รองโฆษกรัฐบาล เผย รัฐบาลกระชับความร่วมมือเศรษฐกิจไทย–จีน เห็นชอบร่าง MOU ด้านห่วงโซ่อุตสาหกรรมและห่วงโซ่อุปทาน เสริมศักยภาพ MSMEs–อุตสาหกรรมแห่งอนาคต
วันนี้ (14 กรกฎาคม 2569) นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า คณะรัฐมนตรีเห็นชอบร่างบันทึกความเข้าใจว่าด้วยการเสริมสร้างความร่วมมือทางเศรษฐกิจด้านห่วงโซ่อุตสาหกรรมและห่วงโซ่อุปทาน ระหว่างกระทรวงพาณิชย์แห่งราชอาณาจักรไทยกับกระทรวงพาณิชย์แห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน พร้อมอนุมัติให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ หรือผู้แทนที่ได้รับมอบหมาย เป็นผู้ลงนามในบันทึกความเข้าใจดังกล่าว เพื่อยกระดับความร่วมมือด้านเศรษฐกิจและการค้าให้สอดรับกับบริบทเศรษฐกิจโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว
รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า บันทึกความเข้าใจฉบับนี้มีเป้าหมายส่งเสริมความร่วมมือด้านห่วงโซ่อุตสาหกรรมและห่วงโซ่อุปทานตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ โดยมุ่งอำนวยความสะดวกให้แก่ผู้ประกอบการของทั้งสองประเทศ โดยเฉพาะวิสาหกิจขนาดกลาง ขนาดย่อม และรายย่อย (MSMEs) รวมถึงสนับสนุนการทำงานร่วมกันระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน สถาบันการเงิน และสถาบันวิจัย เพื่อพัฒนาความร่วมมือด้านเศรษฐกิจในระยะยาว
ทั้งนี้ ความร่วมมือจะครอบคลุมการจัดตั้งเวทีหารือด้านการฟื้นฟูเศรษฐกิจและการสร้างงาน การเชื่อมโยงโครงสร้างพื้นฐานผ่านเศรษฐกิจดิจิทัล ตลอดจนการส่งเสริมความร่วมมือในอุตสาหกรรมสำคัญ อาทิ เทคโนโลยีสารสนเทศ แร่ธาตุ ยานยนต์ไฟฟ้า แผงโซลาร์เซลล์ อุตสาหกรรมสีเขียว เทคโนโลยีและนวัตกรรม รวมถึงสาขาอื่น ๆ ที่ทั้งสองฝ่ายเห็นชอบร่วมกัน โดยจะเชื่อมโยงกับการยกระดับความตกลงการค้าเสรีอาเซียน–จีน (ACFTA 3.0) เพื่อเพิ่มศักยภาพการแข่งขันของทั้งสองประเทศ
นางสาวลลิดา กล่าวว่า จีนเป็นคู่ค้าอันดับ 1 ของไทยต่อเนื่องมาเป็นเวลา 13 ปี และเป็นหนึ่งในฐานการผลิตที่สำคัญของโลก การลงนามบันทึกความเข้าใจฉบับนี้จึงเป็นการต่อยอดความร่วมมือด้านเศรษฐกิจ การแลกเปลี่ยนข้อมูล และการดำเนินกิจกรรมร่วมกันในสาขาที่มีศักยภาพ ซึ่งจะช่วยสร้างโอกาสใหม่ให้ผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะ MSMEs ให้สามารถเชื่อมโยงเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานระดับภูมิภาคและระดับโลกได้มากยิ่งขึ้น
รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวเพิ่มเติมว่า บันทึกความเข้าใจฉบับนี้เป็นกรอบความร่วมมือระหว่างหน่วยงานของรัฐที่ ไม่มีผลผูกพันทางกฎหมายระหว่างประเทศ ไม่เป็นสนธิสัญญา และไม่เข้าข่ายเป็นหนังสือสัญญาตามมาตรา 178 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แต่เป็นกลไกสำคัญในการส่งเสริมความร่วมมือทางเศรษฐกิจไทย–จีนให้มีความต่อเนื่อง เป็นระบบ และเกิดประโยชน์ร่วมกันอย่างเป็นรูปธรรมในอนาคต.


