xs
xsm
sm
md
lg

เคสจับทหารพรานชายแดนใต้ ได้เวลาปรับรื้อใหม่!?

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์


อนุทิน ชาญวีรกูล - พล.ท.นรธิป โพยนอก
เมืองไทย 360 องศา

กรณีตำรวจทางหลวงพื้นที่จังหวัดตรัง-พัทลุง ได้ทำการตรวจค้นจับกุมอาสาสมัครทหารพรานนายหนึ่งบนทางหลวง ระหว่างที่ได้ลาพักจากภารกิจปฏิบัติหน้าที่ในจังหวัดชายแดนใต้เพื่อเดินทางกลับไปเยี่ยมครอบครัวในจังหวัดนครศรีธรรมราช ผลการตรวค้นพบปืนพกพร้อมกระสุนจำนวนหนึ่ง โดยถูกตำรวจแจ้งข้อหาพาวุธในที่สาธรณะโดยไม่ได้รับอนุญาต


อย่างไรก็ดี เมื่อข่าวดังกล่าวแพร่ออกไปได้ถูกสังคมวิจารณ์อย่างหนักในเรื่องการใช้ดุลพินิจของเจ้าหน้าที่ตำรวจ ส่วนใหญ่มองว่าต้องพิจารณาจากสถานการณ์ตามความเป็นจริง ในเรื่องการป้องกันตัวของเจ้าหน้าที่ระหว่างการเดินทางข้ามจังหวัด

ก่อนหน้านี้ มีรายงานข่าวว่า ตำรวจทางหลวงตรัง–พัทลุง ภายใต้มาตรการคุมเข้มความปลอดภัยและปราบปรามอาชญากรรม ได้ร่วมกันตั้งจุดตรวจบนทางหลวงหมายเลข 4 ในพื้นที่อำเภอเขาชัยสน จ.พัทลุง ระหว่างปฏิบัติหน้าที่พบรถยนต์นั่งส่วนบุคคลต้องสงสัยขับผ่านมา จึงได้ส่งสัญญาณเรียกให้หยุดตรวจเพื่อขอเข้าค้นตามโปรโตคอลความมั่นคง

จากการตรวจค้นอย่างละเอียดบริเวณใต้เบาะที่นั่งคนขับ เจ้าหน้าที่พบอาวุธปืนพกสั้นกึ่งอัตโนมัติขนาด 9 มม. ซุกซ่อนอยู่ใต้เบาะ พร้อมแมกกาซีน 3 ซอง และเครื่องกระสุนปืนบรรจุพร้อมใช้งานรวมอีกกว่า 41 นัด จึงได้ควบคุมตัวคนขับ และทำการตรวจยึดของกลางไว้ตรวจสอบ

จากการขยายผลและตรวจสอบเอกสารสารบบอาวุธปืนเบื้องต้น พบว่าปืนกระบอกดังกล่าวมีทะเบียนถูกต้องตามกฎหมาย โดยมีชื่อของผู้ขับขี่เป็นผู้ครอบครอง ซึ่งเจ้าตัวแสดงตัวว่าเป็นเจ้าหน้าที่ทหารพราน สังกัดหน่วยเฉพาะกิจในพื้นที่จังหวัดนราธิวาส โดยให้การว่าอยู่ระหว่างการเดินทางกลับจากปฏิบัติหน้าที่ชายแดนใต้ เพื่อมุ่งหน้ากลับไปเยี่ยมครอบครัวที่จังหวัดนครศรีธรรมราช และจำเป็นต้องพกพาอาวุธปืนติดตัวไว้ เพื่อป้องกันตนเองระหว่างการเดินทางไกลข้ามจังหวัด

อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่ชี้แจงว่าสิทธิ์การครอบครองไม่ครอบคลุมถึงการพกพาในที่สาธารณะโดยไม่มีเหตุจำเป็นเร่งด่วน แม้ผู้ต้องหาจะเป็นเจ้าหน้าที่รัฐและเป็นเจ้าของอาวุธปืนที่มีใบอนุญาตถูกต้อง แต่กฎหมายระบุชัดเจนว่าไม่สามารถพกพาอาวุธปืนพร้อมเครื่องกระสุนในลักษณะพร้อมใช้งานไปในที่สาธารณะโดยไม่มีใบอนุญาตพกพา (ป.12) หรือไม่มีเหตุอันสมควรที่เข้าข่ายความจำเป็นเร่งด่วน

เจ้าหน้าที่จึงได้แจ้งข้อกล่าวหา "พกพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับอนุญาตและไม่มีเหตุอันสมควร" ก่อนนำตัวพร้อมของกลางส่งพนักงานสอบสวน สถานีตำรวจภูธรเขาชัยสน เพื่อสอบปากคำอย่างละเอียดและดำเนินคดีตามกระบวนการทางกฎหมายต่อไป

อย่างไรก็ดี หากพิจารณาตามกฎหมายอย่างเคร่งครัดก็ต้องถือว่าเจ้าหน้าที่ทหารพรานดังกล่าวน่าจะมีความผิดในเรื่องการพกพาอาวุธและเครื่องกระสุนปืนไปในที่สาธารณะโดยไม่ได้รับอนุญาต และไม่มีเหตุอันควร ตามที่ระบุเอาไว้ที่คนในสังคมมักได้ยินเวลาตำรวจแจ้งข้อหากับผู้ต้องหาที่พกพาอาวุธหรือไปก่อเหตุอาชญากรรม

แต่สำหรับกรณีที่เกิดขึ้นน่าจะถือว่าเป็น “กรณีพิเศษ” และยังทำให้สังคมต้องแสดงความเห็นกันอย่างกว้างขวาง และส่วนใหญ่เกือบทั้งหมดล้วนวิจารณ์การใช้ดุลพินิจและการทำหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ตำรวจดังกล่าว

ขณะเดียวกันก็ยังมีความเห็นจากคนที่เคยอยู่ใน “วงการ” และในวงการเมืองอย่าง ดร.หิมาลัย ผิวพรรณ อดีตที่ปรึกษารองนายกรัฐมนตรีและรมว.เกษตรและสหกรณ์ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กแสดงความคิดเห็นในเรื่องนี้ โดยระบุหัวข้อว่า “รอดตายจากชายแดน เพื่อมาเป็นผู้ต้องหา”

เขาระบุว่า เหตุการณ์ลักษณะดังกล่าวไม่ใช่ครั้งแรก แต่เคยเกิดขึ้นมาแล้วหลายครั้ง โดยในอดีตมีทั้งทหารและตำรวจที่ปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ถูกจับกุมระหว่างเดินทางกลับภูมิลำเนาในช่วงลาพัก

ดร.หิมาลัย ระบุอีกว่า มีความเข้าใจและเห็นใจผู้ที่ต้องปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่เสี่ยง เพราะผู้ที่ไม่เคยทำงานในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ อาจไม่เข้าใจถึงความจำเป็นในการระมัดระวังตัวอยู่ตลอดเวลา แม้จะพ้นเวลาปฏิบัติหน้าที่แล้วก็ตาม เนื่องจากระหว่างเดินทางกลับบ้าน ก็ยังคงมีความเสี่ยงต่อการถูกลอบทำร้าย โดยอาวุธปืนพกประจำกายถือเป็นสิ่งที่เจ้าหน้าที่ใช้เพื่อสร้างความมั่นใจในการป้องกันชีวิตของตนเอง

อย่างไรก็ดี เขาย้ำว่า ไม่ได้ตำหนิเจ้าหน้าที่ผู้จับกุม เพราะต่างก็ปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมาย แต่เห็นว่าหากผู้บังคับใช้กฎหมายใช้ดุลพินิจพิจารณาถึงบริบทและความจำเป็นของผู้ปฏิบัติงานในพื้นที่เสี่ยง ก็จะช่วยสร้างความเป็นธรรมได้มากขึ้น

นอกจากนี้ ยังระบุว่า หากเป็นการพกพาอาวุธสงคราม เช่น ปืนเอ็ม 16 ปืนเอชเค ปืนอาร์ก้า หรือระเบิดสังหาร การดำเนินคดีย่อมเป็นเรื่องเหมาะสม แต่หากเป็นเพียงอาวุธปืนพกประจำกาย ที่ใช้เพื่อป้องกันตัวระหว่างเดินทางกลับจากพื้นที่ปฏิบัติการ การถูกดำเนินคดีถือเป็นเรื่องที่น่าเห็นใจสำหรับผู้ปฏิบัติหน้าที่
ดร.หิมาลัย ยังกล่าวให้กำลังใจทหารพรานผู้ถูกดำเนินคดี พร้อมขอให้ยังคงปฏิบัติหน้าที่เพื่อประเทศชาติและประชาชนต่อไป

จากปฏิกิริยาในทางลบจากสังคมในวงกว้างต่อการจับกุมเจ้าหน้าที่ทหารพรานจากจังหวัดชายแดนภาคใต้ที่ได้สิทธิ์ลาพักจากการปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่และรอดชีวิตกลับมาและกำลังจะมาเยี่ยมครอบครัวลูกเมีย แต่กลับมาถูกจับถูกดำเนินคดี เหมือนคำพูดที่ว่า “รอดตายกลับมา เพื่อมาเป็นผู้ต้องหา” ดังกล่าว 

แต่ล่าสุดก็มีการขยับเขยื้อน เกิดการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นแล้ว เมื่อวันที่ 13 กรกฎาคม ที่ผ่านมา กองบังคับการตำรวจทางหลวง (บก.ทล) ได้ออกแถลงการณ์ชี้แจงเหตุการณ์ โดยบอกว่าได้รับทราบถึงข้อกังวลของประชาชนและเห็นความละเอียดอ่อนของเรื่องดังกล่าว จึงสั่งการให้ทุกกองกำกับการ 7 กองบังคับการตำรวจทางหลวง เร่งตรวจสอบข้อเท็จจริงและรายละเอียดเกี่ยวข้องอย่างรอบด้านทันที พร้อมกันนี้ยังได้มีการประสานและหารือร่วมกันกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อหาแนวทางที่เหมาะสมร่วมกัน เพื่อไม่ให้เกิดความสับสน และสร้างความชัดเจนของเจ้าหน้าที่ต่อไป

เมื่อเป็นแบบนี้ก็น่าจะถือว่า “จบด้วยดี” ทำให้เกิดความเข้าใจร่วมกันทุกฝ่าย ทั้งระหว่างเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติหน้าที่ด้วยกัน และกับประชาชนทั่วไปที่มองเห็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ขณะเดียวกัน ยังถึงเวลาที่ต้องมีการ “รื้อ” ระเบียบ และวิธีการปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่ได้แล้วจริงๆ และกรณีตัวอย่างดังกล่าว อย่างน้อยก็สร้างคุณูปการ อย่างน้อยก็ทำให้สังคมได้กลับมามองเห็นปัญหาตามสถานการณ์จริงเสียที

ขณะเดียวกัน เมื่อมีการพูดถึงการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ และเชื่อมโยงไปถึงพื้นที่ในจังหวัดชายแดนใต้ ที่เวลานี้สถานการณ์เริ่มน่าเห็นห่วง เกิดความรุนแรงอย่างต่อเนื่อง ความร้ายแรงทั้งต่อชีวิตและทรัพย์สินของชาวบ้านและเจ้าหน้าที่มากขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะ “พื้นที่ความปลอดภัย” เริ่มลดน้อยลง ล่าสุดถึงขั้นมีการเสนอให้ “ยุบกอ.รมน.” หรือ กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน แม้ว่าในความเป็นจริงแล้วคงเป็นไปได้ยากสำหรับ “ยุบ” เพียงแต่ว่าหากพิจารณาตามความเป็นจริงมันก็น่าถึงเวลาที่จะต้อง “ปรับ” กันใหม่ ซึ่งคงไม่ใช่เฉพาะหน่วยงาน กอ.รมน.เท่านั้น ยังมีศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) หน่วยงานปกครอง หรือแม้แต่หน่วยงานด้านความมั่นคง อย่างกองทัพภาคที่ 4 ก็มีการเสนอให้มีการโยกย้ายสับเปลี่ยนแม่ทัพคนใหม่ ซึ่งแม่ทัพคนปัจจุบันคือ พล.ท.นรธิป โพยนอก

ดังนั้น หากโยงมาที่พื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ก็ต้องบอกว่าถึงเวลาที่ต้องมีการ “ปรับ” กันขนานใหญ่ จะเรียกว่าถึงเวลา “ขันน็อต” เพราะที่ผ่านมาถูกมองว่ามีการ “ทุ่มงบ”ลงไปแบบมหาศาล แต่หากให้กล่าวแบบตรงไปตรงมาก็ต้องถือว่ายัง “ไม่คุ้มค่า” โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุคที่ นายอนุทิน ชาญวีรกูล ที่กุมบังเหียนสูงสุดทั้ง นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย รวมถึงยังเป็น ผอ.กอ.รมน.อีกด้วย ถือว่า ล้มเหลว !!