อนุกก.วิจัยและพัฒนา วุฒิสภา ลงพื้นที่อยุธยาพบปัญหากฎหมายและอำนาจหน่วยงานทับซ้อน กระทบการพัฒนาเมืองมรดกโลก-ทำศูนย์ศึกษาประวัติศาสตร์ปิดยาว เตรียมดันแก้กฎหมายและฟื้นฟูศูนย์ฯ ผ่านนโยบายรัฐบาล
คณะอนุกรรมการเสริมสร้าง ขับเคลื่อนและติดตามการดำเนินงานด้านวิจัยและพัฒนา ในคณะกรรมการวิจัยและพัฒนาของวุฒิสภา นำโดย นายบุญส่ง น้อยโสภณ รองประธานวุฒิสภา ในฐานะที่ปรึกษาพร้อมด้วย นายชิบ จิตนิยม ประธานอนุกรรมการฯ รศ.แล ดิลกวิทยรัตน์ ที่ปรึกษาคณะอนุกรรมการฯ น.ส.มณีรัฐ เขมะวงค์ อนุกรรมการ และคณะ ลงพื้นที่จว.พระนครศรีอยุธยา ตามโครงการเชื่อมโยงข้อมูลผลงานด้านวิชาการและงานวิจัย เพื่อนำไปสู่การพัฒนาและแก้ไขปัญหาในระดับพื้นที่อย่างเป็นรูปธรรม โดยมี รศ.ดร.ชูสิทธิ์ ประดับเพ็ชร์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏพระนครศรีอยุธยา และคณะผู้บริหารให้การต้อนรับ
ทั้งนี้คณะอนุกรรมการได้รับฟังผลการวิจัยเรื่อง “ปัญหาการบังคับใช้กฎหมายองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในพื้นที่นครประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยา” ซึ่งพบปัญหาความซ้ำซ้อนของอำนาจหน้าที่ระหว่างกรมศิลปากรกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น อันเป็นผลจากการบังคับใช้กฎหมายหลายฉบับ ทั้งพระราชบัญญัติโบราณสถานฯ พระราชบัญญัติควบคุมอาคาร และกฎหมายกระจายอำนาจ ส่งผลให้การบริหารจัดการพื้นที่มรดกโลกขาดเอกภาพ เกิดความขัดแย้งระหว่างหน่วยงาน และสร้างอุปสรรคต่อการพัฒนาในพื้นที่
ผลกระทบดังกล่าวยังสะท้อนผ่านกรณีโครงการก่อสร้างอาคารคณะศิลปกรรมและศิลปศาสตร์ของมหาวิทยาลัยราชภัฏพระนครศรีอยุธยา ที่ล่าช้ากว่า 10 ปี จากข้อพิพาทด้านกฎหมาย แม้มหาวิทยาลัยจะชนะคดีแล้ว แต่ต้นทุนการก่อสร้างกลับเพิ่มสูงขึ้นจากระยะเวลาที่ล่าช้า
มหาวิทยาลัยยังเสนอแนวทางแก้ไขผ่านงานวิจัย โดยเสนอการปรับโครงสร้างการบริหาร การกำหนดหน่วยงานเจ้าภาพที่มีศักยภาพด้านวิชาการ การจัดทำยุทธศาสตร์ระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว รวมถึงการพัฒนาระบบงบประมาณที่เปิดโอกาสให้ชุมชนมีส่วนร่วม เพื่อให้เกิดความยั่งยืนในการบริหารจัดการ
นายชิบได้เสนอให้มหาวิทยาลัยปรับหลักสูตรด้านสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ โดยนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมทางการศึกษามาประยุกต์ใช้ เพื่อเพิ่มศักยภาพการเรียนรู้ของเยาวชนและตอบโจทย์การพัฒนาประเทศในอนาคต
หลังการประชุมคณะได้ลงพื้นที่ตรวจสอบข้อเท็จจริงที่ศูนย์ศึกษาประวัติศาสตร์อยุธยา ซึ่งปิดดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2562 โดยพบว่าปัญหาหลักเกิดจากการไม่มีหน่วยงานเจ้าภาพรับผิดชอบโดยตรง แม้จะมีมติคณะรัฐมนตรีให้จังหวัดพระนครศรีอยุธยากำกับดูแล แต่การบริหารงานด้านวิชาการกลับไม่สอดคล้องกับภารกิจของฝ่ายปกครอง อีกทั้งศูนย์ฯ ไม่มีฐานะเป็นส่วนราชการ จึงไม่สามารถของบประมาณแผ่นดินโดยตรงได้ ส่งผลให้ต้องพึ่งพางบประมาณเฉลี่ยปีละประมาณ 20 ล้านบาท ซึ่งไม่เพียงพอต่อการบริหารจัดการและการบำรุงรักษา
นายชิบ กล่าวว่า ศูนย์ศึกษานี้เป็นโครงการความร่วมมือสำคัญระหว่างรัฐบาลไทยและรัฐบาลญี่ปุ่น จัดตั้งขึ้นเมื่อปี 2530 ในวาระเฉลิมพระชนมพรรษา 60 พรรษา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 โดยได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากรัฐบาลญี่ปุ่นถึง 999 ล้านเยน หรือประมาณ 170 ล้านบาท
“หากปล่อยให้ศูนย์ศึกษาประวัติศาสตร์อยุธยาถูกทิ้งร้างต่อไป นอกจากสะท้อนความล้มเหลวในการบริหารจัดการของภาครัฐแล้ว ยังอาจส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของประเทศและความร่วมมือระหว่างประเทศ จึงเห็นว่ากระทรวงมหาดไทย มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนครศรีอยุธยา และกรมธนารักษ์ ควรเร่งบูรณาการความร่วมมือ เพื่อฟื้นฟูศูนย์ฯ ให้กลับมาเป็นแหล่งเรียนรู้ด้านประวัติศาสตร์ของประเทศอีกครั้ง” นายชิบ กล่าว
ด้าน รศ.แล ในฐานะที่เคยร่วมเป็นอนุกรรมการวิชาการในการจัดตั้งศูนย์ศึกษาประวัติศาสตร์อยุธยาเมื่อกว่า 40 ปีก่อน กล่าวว่า เดิมตั้งเป้าหมายให้ศูนย์แห่งนี้เป็นศูนย์กลางองค์ความรู้ด้านกรุงศรีอยุธยาระดับโลก แต่ปัญหาด้านการบริหารจัดการทำให้ไม่สามารถเดินไปถึงเป้าหมาย พร้อมย้ำว่ากรณีดังกล่าวสะท้อนปัญหาสำคัญของประเทศไทย ที่ผลงานวิจัยจำนวนมากยังไม่ถูกนำไปใช้แก้ไขปัญหาของสังคมอย่างเป็นรูปธรรม
นอกจากนี้ คณะอนุกรรมการฯ ยังรับฟังผลการวิจัยด้านสังคม เรื่องมาตรการทางกฎหมายในการคุ้มครองแรงงานสูงอายุในประเทศไทย ซึ่งเสนอให้ขยายอายุเกษียณของแรงงานภาคเอกชนจาก 55 ปี เป็น 60 ปี พร้อมผลักดันกฎหมายเฉพาะรองรับการจ้างงานผู้สูงอายุ
พร้อมกันนี้ คณะฯ ยังลงพื้นที่ศึกษาตัวอย่างการนำงานวิจัยไปใช้จริงที่วิสาหกิจชุมชนวัดย่านอ่างทอง อำเภอผักไห่ ซึ่งมหาวิทยาลัยราชภัฏพระนครศรีอยุธยานำองค์ความรู้ไปพัฒนาการทอผ้าโบราณ จนสามารถสร้างรายได้ให้ชุมชนปีละหลายล้านบาท และเป็นต้นแบบการสร้างอาชีพให้ผู้สูงอายุในพื้นที่
นายชิบ กล่าวว่า การลงพื้นที่ครั้งนี้ทำให้คณะอนุกรรมการฯ เห็นภาพปัญหาและอุปสรรคของการนำงานวิจัยไปใช้ประโยชน์ได้อย่างชัดเจน หลังจากนี้จะรวบรวมข้อเสนอเชิงโครงสร้างและเชิงนโยบายทั้งหมด เพื่อนำเสนอต่อคณะกรรมการวิจัยและพัฒนาของวุฒิสภา รวมทั้งผลักดันไปยังรัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้เกิดการปรับปรุงกฎหมาย ระเบียบ และกลไกการบริหารที่เอื้อต่อการนำผลงานวิจัยไปใช้แก้ไขปัญหาและพัฒนาประเทศอย่างเป็นรูปธรรมต่อไป


