‘ภาวุธ’ ยอมรับกังวลหลัง ‘รุทธพล’ เผย DSI เตรียมออกหมายจับ ย้ำไม่เคยมีส่วนเกี่ยวข้องกับขบวนการหลอกลวงประชาชน ยันพร้อมเข้าสู่กระบวนการตรวจสอบ พิสูจน์ความจริง หวังการดำเนินการตรงไปตรงมา-เป็นธรรม-ปราศจากการแทรกแซง
เมื่อวันที่ 13 กรกฎาคม นายภาวุธ พงษ์วิทยภานุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ภายหลัง พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมเปิดเผยว่ากรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ DSI เตรียมออกหมายจับวันนี้ โดยระบุว่า เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ตนได้เข้าให้ข้อมูลต่อกรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ DSI ในฐานะพยาน เป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยได้ให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่อย่างเต็มที่ และขณะนี้กำลังอยู่ระหว่างการรวบรวมและจัดเตรียมข้อมูลเพิ่มเติมเพื่อให้ข้อเท็จจริงในทุกประเด็นเกิดความชัดเจนและครบถ้วนมากที่สุด
นายภาวุธ ระบุว่า อย่างไรก็ตาม ในช่วงเวลาเดียวกัน ได้มีกระแสข่าวที่เผยแพร่ในวงกว้างว่า อาจมีการนำกำลังเข้าจับกุมบุคคลที่เกี่ยวข้องกับคดีดังกล่าว ซึ่งมีการกล่าวพาดพิงรวมถึงตัวตนด้วย ข่าวดังกล่าวสร้างความประหลาดใจและความกังวลให้แก่ผมเป็นอย่างมาก เนื่องจากตลอดระยะเวลาที่ประกอบธุรกิจ ผมไม่เคยมีส่วนเกี่ยวข้องกับขบวนการหลอกลวงประชาชน ธุรกิจสแกมเมอร์ กระบวนการฟอกเงิน หรือการกระทำอันเป็นการฉ้อโกงประชาชนในรูปแบบใดทั้งสิ้น
“ผมจึงขอยืนยันว่า ผมไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการกระทำผิดตามที่ถูกกล่าวพาดพิง และพร้อมนำเสนอข้อมูล เอกสาร และพยานหลักฐานทุกประการ เพื่อพิสูจน์ข้อเท็จจริงต่อกระบวนการยุติธรรม ผมเข้าใจดีว่า การตัดสินใจก้าวจากภาคธุรกิจเข้าสู่การทำงานทางการเมือง ย่อมต้องเผชิญกับการตรวจสอบ การวิพากษ์วิจารณ์ และแรงเสียดทานในหลายด้าน แต่เหตุผลที่ผมตัดสินใจเข้าสู่เส้นทางนี้ เพราะต้องการนำความรู้ ประสบการณ์ และความสามารถที่มี มามีส่วนร่วมในการผลักดันประเทศและสร้างประโยชน์ให้แก่ประชาชน” นายภาวุธ ระบุ
นายภาวุธ ระบุต่อว่า ขณะเดียวกัน ตนเชื่อว่าประชาชนจำนวนไม่น้อยย่อมมีคำถามต่อมาตรฐานและความรวดเร็วในการดำเนินคดี โดยเฉพาะเมื่อเปรียบเทียบกับคดีสำคัญอื่นที่ส่งผลกระทบต่อความรู้สึกของสังคม แต่กลับใช้ระยะเวลาในการดำเนินการค่อนข้างยาวนาน ขณะที่คดีนี้กลับปรากฏกระแสการเร่งรัดอย่างผิดสังเกต จนอาจทำให้เกิดข้อสงสัยในสังคมว่า มีวัตถุประสงค์อื่นใดเข้ามาเกี่ยวข้องหรือไม่
นายภาวุธ ระบุด้วยว่า สำหรับบุคคลที่พร้อมให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่และปฏิบัติตามกระบวนการทางกฎหมายมาโดยตลอด ย่อมไม่มีความจำเป็นที่จะต้องใช้มาตรการที่เกินสมควร หรือสร้างสถานการณ์ให้เกิดความตื่นตระหนกในสังคม ตนขอยืนยันอีกครั้งว่า ผมพร้อมเข้าสู่กระบวนการตรวจสอบพร้อมพิสูจน์ความจริง และพร้อมให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ทุกประการ โดยหวังเป็นอย่างยิ่งว่าการดำเนินการหลังจากนี้จะเป็นไปอย่างตรงไปตรงมา เป็นธรรม และปราศจากการแทรกแซงหรือการใช้กฎหมายเป็นเครื่องมือทางการเมือง ตนเชื่อมั่นว่า เมื่อข้อเท็จจริงทั้งหมดปรากฏ ความจริงจะเป็นสิ่งที่ให้คำตอบแก่สังคมได้อย่างชัดเจน


