xs
xsm
sm
md
lg

“เชาว์” ป้อง “มาร์ค” ปัดหนุนแก้ 112 แค่เปิดช่องฟื้นฟูเยาวชนสำนึกผิด ซัดร่างนิรโทษสอดไส้เสี่ยงจุดชนวนขัดแย้ง

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



“ทนายเชาว์” ลั่นป้อง “อภิสิทธิ์” ไม่เคยหนุนแก้ ม.112 แจงข้อเสนอเป็นเพียงการเปิดช่องฟื้นฟูเยาวชนที่สำนึกผิด ซัดร่างนิรโทษกรรม “สอดไส้” ล้างผิดคดีอื่น เตือนเปิดช่องฝ่ายการเมืองใช้อำนาจเอื้อพวกพ้อง เสี่ยงจุดชนวนความขัดแย้งรอบใหม่

นายเชาว์ มีขวด อดีตรองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงคำอภิปรายของ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เกี่ยวกับประเด็นมาตรา 112 และร่างพระราชบัญญัติสร้างเสริมสังคมสันติสุข หรือร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม โดยยืนยันว่า จุดยืนของนายอภิสิทธิ์ และพรรคประชาธิปัตย์ ไม่เคยเปลี่ยนแปลง คือ ไม่เห็นด้วยกับการแก้ไขหรือยกเลิกประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 และไม่เห็นด้วยกับการนำคดีมาตรา 112 ไปรวมอยู่ในร่างกฎหมายนิรโทษกรรม

นายเชาว์ ระบุว่า สิ่งที่นายอภิสิทธิ์อภิปรายถูกตีความคลาดเคลื่อน เพราะเป็นเพียงข้อเสนอให้มีกลไกในกระบวนการยุติธรรมสำหรับเด็กและเยาวชนที่กระทำผิด หากสำนึกผิดว่าถูกชักจูงหรือหลงผิด และพร้อมกลับตัว ก็ควรได้รับโอกาสเข้าสู่กระบวนการฟื้นฟูและเยียวยา เพื่อไม่ให้คนเห็นต่างกลายเป็นศัตรูถาวรของสังคม ซึ่งไม่ใช่การนิรโทษกรรมแบบครอบคลุมทุกกรณี

นายเชาว์ ย้ำว่า การรักและเคารพสถาบันต้องดำเนินไปในแนวทางที่ไม่สร้างความขัดแย้ง หรือเพิ่มศัตรูให้กับสถาบัน พร้อมตั้งข้อสังเกตว่าการผลักผู้เห็นต่างออกจากสังคมอาจยิ่งทำให้ปัญหาบานปลาย

พร้อมกันนี้ นายเชาว์ วิพากษ์วิจารณ์ร่าง พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข ว่า มีการเพิ่มฐานความผิดที่ไม่เกี่ยวข้องกับการชุมนุมทางการเมืองเข้ามาจำนวนมาก ทั้งคดีเกี่ยวกับการเลือกตั้ง สว. และความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 124 ซึ่งเห็นว่าเป็นการ “สอดไส้” เนื้อหาเกินกว่าหลักการของกฎหมาย

นอกจากนี้ ยังแสดงความกังวลต่อการให้อำนาจคณะกรรมการ 9 คน ซึ่งมีนายกรัฐมนตรีหรือผู้แทนเป็นประธาน เป็นผู้พิจารณาว่าใครจะได้รับสิทธิตามกฎหมาย โดยเห็นว่า คณะกรรมการมีที่มาจากฝ่ายการเมือง อาจเปิดช่องให้ใช้ดุลพินิจเอื้อประโยชน์แก่บุคคลหรือกลุ่มการเมือง รวมถึงมีบทบัญญัติที่คุ้มครองการปฏิบัติหน้าที่ของคณะกรรมการ หากอ้างว่ากระทำโดยสุจริต ซึ่งมองว่าเป็นประเด็นที่น่ากังวล

นายเชาว์ กล่าวว่า แม้จะเห็นด้วยกับการเยียวยาประชาชนผู้ได้รับผลกระทบจากความขัดแย้งทางการเมืองตลอดกว่า 20 ปีที่ผ่านมา แต่หากกฎหมายถูกใช้เป็นเครื่องมือทางการเมือง หรือนำไปล้างผิดในคดีที่ไม่เกี่ยวกับการชุมนุม ก็อาจทำให้ร่างกฎหมายที่ตั้งเป้าสร้าง “สันติสุข” กลายเป็นชนวนของความขัดแย้งรอบใหม่ และนำไปสู่การฟ้องร้องทางกฎหมายในอนาคต

นายเชาว์ ทิ้งท้ายว่า ตลอด 20 ปีที่ผ่านมา ผู้ที่ได้รับผลกระทบจากความขัดแย้งทางการเมืองส่วนใหญ่คือประชาชนและผู้ชุมนุม ขณะที่ผลประโยชน์มักตกอยู่กับกลุ่มนักการเมือง จึงเห็นว่าการออกกฎหมายใดๆ ควรคำนึงถึงความเป็นธรรมและไม่เปิดช่องให้เกิดการเอื้อประโยชน์แก่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง