สส. 306 เสียง ไฟเขียว ร่าง กม.สร้างเสริมสันติสุข ตาม สว.แก้ ปิดช่องเยาวชนถูกฟ้องคดี ม.112 ยื่นยุติคดี “อภิสิทธิ์” หนุนหลักการนิรโทษ แต่หวั่นล้างผิดคดีฮั้ว สว. “หมอวรงค์” หวั่นล้างผิดผู้ช่วยคนหลบหนีคดี “จักรภพ” ชี้ แม้ กม.ไม่สมบูรณ์แบบ แต่เป็นจุดเริ่มสำคัญสมานฉันท์ เปรียบสร้าง “เรือ” พาชาติเดินหน้าก่อน แล้วค่อยกลับมารับผู้ที่ยังตกค้าง
วันนี้ (8 ก.ค.) ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ที่มี นายเลิศศักดิ์ พัฒนชัยกุล รองประธานสภา คนที่สอง เป็นประธาน ได้พิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) สร้างเสริมสังคมสันติสุข พ.ศ. … ซึ่งวุฒิสภา (สว.) แก้ไขเพิ่มเติมและส่งกลับมายังสภาผู้แทนราษฎร โดยมีสมาชิกอภิปรายอย่างกว้างขวางถึงสาระสำคัญของร่างกฎหมาย
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ประเด็นสำคัญที่ สว. แก้ไข คือ มาตรา 11 โดยกำหนดว่า ผู้กระทำผิดซึ่งมีอายุต่ำกว่า 18 ปี ในขณะกระทำความผิด ที่ไม่อยู่ในบัญชีท้ายกฎหมาย สามารถเข้าสู่กระบวนการยุติคดีได้ แต่เพิ่มข้อยกเว้นว่า ไม่ให้นำหลักเกณฑ์ดังกล่าวไปใช้กับความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112
นายธงธรรม เวชยชัย สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ปัจจุบันไม่มีเยาวชนอายุต่ำกว่า 18 ปี ที่ถูกดำเนินคดีตามมาตรา 112 ดังนั้น หากตั้งกรรมาธิการร่วม ก็อาจไม่ทำให้สาระสำคัญเปลี่ยนแปลงมากนัก สิ่งสำคัญคือจะเลือกให้ประเทศเดินหน้าหรือหยุดรอ เพราะกฎหมายฉบับนี้อาจไม่ใช่ปลายทาง แต่เป็น “ก้าวแรก” ที่ทำให้ผู้ได้รับผลกระทบหลายพันคนได้รับอิสรภาพเร็วขึ้น พร้อมย้ำว่าไม่ควรปล่อยให้การต่อสู้เชิงหลักการทางการเมือง ทำให้ผู้คนต้องเสียโอกาสแม้เพียงวันเดียว
ด้าน นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคไทยภักดี กล่าวว่า สนับสนุนร่างที่ สว. แก้ไข แต่กังวลต่อการนิรโทษกรรมความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 124 มาตรา 184 และมาตรา 190 ซึ่งเกี่ยวกับความลับของทางราชการ การช่วยเหลือผู้กระทำผิด และการช่วยผู้หลบหนีคดี โดยตั้งคำถามว่าเกี่ยวข้องกับการชุมนุมทางการเมืองอย่างไร และเกรงว่าอาจถูกใช้เพื่อเอื้อประโยชน์แก่บุคคลบางกลุ่ม จนนำไปสู่ความขัดแย้งรอบใหม่
ขณะที่ นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ตั้งข้อสังเกตถึงการเพิ่มความผิดตามกฎหมายว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภาไว้ในบัญชีแนบท้าย ทั้งที่ไม่เกี่ยวข้องกับการชุมนุมของกลุ่มการเมืองในอดีต พร้อมตั้งคำถามว่าเกี่ยวข้องกับคดีฮั้วเลือก สว. หรือไม่
ด้าน นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า พรรคประชาธิปัตย์สนับสนุนการออกกฎหมายนิรโทษกรรมเพื่อสร้างจุดเริ่มต้นใหม่และนำไปสู่สันติสุข โดยเห็นด้วยกับหลักการที่ไม่นิรโทษกรรมคดีทุจริต คดีมาตรา 112 และคดีร้ายแรงที่ทำให้ผู้อื่นบาดเจ็บหรือเสียชีวิต แต่เห็นว่ายังมี 2 ประเด็นที่ควรพิจารณาเพิ่มเติม
ประเด็นแรก คือ การแก้ไขมาตรา 11 ที่ตัดสิทธิเยาวชนในคดีมาตรา 112 ออกจากกระบวนการฟื้นฟู โดยเห็นว่าเดิมกฎหมายเปิดทางให้เยาวชนสมัครใจเข้าสู่กระบวนการบำบัดฟื้นฟูได้ หากไม่สมัครใจจึงเข้าสู่กระบวนการดำเนินคดี การปิดโอกาสดังกล่าวควรพิจารณาให้รอบคอบ เพราะอาจไม่ได้ช่วยลดความขัดแย้งที่เกี่ยวข้องกับสถาบัน
ส่วนประเด็นที่สอง คือ การที่ สว. เพิ่มความผิดตามกฎหมายว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2561 ไว้ในบัญชีแนบท้าย ทั้งที่ไม่เกี่ยวกับคดีทุจริตหรือการเลือกตั้งไม่สุจริต โดยตั้งข้อสังเกตว่าเหตุใดจึงนำเรื่องการเลือก สว. มาเชื่อมโยงกับกฎหมายนิรโทษกรรม
นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า หากในอนาคต กกต. วินิจฉัยว่าไม่มีการเลือกตั้งที่ไม่สุจริต แต่กลับพบหลักฐานว่ามีพรรคการเมืองหรือบุคคลเข้าไปเกี่ยวข้องกับการเลือก สว. ผู้ถูกดำเนินคดีอาจอ้างสิทธิ์ได้รับการนิรโทษกรรมตามกฎหมายฉบับนี้ได้ จึงเห็นว่าเป็นประเด็นที่สภาฯ ต้องพิจารณาอย่างถี่ถ้วน เพื่อไม่ให้เกิดข้อครหาว่าเป็นการออกกฎหมายเอื้อประโยชน์แก่บุคคลใด และไม่ให้เกิดความขัดแย้งใหม่ในอนาคต
“หากไม่พิจารณาสองประเด็นนี้ให้รอบคอบ เรื่องหนึ่งจะกระทบต่อการปกป้องสถาบัน อีกเรื่องอาจบานปลายเป็นการใช้อำนาจของนักการเมืองเพื่อประโยชน์ของตนเอง และหากเป็นเช่นนั้น ผู้ที่ลงมติเห็นชอบอาจถูกตั้งคำถามเรื่องการทำหน้าที่ขัดกันแห่งผลประโยชน์ตามมาตรา 114 ของรัฐธรรมนูญ” นายอภิสิทธิ์ กล่าว
ด้าน นายจักรภพ เพ็ญแข สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า จากประสบการณ์ที่ผ่านความขัดแย้งทางการเมืองและการลี้ภัยในต่างประเทศมานานกว่า 15 ปี ทำให้เห็นว่าความขัดแย้งได้ทำลายชีวิตผู้คนจำนวนมาก ทั้งผู้เสียชีวิต ผู้พิการ และครอบครัวที่ยังต้องแบกรับผลกระทบมาจนถึงทุกวันนี้
นายจักรภพ กล่าวว่า หากเลือกได้ตามความต้องการส่วนตัว ตนก็อยากเห็นร่างกฎหมายฉบับเดิมก่อนที่วุฒิสภาจะแก้ไข แต่เมื่อมองจากประสบการณ์ของผู้ผ่านวิกฤตการเมือง เห็นว่า ประเทศไม่ควรรออีกต่อไป แม้กฎหมายฉบับนี้จะไม่สมบูรณ์แบบ แต่ถือเป็น “จุดเริ่มต้น” ที่ทำให้ประเทศเดินหน้าได้ และเป็นการนิรโทษกรรมที่เกิดขึ้นผ่านรัฐสภาและรัฐบาลพลเรือน ไม่ใช่จากการรัฐประหารเหมือนในอดีต
นายจักรภพ กล่าวว่า ระหว่างลี้ภัยได้เรียนรู้การอยู่ร่วมกับความเห็นที่แตกต่าง และเห็นว่า ประเทศไทยยังไม่สามารถหาทางออกจากความขัดแย้งทางการเมืองได้อย่างแท้จริง จึงควรใช้กฎหมายฉบับนี้เป็นจุดเริ่มต้นของการสมานฉันท์ แม้อาจยังไม่ตอบโจทย์ทุกฝ่ายก็ตาม
“เราไม่สามารถพาทุกคนไปได้ในวันนี้ แต่เราต้องสร้างเรือลำหนึ่ง เพื่อพาคนไปให้ได้มากที่สุด แล้ววันหนึ่งจึงย้อนกลับมารับคนที่ยังตกค้างอยู่ เพราะเมื่อมีทะเลให้ข้าม ก็อย่าหยุดคิดที่จะสร้างเรือ” นายจักรภพ กล่าวทิ้งท้าย
ด้าน พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคประชาชาติ อภิปรายว่า เห็นด้วยกับการตั้งคณะกรรมาธิการร่วมเพื่อพิจารณาร่าง พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข เนื่องจากยังมีประเด็นที่อาจถูกตีความคลุมเครือ โดยเฉพาะบัญชีแนบท้ายที่วุฒิสภาแก้ไขเพิ่มเติมเกี่ยวกับความผิดตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2561
พ.ต.อ.ทวี กล่าวว่า แม้ร่างกฎหมายจะระบุยกเว้นคดีเลือกตั้งไม่สุจริต เลือกตั้งไม่เป็นธรรม และเรื่องคุณสมบัติ แต่ยังอาจถูกตีความให้ครอบคลุมคดีฮั้วเลือก สว. ปี 2567 ที่อยู่ระหว่างการไต่สวนของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ซึ่งมีข้อกล่าวหารวม 7 ประเด็น ทั้งการให้พรรคการเมือง หรือ สส. ช่วยผู้สมัคร สว. การแนะนำตัวโดยมิชอบ การสัญญาให้ประโยชน์ การจัดเลี้ยง การรับผลประโยชน์ และการเรียกรับทรัพย์สิน
พ.ต.อ.ทวี เห็นว่า หากไม่ต้องการให้เกิดความกำกวม กฎหมายควรระบุให้ชัดเจนว่าความผิดตามมาตราใดที่ต้องยกเว้นจากการนิรโทษกรรม นอกจากนี้ ยังมีประเด็นคดีอั้งยี่และคดีฟอกเงินที่ควรเขียนให้ชัดเจนเช่นกัน
“เพื่อความรอบคอบควรตั้งกรรมาธิการร่วม เพราะการเขียนกฎหมายต้องไม่แอบแฝง ไม่กำกวม หากเปิดช่องไว้ กฎหมายอาจกลายเป็นสมบัติของผู้ตีความ และนำไปสู่วิกฤติซ้อนวิกฤติได้” พ.ต.อ.ทวี กล่าว พร้อมย้ำว่า หากประเด็นดังกล่าวไม่ได้รับคำตอบที่ชัดเจน ย่อมกระทบต่อหลักการประชาธิปไตยและความน่าเชื่อถือของกฎหมาย
หลังจากสมาชิกอภิปรายครบถ้วนแล้ว ที่ประชุมได้ลงมติเห็นชอบกับเนื้อหาที่วุฒิสภาแก้ไข 306 เสียง ไม่เห็นด้วย 141 เสียง และ งดออกเสียงได้รับความเห็นชอบจากรัฐสภา และจะดำเนินการในขั้นตอนประกาศใช้เป็นกฎหมายต่อไป
ทั้งนี้ ร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าวที่ผ่านการพิจารณาจากชั้น สว. ได้แก้ไขเพิ่มเติมที่สำคัญในประเด็น มาตรา 11 ที่กำหนดเงื่อนไขสำหรับบุคคลที่กระทำผิดซึ่งอายุต่ำกว่า 18 ปีบริบูรณ์ในขณะที่กระทำความผิด ซึ่งเป็นคดีที่ไม่ระบุไว้ในบัญชีแนบท้าย สามารถเข้าสู่การได้รับการพิจารณาสั่งยุติคดีได้ ซึ่ง สว. ได้เพิ่มวรรคท้าย ว่า ไม่ให้ใช้บังคับกับการกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112


