xs
xsm
sm
md
lg

ครม.ไฟเขียว 2 มาตรการแรงงานสำคัญ ต่ออายุแรงงานเมียนมา-ลาว-เวียดนาม 1 ปี เห็นชอบสูตรคำนวณบำนาญชราภาพประกันสังคมแบบใหม่

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



ครม.ไฟเขียว 2 มาตรการแรงงานสำคัญ ขยายอายุใบอนุญาตทำงานแรงงานต่างด้าวเมียนมา-ลาว-เวียดนาม อีก 1 ปี พร้อมเห็นชอบสูตรคำนวณบำนาญชราภาพประกันสังคมแบบใหม่ “สูตรแคร์” คิดจากเงินสมทบตลอดอายุการทำงาน หวังสร้างความเป็นธรรมให้ผู้ประกันตน คาดเริ่มใช้ได้ภายใน 8-10 เดือน

วันที่ 14 กรกฎาคม 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เปิดเผยผลการประชุมคณะรัฐมนตรีที่เกี่ยวเนื่องกับกระทรวงแรงงาน ว่า วันนี้คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบเรื่องที่กระทรวงแรงงานได้ส่งเข้ามาพิจารณา 2 เรื่อง โดยเรื่องแรกเป็นการต่ออายุใบอนุญาตทำงานให้กับคนต่างด้าวสัญชาติมาเมียนมา ลาว เวียดนาม ตามมติ ครม. เดิมเมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายน 2568 ซึ่งการดำเนินการในเรื่องของการลงทะเบียนต่างๆ ยังดำเนินการไม่แล้วเสร็จ ก็ขยายระยะเวลาต่อไปอีกหนึ่งปี จนถึงวันที่ 1 ธันวาคม 2570 ถือเป็นการขยายกรอบเพื่อให้กระบวนการในการขึ้นทะเบียนแรงงานต่างชาติ 3 ประเทศครบถ้วน ไม่ให้ใครหลุดออกไปเป็นแรงงานนอกระบบ เราจะดำเนินการให้ครบถ้วน โดยนายกฯ สั่งการเพิ่มเติมว่ายังมีแรงงานที่อยู่ในประเทศที่ยังคงค้างอยู่ ซึ่งทางกระทรวงแรงงานเร่งรัดดำเนินการในเรื่องการส่งเรื่องเข้าคณะคณะรัฐมนตรี เพื่อขึ้นทะเบียนในกลุ่มที่เหลือให้แล้วเสร็จต่อไป

นอกจากนี้ ทางกระทรวงแรงงานได้ส่งเรื่องมายังคณะรัฐมนตรีและได้ให้ความเห็นชอบในเรื่องของกฎกระทรวงการจ่ายผลประโยชน์ทดแทนในกรณีชราภาพแบบใหม่ คือการคิดคำนวณบำนาญชราภาพจากส่วนเก่า ซึ่งใช้ระยะเวลา 5 ปีท้าย เป็นการคำนวณโดยเฉลี่ย ปรับเปลี่ยนมาเป็นระบบใหม่ที่ใช้การคำนวณโดยเฉลี่ยทุกเดือนของการส่งตลอดช่วงอายุการทำงาน หรือที่เรียกว่า สูตรแคร์ โดยทางคณะรัฐมนตรีได้ให้ความเห็นชอบ ซึ่งตอนต่อไปจะส่งเรื่องไปยังสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา เพื่อตรวจร่างให้ครบถ้วน หลังจากนั้นกระทรวงก็จะดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไป ซึ่งคาดว่าจะใช้เวลาอีกประมาณ 8-10 เดือน คาดว่าจะแล้วเสร็จในเรื่องของกระบวนการที่จะต้องพัฒนาระบบ เพื่อให้รองรับสูตรคำนวณแบบใหม่ ซึ่งทางกระทรวงแรงงานจะดำเนินการให้แล้วเสร็จโดยเร็ว


เมื่อถามว่า 8-10 เดือน ต้องนำกลับเข้า ครม. ใหม่หรือไม่ นายจุลพันธ์ ระบุว่า ไม่มีแล้ว ถือว่าที่ประชุมคณะรัฐมนตรีให้ความเห็นชอบแล้ว ขั้นตอนต่อไปคือการตรวจร่างทางกฎหมายและมีระยะเวลาตามบทเฉพาะกาลอีก 180 วันในการพัฒนาระบบ เพื่อรองรับกับการคิดคำนวณศูนย์แบบใหม่ ซึ่งการคิดคำนวณสูตรแบบใหม่จะยืนยันว่าจะเกิดความเป็นธรรมกับผู้ประกันตนทุกคน นั่นหมายความว่าเม็ดเงินทุกบาทที่ส่งเข้าสู่สำนักงานประกันสังคมจ่ายต่อไปจะไม่เกิดผลที่ทำให้ถูกลดเงินบำนาญเหมือนหลายกรณีที่เกิดขึ้น เพราะวันนี้การเคลื่อนย้ายแรงงานโดยเฉพาะการจ้างงานเกิดขึ้นตลอดเวลา วันนี้เราทำงานอยู่เป็นงานประจำ เดือนหน้าอาจจะออกไปเป็นมาตรา 39 และกลับมาเป็นงานประจำใหม่ ซึ่งสูตรเก่าทำให้ขบวนการคิดคำนวณไม่เกิดความเป็นธรรม เพราะไม่ได้สะท้อนถึงเม็ดเงินที่ส่งมาตลอดชีวิต คนที่ส่งเม็ดเงินเข้าสู่ประกันสังคมตลอดชีวิต 100,000 กว่าบาทกลับได้เงินบำนาญชราภาพแค่ 1,000 กว่าบาท ส่วนอีกหลายคนส่งไม่ถึง 100,000 แต่สามารถได้เงินบำนาญชราภาพถึง 4,000 บาท ซึ่งการคิดคำนวณที่ผ่านมาไม่สะท้อนการส่ง 

วันนี้เราจึงมีการปรับเปลี่ยนใหม่ ซึ่งสูตรนี้สอดคล้องกับการคิดคำนวณของหลายประเทศ โดยเฉพาะในประเทศแถบยุโรป การคิดคำนวณแบบนี้จะเป็นการสะสม นั่นหมายความว่าหากเราอยู่ในงานประเภทใดก็ตาม การเคลื่อนไหวการจ้างงานกี่ครั้งก็ตาม ทุกบาทที่ส่งเข้าไปจะทำให้บำนาญชราภาพเพิ่มมากขึ้น และเรายังมีกลไกในการเยียวยากับคนที่อาจได้รับผลกระทบ อย่างแรกคือใครก็ตามที่เกษียณอายุไปแล้วและรับบำนาญอยู่ในขณะนี้ก็จะคิดคำนวณทั้งสองแบบ เมื่อคำนวณมาแล้วแบบใดให้ผลประโยชน์กับผู้ประกันตนมากกว่าก็จะได้รับสิทธิ์ในแบบนั้น สำหรับกลุ่มคนที่กำลังจะเกษียณอายุใน 5 ปีข้างหน้า ก็จะมีเงินชดเชยระยะเวลา 5 ปี หากเกษียณปีนี้ก็จะชดเชยส่วนต่างให้ 100% ถือเป็นกลไกที่เราจะเดินหน้าเพื่อสร้างความเป็นธรรมและกลไกนี้ยังเป็นกลไกที่สร้างความมั่นคงยั่งยืนให้กับกองทุนด้วย เพราะเมื่อมีการคิดคำนวณที่เป็นธรรมเราจะสามารถดึงคนที่อยู่ในระบบเข้าสู่กลไกของประกันสังคมได้มากขึ้น ถือเป็นการเพิ่มฐานและเฉลี่ยทุกข์สุข ฉะนั้นเราจะเดินหน้าในเรื่องของกลไกเหล่านี้เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับผู้ประกันตน ซึ่งขณะนี้เรามีผู้ได้รับประโยชน์ไม่ต่ำกว่า 600,000 ถึง 800,000 คน ส่วนจะได้รับมากน้อยก็ลดหลั่นกันไป

สำหรับเงินประกันสังคมของภาครัฐที่ยังไม่ส่งเข้า ใช้เวลาอีกนานหรือไม่ นายจุลพันธ์ เผยว่า ตอนนี้เงินสมทบจากรัฐยังคงค้างอยู่ หากย้อนอดีตกลับไปเมื่อประมาณ 10 ปีที่แล้วช่วงปี 2558 มีการค้างจ่ายของภาครัฐ 100,000 ล้านบาท รัฐบาลชุดต่อมาก็พยายามทยอยชำระคืน ตัวเลขก็ลดลงอย่างต่อเนื่อง วันนี้อยู่ที่ประมาณ 40,000 กว่าล้าน พอสิ้นปีงบประมาณ 2569 เข้าใจว่าอยู่ที่ประมาณ 35,000 ล้าน ซึ่งตัวเลขนี้เริ่มอยู่ในระดับที่ดีขึ้นแต่เรายังไม่พึงพอใจ ก็จะพยายามชำระคืนให้ครบถ้วน วันนี้ด้วยข้อจำกัดทางงบประมาณเราคงไม่สามารถชำระในครั้งเดียว โดยปีนี้ตั้งงบประมาณชดเชยในส่วนที่เป็นเงินคงคลังประมาณ 7000 ล้านบาท ในงบประมาณ 2570 แต่ทางกระทรวงแรงงานได้คุยกับสำนักงานงบประมาณ ได้หารือกันว่าเราจะดำเนินการเรื่องนี้ให้เสร็จไม่เกินปี 2574