน แต่ข้อเท็จจริงปรากฏว่า ในช่วงเวลาดังกล่าว “หมอสรณ” ยังคงปฏิบัติหน้าที่ตรวจรักษาผู้ป่วย และยังได้รับค่าตอบแทนจาก รพ.รามาธิบดี ในฐานะแพทย์ค่าตอบแทนรายชั่วโมง ก็อาจนำไปสู่ข้อสงสัยว่าการรับรองดังกล่าวสอดคล้องกับข้อเท็จจริง หรือไม่
เรื่องนี้ คณะกรรมาธิการเทคโนโลยี การสื่อสาร และการโทรคมนาคม วุฒิสภา ได้วินิจฉัย และมีมติ เมื่อวันที่ 28 พ.ค.67 ว่า “นพ.สรณ” ยังมีสถานะเป็นพนักงานมหาวิทยาลัย รวมทั้งยังปฏิบัติหน้าที่ตรวจรักษาผู้ป่วย และมีสถานะเป็นแพทย์ค่าตอบแทนรายชั่วโมง จึงอาจเข้าลักษณะต้องห้ามตาม มาตรา 8 (2) และ (3) และอาจมีผลเป็นผู้สละสิทธิตาม มาตรา 18 ส่งผลให้ต้องดำเนินการสรรหากรรมการ กสทช. ใหม่ รวมถึงอาจเข้าข่ายเหตุให้พ้นจากตำแหน่งตาม มาตรา20(5)
ยังมีอีก...ข้อมูลแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา (ภ.ง.ด.90) ปีภาษี 2564-2566 ยังปรากฏว่า “นพ.สรณ” มีรายได้จากคณะแพทยศาสตร์ รพ.รามาธิบดี ม.มหิดล และยังมีรายได้จากบริษัท เมอร์ค จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทเอกชนด้านยาและเวชภัณฑ์ จึงเป็นอีกประเด็น ที่ต้องพิจารณาว่า เข้าลักษณะต้องห้ามตาม มาตรา 8 (3) ในเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน หรือไม่
ประเด็นนี้ “อ.กนกนัย” ได้ยกคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ ในคดี “สมัคร สุนทรเวช” เมื่อปี 2551 มาเทียบเคียง ซึ่งวางหลักว่า คำว่า “ลูกจ้าง” ต้องตีความตามสภาพความสัมพันธ์ที่แท้จริง มิใช่ดูเพียงชื่อเรียกของค่าตอบแทน เพราะหากยอมให้เปลี่ยนเพียงรูปแบบการจ่ายค่าตอบแทน เพื่อหลีกเลี่ยงข้อห้ามของกฎหมาย ย่อมขัดต่อเจตนารมณ์ของกฎหมายมหาชน ที่ต้องการให้ผู้ดำรงตำแหน่งอิสระ ปราศจากผลประโยชน์ทับซ้อนอย่างแท้จริง
อีกจุดสำคัญคือ ...บัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินที่ “นพ.สรณ” ยื่นต่อป.ป.ช. ยังระบุว่าประกอบ“อาชีพอิสระ“ (แพทย์) ต่อเนื่องจนถึงปี 2568 ด้วย
สิ่งที่ “อ.กนกนัย” ยกมาเหล่านี้ เพื่อเป็นข้อมูล และแง่มุมทางกฎหมาย เพื่อกรรมการสรรหา กสทช. ใช้ประกอบการพิจารณา วินิจฉัยในเรื่องคุณสมบัติของ “หมอสรณ” กับการเป็นประธาน กสทช. ซึ่งคาดว่า น่าจะมติในการประชุม วันศุกร์ที่ 17 ก.ค.69 นี้


