xs
xsm
sm
md
lg

“นภินทร” โชว์ "ไทยช่วยไทยแฟรนไชส์สร้างอาชีพพลัส" ช่วยรายเล็ก 1 หมื่นราย เร่งเดินงาน ไม่เกี่ยวนายกฯ ขู่ประเมิน

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



“นภินทร” โชว์โครงการไทยช่วยไทยแฟรนไชส์สร้างอาชีพพลัส ช่วยผู้ประกอบการตัวเล็ก 1 หมื่นราย ขยับเศรษฐกิจให้โตขึ้น ลั่นงานเดินไม่เกี่ยวนายกฯ ขู่ประเมิน KPI แจงเป็นโครงการต่อเนื่องตั้งแต่รัฐบาลอนุทิน 1 ผลงานจะชัด ไตรมาส 3-4 นี้


เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 14 ก.ค.ที่ทำเนียบรัฐบาล นายนภินทร ศรีสรรพางค์ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวก่อนประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในฐานะกำกับดูแลสำนักงานคณะกรรมการวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม(สสว.) ถึงการขับเคลื่อนการทำงานของสสว.ว่า ขณะนี้มีผู้ประกอบการที่เป็นเอสเอ็มอีขนาดเล็ก 99% ส่วนธุรกิจขนาดใหญ่ ที่มีจำนวนไม่ถึงร้อยละ 1 มีสัดส่วนจีดีพีสูงถึงร้อยละ 65 สะท้อนให้เห็นถึงความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจระหว่างผู้ประกอบการรายเล็กกับรายใหญ่ รวมถึงความเหลื่อมล้ำระหว่างคนจนกับคนรวยที่ยังอยู่ในระดับสูง

โดยเป้าหมายของรัฐบาล ต้องการผลักดันจีดีพีของประเทศ 40% ภายในเวลา 10 ปี และตั้งเป้าจะดันให้รายได้จีดีพี 15,000 เหรียญสหรัฐฯ เป็นประเทศที่พัฒนาแล้วและมีรายได้สูง ภายใน 12 ปี โดย สสว.จึงอนุมัติวงเงิน 100 ล้านบาท เพื่อดำเนินการร่วมกับกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ในโครงการ “ไทยช่วยไทยแฟรนไชส์สร้างอาชีพพลัส” คัดเลือกแฟรนไชส์ที่มีคุณภาพ กว่า 100 อาหารแฟรนไชส์ โดยแบ่งเป็นอาหารเครื่องดื่ม 60% และบริการ 40% เพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชนที่ยังไม่มีอาชีพ หรือผู้ที่มีรายได้ไม่เพียงพอ สามารถเริ่มต้นประกอบธุรกิจได้ง่ายขึ้น จึงขอเชิญชวนประชาชนที่มีรายได้น้อยและสนใจเข้าร่วมโครงการและสามารถดูรายละเอียดได้ที่กรมพัฒนาธุรกิจการค้า ที่จะช่วยในเรื่องของค่าแรกเข้าไม่เกิน 10,000 บาท และช่วยคัดเลือกทำเลร่วมกับเอกชน และในพื้นที่ห้างสรรพสินค้า 2,000 สาขา รวมถึงสมาคมตลาดสด กว่า100 ตลาด มีจุดขายกว่า 10,000 จุด พร้อมกับลดค่าเช่าเป็นเวลา 6 เดือน หากผู้ประกอบการต้องการกู้เงิน มีธนาคารเข้ามารองรับอาทิ ธนาคารกรุงไทย ที่จะช่วยเรื่องดอกเบี้ย 3% เป็นต้น


นายนภินทร กล่าวว่า การขับเคลื่อนโครงการต่างในช่วงเวลานี้ไม่เกี่ยวกับที่นายกรัฐมนตรี ระบุเรื่องการประเมินเคพีไอการทำงานของรัฐมนตรี แต่เนื่องจากโครงการต่างๆจะทยอยออกมาต่อเนื่อง ตั้งแต่รัฐบาลอนุทิน 1 และจะได้เห็นผลเป็นรูปธรรมชัดเจนในช่วงไตรมาส 3 และ 4 นี้ และเชื่อว่าโครงการดังกล่าวจะช่วยให้เอสเอ็มอี มีรายได้ที่ดีขึ้น โดยปีนี้ตั้งเป้าขยับขึ้น 1-2 % สืบเนื่องจากตัวเลขในช่วงไตรมาสหนึ่ง มีการเติบโตขึ้น ทั้งนี้งานในกำกับดูแลของตนยังมีอีกหลายเรื่องที่จะต้องทำ เช่น สำนักงานเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ที่ต้องขับเคลื่อนสภาพการค้าจากที่ลดลงให้ดีขึ้น

นายนภินทร ยังกล่าวถึงการขับเคลื่อนเศรษฐกิจสร้างสรรค์ว่า จากข้อมูลของสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย พบว่จากสถิติที่ผ่านมาโรงงานที่ผลิตสินค้าทั่วไปปิดกิจการมากกว่าที่เปิดใหม่ และโรงงานที่เปิดใหม่ส่วนใหญ่เป็นการร่วมทุนกับต่างชาติ อย่างไรก็ตาม ภาคเศรษฐกิจสร้างสรรค์กลับมีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง ดังนั้นจึงขอให้ผู้ประกอบการไทยหันมาเพิ่มมูลค่าสินค้าด้วยการนำอัตลักษณ์ วัฒนธรรม ขนบธรรมเนียมประเพณี และภูมิปัญญาของไทยมาผสมผสานในการพัฒนาสินค้าและสร้างแบรนด์ เพราะจะช่วยเพิ่มมูลค่าและสร้างความสามารถในการแข่งขันได้มากกว่าการผลิตสินค้าแบบทั่วไปที่ไม่มีเอกลักษณ์ พร้อมย้ำว่า สินค้าที่มีแบรนด์และมีความคิดสร้างสรรค์ จะมีโอกาสประสบความสำเร็จ