ความคืบหน้า โครงการกําจัดขยะมูลฝอยแบบบูรณาการในระบบปิด พื้นที่ "โพนพิสัย - หนองคาย" ของ ทต.โพนพิสัย วงเงินลงทุน 130 ล้านบาท หลัง เอกชนเสนอเปลี่ยนพื้นที่ก่อสร้าง เหตุถูกคนในพื้นที่คัดค้าน "ฝ่ายกม.มท." ยันโครงการได้รับไฟเขียวจาก รมว. มหาดไทย มาตั้งแต่ต้น จึงยังเป็นโครงการที่เข้าลักษณะ "กระบวนการที่ยังดําเนินการไม่แล้วเสร็จ" ชี้ช่องชง "บอร์ดพิจารณาจัดการสิ่งปฏิกูลฯระดับจังหวัด" ก่อนเสนอ มท.1 ไฟเขียวเปลี่ยนสถานที่
วันนี้ ( 9 ก.ค.2569) มีรายงานจากกระทรววงหมาไทย เปิดเผยถึงความคืบหนของโครงการก่อสร้างโรงงานกําจัดขยะมูลฝอยแบบบูรณาการในระบบปิด (โพนพิสัย - หนองคาย) ของเทศบาลตําบลโพนพิสัย จ.หนองคาย วงเงินลงทุน 130 ล้านบาท หลังจากรัฐมนตรีว่าการกระทรงมหาดไทย เห็นชอบโครงการเมื่อ 1 พ.ค. 2563
โดย เทศบาลตําบลโพนพิสัย ได้ลงนามในสัญญาก่อสร้างและบริหารจัดการโครงการฯ กับบริษัท ไทยโก้เทคโนโลยี จํากัด ตามสัญญา เลขที่ 57/2564 เมื่อวันที่ 30 เม.ย. 2564
ในสัญญาได้กําหนดสถานที่ตั้งโครงการอยู่บริเวณ หมู่ที่ 18 บ้านเตาถ่าน ตําบลจุมพล อําเภอโพนพิสัย จังหวัดหนองคาย ต่อมามีประชาชนยื่นหนังสือ ต่อศูนย์ดํารงธรรม จ.หนองคาย เพื่อคัดค้านการก่อสร้างโครงการดังกล่าว เนื่องจากสถานที่ก่อสร้าง อาจส่งผลกระทบต่อชุมชน
บริษัทฯ ได้เสนอขอแก้ไขสัญญาและเปลี่ยนแปลง สถานที่ตั้งโครงการ จากเดิม เป็นตั้งใหม่ อยู่บริเวณหมู่ที่ 17 บ้านโปร่งเย็น ตําบลจุมพล อําเภอโพนพิสัย จังหวัดหนองคาย โดยขอหารือ แนวทางปฏิบัติในการขอเปลี่ยนแปลงสถานที่ตั้งโครงการดังกล่าว
ล่าสุด คณะกรรมการพิจารณาร่างกฎหมายของกระทรวงมหาดไทย คณะที่ 1 มีความเห็นว่า แม้เทศบาลตําบลโพนพิสัย จะได้ลงนามในสัญญากับเอกชนแล้ว ตามประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การจัดการมูลฝอย พ.ศ. 2560
"แต่ในปัจจุบันโครงการยังไม่สามารถเข้าดําเนินการก่อสร้างได้ เนื่องจากมีประชาชนคัดค้าน ซึ่งการเปลี่ยนแปลงสถานที่ตั้งโครงการถือเป็นการแก้ไขสาระสําคัญของสัญญา และเข้าลักษณะกระบวนการที่ยังดําเนินการไม่แล้วเสร็จ"
ตามบทเฉพาะกาล ข้อ 34 แห่งประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การจัดการมูลฝอย พ.ศ. 2567 ประกอบกับโครงการดังกล่าว เป็นโครงการที่เคยได้รับความเห็นชอบจาก รมว. มหาดไทยมาตั้งแต่ต้น
จึงเห็นควร ให้นําเรื่องการขอเปลี่ยนแปลงสถานที่ตั้งโครงการเสนอต่อคณะกรรมการพิจารณาจัดการสิ่งปฏิกูลและมูลฝอยระดับจังหวัด เพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบก่อน
จากนั้นจึงนําเสนอเรื่อง รม.มหาดไทย เพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบการแก้ไขเปลี่ยนแปลงในส่วนที่เป็นสาระสําคัญในลําดับต่อไป
มีรายงานวา เมื่อปี 2566 โครงการนี้ ป.ป.ช.ประจำจังหวัดหนองคาย ได้ลงพื้นที่รับฟังข้อเท็จจริง พบว่า เหตุผลและความจำเป็นที่ต้องมีโครงการดังกล่าว สืบเนื่องจาก อ.โพนพิสัย อ.รัตนวาปี และ อ.เฝ้าไร่ ไม่มีการกำจัดขยะมูลฝอยที่เหมาะสม
รวมถึงไม่มีพื้นที่ทิ้งขยะที่ถูกสุขลักษณะ และเพื่อจัดการขยะมูลฝอยชุมชนอย่างครบวงจรและเป็นรูปธรรม ทั้งการคัดแยก การนำกลับมาใช้ประโยชน์ใหม่ที่มีประสิทธิภาพ สร้างระบบการจัดการขยะมูลฝอยชุมชนอย่างยั่งยืน
โดยการสร้างมูลค่าเพิ่มจากขยะเป็นเชื้อเพลิงขยะ ดังนั้น คณะกรรมการสิ่งแวดล้อมจังหวัดหนองคาย จึงได้เป็นผู้ริเริ่มโครงการดังกล่าว โดยให้เทศบาลโพนพิสัย ซึ่งเป็นหัวหน้ากลุ่มจัดการขยะมูลฝอย อำเภอโพนพิสัย เป็นเจ้าภาพในการดำเนินโครงการ
ซึ่งงบประมาณที่ใช้ในการดำเนินโครงการ จำนวน 130,000,000 บาท ดำเนินการจัดจ้างด้วยวิธีประกวดราคาอิเล็กทรอนิกส์ (e-bidding) โดยผู้ชนะการเสนอราคา ได้แก่ บริษัทไทยโก้เทคโนโลยี จำกัด ระยะเวลาเริ่มสัญญาจ้าง วันที่ 30 เมษายน 2564 สิ้นสุดสัญญาวันที่ 30 เมษายน 2566
แต่เมื่อรับฟังรายละเอียดการดำเนินโครงการแล้ว ปรากฏว่าบริษัทผู้รับจ้างยังไม่ได้ดำเนินการใด ๆ ซึ่งสาเหตุเนื่องจาก หลังจากที่ผู้รับจ้างได้มีการทำประชาคม และมีตัวแทนหมู่บ้านที่จะได้รับผลกระทบมาประชาคมร่วมกัน โดยผู้รับจ้างจะไปสร้างโรงงานกำจัดขยะอยู่บริเวณบ้านเตาถ่าน หมู่ที่ 18
ซึ่งได้ตอนนั้นการประชาคมมีมติเห็นด้วย ที่จะให้บริษัทผู้รับจ้างไปสร้างโรงงานขยะบริเวณดังกล่าว เนื่องจากผู้รับจ้างมองว่า การเดินทางสะดวกเพราะติดถนน มีระบบไฟฟ้า เข้าถึงสะดวก
แต่เมื่อผู้รับจ้างจะดำเนินการจริง ๆ ประชาชนบางกลุ่มที่ไม่ได้เข้าร่วมประชาคม และอาศัยอยู่บริเวณใกล้เคียงสถานที่ก่อสร้างได้ยื่นหนังสือกับศูนย์ดำรงธรรมอำเภอโพนพิสัย เพื่อคัดค้านการก่อสร้างในบริเวณสถานที่ดังกล่าว
"ประชาชนเกรงว่าอาจจะส่งผลกระทบต่อชุมชนในหลายด้าน เช่น การสัญจรไปมาไม่สะดวก กลิ่นเหม็น จากขยะมูลฝอย เป็นต้น และประชาชนที่คัดค้านได้เสนอแนะให้เทศบาลตำบลโพนพิสัยเปลี่ยนสถานที่ก่อสร้างไปเป็นบริเวณบ่อขยะเดิมซึ่งตั้งอยู่บ้านโปร่งเย็น หมู่ที่ 17 ต.จุมพล ทำให้โครงการดังกล่าวจึงหยุดชะงักไป อย่างไรก็ตาม ผู้รับจ้างได้ดำเนินการขอขยายสัญญาแล้ว "
อย่างไรก็ตามโครงการดังกล่าวยังไม่ได้มีการเบิกจ่ายงบประมาณแต่อย่างใด และหน่วยงานรัฐยังไม่ได้รับความเสียหายจากโครงการดังกล่าว แต่ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับการบริหารสัญญาที่จะเรียกให้ผู้รับจ้างชดใช้ค่าเสียหาย.


