xs
xsm
sm
md
lg

กมธ.ฯ ชงแขวนงบกองทุนฟื้นฟูเกษตรกร 1 พันล้าน เหตุ สตง.พบรายชื่อลูกหนี้ไม่โปร่งใส เลขากองทุนยันไร้ทุจริตแต่มีปัญหาทำบัญชี

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



กมธ.งบฯ 70 ชงแขวนงบกองทุนฟื้นฟูเกษตรกร 1.08 พันล้าน หลัง ‘ชัยวัฒน์’ เปิดข้อมูล สตง.พบความไม่โปร่งใสบัญชีจำนวนลูกหนี้เกษตรกร ด้าน ‘ชาดา’ ลั่นต้องหาคนรับผิด หนุนแขวนไว้ก่อน หากให้ไปเท่ากับละเว้นปฏิบัติหน้าที่ ขณะที่เลขากองทุนฟื้นฟูฯ รับมีปัญหาการทำบัญชี แต่ไม่มีทุจริต ย้ำเร่งสางให้เสร็จในเดือน ก.ย.


เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 14 กรกฎาคม ที่รัฐสภา ในการประชุมคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2570 สภาผู้แทนราษฎร ที่มีนายอนุรักษ์ จุรีมาศ สส.ร้อยเอ็ด พรรคภูมิใจไทย รองประธานกมธ. เป็นประธานการประชุม วาระพิจารณางบประมาณของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์และหน่วยงานในกำกับ ทั้งนี้ กมธ.มีข้อซักถามถึงรายละเอียดดำเนินการ โดยเฉพาะในส่วนของกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร ที่พบว่ามีปัญหาต่อการตรวจสอบบัญชี

โดยนายชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร อดีต สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะ กมธ.ซักถามว่า ส่วนของกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกรที่เสนอของบประมาณปี 2570 จำนวน 1.08 พันล้านบาทนั้น มีข้อพิจารณาว่าสมควรได้รับหรือไม่ จากข้อมูลของผู้สอบบัญชีไม่สามารให้ความเห็นได้ เพราะมีปัญหาหลายกรณี เช่น รายการเงินสด เทียบเท่าเงินสด 613 ล้านบาท จากการตรวจสอบพบบันทึกรายรับ-รายจ่าย หลายประเภทในบัญชีเงินฝากในธนาคารเดียวกัน โดยนำส่งทะเบียนคุมรายรับรายจ่ายแต่ละประเภทไม่ถูกต้อง ทำให้ไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่ายอดเงินฝากธนาคารคงเหลือนั้นถูกต้อง และไม่มีวิธีการตรวจสอบอื่นเพื่อให้ตรวจสอบได้ ทำให้สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ไม่สามารถสรุปได้ว่ายอดเงินฝากถูกต้องครบถ้วนหรือไม่ นอกจากนี้ ในส่วนของลูกหนี้เกษตรกรจำนวน 8.48 พันล้านบาท ตรวจสอบเอกสารหลักฐานได้แค่ 708 ล้านบาท อีก 7.77 พันล้านบาท ไม่สามารถตรวจสอบหลักฐานได้ และกองทุนไม่สามารถหาหลักฐานมาให้ตรวจสอบได้ เพราะกองทุนไม่ได้จัดทำยอดลูกหนี้คงเหลือ ในวันสิ้นงวดให้ตรวจสอบ

นายชัยวัฒน์ กล่าวต่อว่า สตง. ได้ตรวจสอบพบว่าข้อมูลที่ส่งมาอีกหลายรายการเช่น รายงานมูลหนี้คงค้าง มีข้อผิดพลาดและไม่สัมพันธ์กับการบันทึกทางบัญชีหลายรายการ ขณะที่กองทุนไม่ได้กำหนดหลักเกณฑ์ทำธุรกรรม จัดส่งข้อมูลรายละเอียอของธุรกรรม และบางกรณีตามรายงานของการสอบข้อเท็จจริง พบว่าลูกหนี้เกษตรกรไม่มีอยู่จริง ทำให้สตง.ไม่สามารถตรวจสอบได้ว่าลูกหนี้นั้นเป็นลูกหนี้ที่แท้จริง ได้รับการอนุมัติถูกต้อง การบันทึกบัญชีลูกหนี้และค่าใช้จ่ายถูกต้องครบถ้วนหรือไม่
“กรณีที่ลูกหนี้เกษตรกรที่ไม่มีอยู่จริง เป็นอาการหนักมาก และยังมีอีกหลายรายการที่พบการแก้ไขบัญชีย้อนหลังรวมเป็น 10 ปี รวม 12 เรื่อง เงินที่โอนเข้ามา 1.62 พันล้านบาท พบหมายเหตุประกอบงบการเงินพบว่า ไม่ทราบผู้โอน อยู่ระหว่างการตรวจสอบข้อมูล รายงานตรวจเงินแผ่นดินบ่งบอกให้เห็นว่ามีปัญหาหนักต่อการบริหารจัดการ ยิ่งกว่าเล่นขายของ เงินเข้าไม่รู้มาจากไหน เงินออกไปไหนไม่รู้ เกษตรกรบางรายไม่มีตัวตนจริง ผมขอตั้งคำถามว่าเกิดอะไรกับการบริหารกองทุนที่พบข้อผิดพลาด แล้วจะปรับปรุงแก้ปัญหาอย่างไร” นายชัยวัฒน์ กล่าว

นายชัยวัฒน์ ถามด้วยว่า อย่างไรก็ตาม การแก้ไขปัญหาหนี้สินเกษตรกรมี 2 โครงการคือ โครงการแก้ปัญหาฟื้นฟูหนี้สินที่เป็นองค์กร และโครงการแก้ปัญหาฟื้นฟูหนี้สินลูกหนี้ที่เป็นเกษตรกร โดยในปี 2570 มีตัวชี้วัดว่าจะแก้หนี้เกษตรกรให้ได้ 621 ราย ใช้งบ 288 ล้านบาท เมื่อดูตัวเลขงบฯ ตั้งแต่เริ่มจัดตั้งกองทุนปี 2542 ใช้เงินไปแล้ว 1.6 หมื่นล้านบาท แต่ปัญหาหนี้สินเกษตรกรไม่ลดลง แสดงว่ากองทุนฟื้นฟูทำไม่ได้เป้าหมาย ดังนั้น ต้องพิจารณาว่าองค์กรจะอยู่ต่อไปหรือไม่ ขณะที่ยอดคงเหลือของเงินปี 2569 มียอดคงเหลือ 613 ล้านบาท ปี 2570 ประมาณว่าจะมียอดเงินคงเหลือ 346 ล้านบาท ปี 2571 เหลือ 514 ล้านบาท และปี 2572 คาดว่าจะเหลือเงิน 11.6 ล้านบาท ยอดเงินคงเหลือที่หายไปจำนวนมากเป็นเพราะอะไร

ด้านนายชาดา ไทยเศรษฐ์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย ในฐานะกมธ. อภิปรายว่า จากข้อมูลที่ สตง.ตรวจสอบและให้ความเห็นเกี่ยวกับวงเงินประมาณ 7 พันล้านบาทนั้น ตนเห็นว่าเป็นประเด็นที่ กมธ.ไม่ควรปล่อยผ่าน เพราะกองทุนฟื้นฟูฯ เป็นหน่วยงานที่มีอิทธิพลทางการเมือง จนนักการเมืองหลายคนไม่กล้าเข้าไปแตะต้อง เพราะเกรงแรงกดดันจากกลุ่มผู้ชุมนุม แต่ในฐานะกมธ.เห็นว่าจำเป็นต้องแขวนงบประมาณส่วนนี้ไว้ก่อน หากยังไม่มีความชัดเจน เพราะหากหน่วยงานมีปัญหาในการบริหารจัดการ แต่กมธ.ยังอนุมัติงบประมาณก็จะต้องตั้งคำถามได้ว่ากมธ.มีหน้าที่ตรวจสอบไปเพื่ออะไร

“เมื่อสตง.ดำเนินการแล้วแต่ไม่มีการแจ้งความ ไม่ดำเนินคดี ถือว่าผิด เรียนด้วยความเคารพว่าต้องแขวน ซึ่งจะเท่ากับช่วยรัฐมนตรีไปด้วยเพราะไม่มีนักการเมืองคนไหนกล้า แต่กมธ.ในนามของคณะกรรมาธิการทำได้ ถ้าไม่ทำผมถือว่ากรรมาธิการบกพร่อง เพราะขนาด สตง.ชี้เช่นนี้ยังปล่อยให้ผ่านไป แล้วเราจะมานั่งพิจารณาอะไรกัน เราจะมาทำงานในฐานะอะไร ผมขอเรียนด้วยความเคารพว่าต้องแขวนไว้ก่อน ให้ไม่ได้ ให้เท่ากับเราละเว้นการปฎิบัติหน้าที่ที่ถูกต้องด้วย” นายชาดา กล่าว

นายชาดา กล่าวต่อว่า เราไม่ควรเอาเกษตรกรเป็นตัวประกัน ในการเรียกร้องงบประมาณ ตั้งแต่มีการจัดตั้งกองทุนฯ มีการของบประมาณเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จากเดิมที่บอกว่าใช้เงินไม่มาก แต่ปัจจุบันใช้งบประมาณไปแล้วนับแสนล้านบาท ปัญหาก็ยังไม่ยุติ หากยังดำเนินการในรูปแบบเดิมก็จะไม่มีวันจบ และอาจเปิดช่องให้เกิดการแสวงหาผลประโยชน์จากงบประมาณของรัฐ
นายชาดา กล่าวด้วยว่า ทั้งนี้ ปัญหาที่เกิดขึ้นไม่ใช่การฟื้นฟูเกษตรกรทั้งประเทศ แต่กลับกลายเป็นการที่บางกลุ่มใช้เกษตรกรเป็นเครื่องมือต่อรองกับอำนาจรัฐผ่านการชุมนุมเรียกร้องงบประมาณ ดังนั้น ก่อนจะอนุมัติงบประมาณเพิ่มเติมต้องมีการตรวจสอบข้อเท็จจริง หาผู้รับผิดชอบ และชี้แจงให้ชัดเจนว่าเงินของรัฐที่ผ่านมาใช้ไปกับอะไร หากยังไม่มีคำชี้แจงที่ชัดเจนก็ควรแขวนงบประมาณส่วนนี้ไว้ก่อน ไม่ควรอนุมัติให้ผ่าน

ขณะที่นายบุญลือ ประเสริฐโสภา สส.ราชบุรี พรรคภูมิใจไทย ในฐานะกมธ. อภิปรายสนับสนุนนายชาดาว่า “ผมเห็นด้วยกับท่านชาดา ต้องปล่อย ต้องเลิกม็อบเกษตรไม่มีอาชีพเดินขบวน เพื่อนำเงินกองทุนฟื้นฟูไปช่วย ขอให้แขวน”

นางวรรณี มหานีรานนท์ เลขาธิการสำนักงานกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร ชี้แจงว่า ยอมรับว่าตามการรายงานบัญชีของ สตง. นั้นเป็นปัญหาจริง แต่เป็นความบกพร่องทางข้อมูล บกพร่องทางการบริหารจัดการ ไม่ใช่การทุจริต และยอมรับว่าตั้งแต่ตั้งกองทุนฟื้นฟูฯ สามารถเริ่มแก้ปัญหาหนี้สินเกษตรกรได้ในปี 2549 คือซื้อหนี้เข้ากองทุน และให้เงินกู้ยืมกับกลุ่มองค์กร มีเกษตรกรเข้ากองทุน 4 หมื่นคน มีโครงการมากกว่า 1.3 หมื่นโครงการ มีสาขาจังหวัด 81 แห่ง และมีสำนักงานใหญ่อีก 1 แห่ง โดยระยะเริ่มต้นกองทุนไม่มีระบบการเงิน การบัญชีที่ออกแบบครอบคลุมทุกสาขา ทำให้มีปัญหา แต่ได้แก้ไขปรับปรุงในปี 2564 เริ่มใช้ได้ในปี 2565 ซึ่งมีรายละเอียดความเคลื่อนไหวข้อมูล ทั้งนี้มีรายการรับ-จ่ายรวมกว่า 2 แสนรายการ

“ตั้งแต่ปี 65 ถึงปัจจุบันมีข้อมูลที่ตรวจสอบได้ แต่ยังมีข้อมูลที่สะสางอีกว่า 2 แสนรายการ จึงเป็นภารกิจหลักที่สำนักงานต้องสะสาง ซึ่งขณะนี้มี สตง.เป็นพี่เลี้ยง ให้คำปรึกษา โดยภายในเดือนกันยายนนี้ จะมีความคืบหน้าในการสะสางหลายรายการ ซึ่งยอมรับว่าการบริหารจัดการมีปัญหา แต่ไม่ใช่การทุจริต” นางวรรณี กล่าว