อดีต สว.กทม. ดักคอ รมว.พลังงาน รู้มุกฟุ้งรื้อค่าการกลั่น แต่ให้ ปชช.รออีกเดือน ให้นายทุนฟันกำไร 800 ล้านต่อวัน ย้อนทำเพื่อรักษากำไรของโรงกลั่นแบบเนียนๆ ทั้งที่โรงกลั่นมีกำไรอู้ฟู่อยู่แล้ว คือ การปฏิรูปราคาน้ำมันแบบสุดซอยให้ใครกันแน่
วันนี้ (12 ก.ค.) นางสาวรสนา โตสิตระกูล อดีต สว.กทม. โพสต์ผ่านเฟซบุ๊ก รสนา โตสิตระกูล กรณี นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รมว.พลังงาน ขอเวลาอีก 1 เดือน ในการรื้อโครงสร้างราคาน้ำมัน โดยระบุว่า ข่าวดีของใครกันแน่? เอกนัฏฟุ้งรื้อค่าการกลั่น แต่ให้ ปชช.รออีกเดือน ให้นายทุนฟันกำไร 800 ล้านต่อวัน
รัฐมนตรี เอกนัฏ พร้อมพันธุ์ ให้สัมภาษณ์สื่อเมื่อวันที่ 9 กรกฎาคม 2569 ขอเวลา 1 เดือน เพื่อรื้อโครงสร้างราคาน้ำมันให้เบ็ดเสร็จ ได้แก่ การตัดค่าใช้จ่ายทิพย์ การกำหนดค่าการกลั่น และค่าการตลาดเป็นต้น
แต่เวลาที่ชะลอไป 1 เดือน โดยไม่กำหนดเพดานค่าการกลั่นที่สูงกว่าปกติ เป็นการเปิดโอกาสให้โรงกลั่นได้กำไรจากค่าการกลั่นที่สูงกว่าเกณฑ์ปกติประมาณ 800 ล้านบาทต่อวัน
ค่าการกลั่นน้ำมันที่ควรกำหนดเพดานไว้ไม่เกิน 7 เหรียญต่อบาร์เรล หรือ 1.40 บาทต่อลิตร เป็นค่าการกลั่นที่เป็นเกณฑปกติตามมาตรฐานสิงคโปร์ ที่มีค่าการกลั่นที่รวมกำไรระหว่าง 4-7 เหรียญต่อบาร์เรล เท่ากับ 0.80-1.40 บาทต่อลิตร ซึ่งเป็นค่าการกลั่นที่ไม่มีค่าพรีเมี่ยมทิพย์ที่ไม่ได้เกิดขึ้นจริง ประกอบด้วยค่าขนส่ง ค่าประกันภัย ค่าสูญเสียระหว่างทางจากสิงคโปร์มาไทย ค่าปรับปรุงคุณภาพ ค่าสำรองน้ำมัน
ตัวเลขค่าการกลั่นดังกล่าวมาจากการคำนวณค่าการกลั่นตามตัวเลขของสำนักนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) เฉลี่ย 10 ปี ตั้งแต่ พ.ศ. 2559-2568 ได้ค่าการกลั่นเฉลี่ยที่ 1.87 บาทต่อลิตร เมื่อหักค่าพรีเมียมขนส่งทิพย์ 0.50 บาทต่อลิตร ที่ไม่ได้เกิดขึ้นจริงออกไป จะได้ค่าการกลั่นที่ 1.87-0.50 = 1.37 บาทต่อลิตร คณะทำงานร่วมภาคประชาชนจึงเสนอให้รัฐมนตรีใช้ เพดานค่าการกลั่นที่ 7 เหรียญต่อบาร์เรล หรือ 1.40 บาทต่อลิตรเพื่อป้องกันไม่ให้โรงกลั่นมีกำไรส่วนเกินที่ทำให้น้ำมันราคาแพงเกินจริง จนต้องเอากองทุนไปชดเชยให้ประชชาชนเป็นหนี้
การที่รัฐมนตรียึกยักไม่ใช้อำนาจตัดสินใจคุมเพดานค่าการกลั่นที่ 1.40 บาทต่อลิตรซึ่งเป็นตัวเลขค่าการกลั่นที่เป็นค่าใช้จ่ายบวกกำไรปกติตามข้อมูล 10 ปีของสนพ. กระทรวงพลังงานเอง ที่ตัดค่าใช้จ่ายทิพย์ออกไป ทำไมต้องรั้งรอ เพราะอะไร เพราะนักเลงเจ้าของซอยไม่ยอม ใช่หรือไม่ ??!!
จึงต้องขอซื้อเวลาต่ออีก 1 เดือนเพื่อให้สถานการณ์คลี่คลายไปเอง และให้โรงกลั่นมีกำไรส่วนเกินต่อไปเรื่อยๆ วันละ 800 ล้านบาท ใช่หรือไม่ ???!!!
ค่าการกลั่นเฉลี่ย 7 วันของเดือนกรกฎาคม 2569 คือ 6.18 บาทต่อลิตร เมื่อหักค่าพรีเมี่ยมทิพย์ ออกไป 0.50 บาทต่อลิตร และหักค่าการกลั่นที่เป็นค่าใช้จ่ายและกำไรปกติของโรงกลั่นที่ 7 เหรียญต่อบาร์เรล หรือ1.40 บาทต่อลิตร ก็จะได้ค่าการกลั่นที่เป็นกำไรส่วนเกินของโรงกลั่น 6.18-1.40 = 4.78 บาทต่อลิตร
การหากำไรส่วนเกินของโรงกลั่นคือเอาค่าการกลั่นที่เป็นกำไรส่วนเกินมาคูณปริมาณน้ำมันผลิตต่อวัน คูณจำนวนวัน จะได้กำไรส่วนของเกินของ 7 วัน เท่ากับ 5,353.6 ล้านบาท (4.78 x160 ลล.x7วัน = 5,353.6 ล้านบาท) แสดงว่า การปล่อยให้ค่าการสูงเกินค่าการกลั่นปกติที่ 7 เหรียญต่อบาร์เรล หรือ 1.40 บาทต่อลิตร จะทำให้โรงกลั่นได้กำไร ถึงวันละ 764.8 ล้านบาท
หากนับวันเวลาที่ค่าการกลั่นสูงเกินค่าปกติ 129 วัน ตั้งแต่ 1 มีนาคม-7 กรกฎาคม โรงกลั่นมีกำไรส่วนเกินจากกำไรปกติรวม 126,182.4 ล้านบาท
การชดเชยน้ำมันราคาแพงด้วยกองทุนน้ำมันในช่วงที่โรงกลั่นมีกำไรเกินสมควรถึง 126,182.4 ล้านบาท ทำให้หนี้ของประชาชนทะลุ 59,000 ล้านบาท การให้กองทุนน้ำมันกู้เงิน 2หมื่นล้่น ก็เพื่อจ่ายคืนหนี้ก้อนนี้ให้โรงกลั่น นั่นคือการรักษากำไรของโรงกลั่นทั้งที่โรงกลั่นมีกำไรอู้ฟู่อยู่แล้ว ใช่หรือไม่
ที่รัฐมนตรีคุยโวว่าเป็นรัฐมนตรีคนแรกที่กล้าใช้กฎหมายดึงเงินโรงกลั่นจำนวนหมื่นล้านมาชดเชยเนื้อน้ำมันหน้าโรงกลั่น แต่การรั้งรอไม่คุมเพดานค่าการกลั่น ทำให้โรงกลั่นมีกำไรส่วนเกินจากกำไรปกติถึง 126,182.4 ล้านบาท นอกจากไม่มีกฎหมายดึงกำไรส่วนเกินที่เป็นลาภลอยของโรงกลั่นเพื่อมาลดราคาน้ำมันแพงแล้ว ยังต้องให้กองทุนน้ำมันชดเชยราคาน้ำมันแพง และการชดเชยราคา คือ หนี้ที่ต้องจ่ายคืนโรงกลั่น 59,000 ล้านบาท นี่คือการปฏิรูปราคาน้ำมันแบบสุดซอยให้ใครกันแน่ ?!?
ขอถามว่า นี่คือ การสับขาหลอก ดึงเงินหมื่นล้านจากโรงกลั่น แต่จ่ายคืน 59,000 ล้าน มันคือการรักษากำไรส่วนเกินของโรงกลั่นไว้แบบเนียนๆ ใช่หรือไม่ ?!


